ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
โครงการสร้างความตระหนักรู้เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
รับสมัครทีมนักศึกษา สกร. ตัวแทนจากศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศ ชิงเงินรางวัลรวม 172,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร รับสมัครตั้งแต่ 22 พ.ค. 69 – 5 มิ.ย. 69 สมัครออนไลน์ได้ทาง https://forms.gle/GhsggFwdGsLNZ7K1A เมื่อสมัครผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ทีมผู้สมัครต้องนำส่งหลักฐานการสมัคร ซึ่งประกอบด้วย โดยส่งเอกสารทั้งหมดมายังศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 928 ถ.สุขุมวิท แขวงพระโขนงเขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 ภายในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 16.30 น. กำหนดการประกวด สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ หมายเหตุ FacebookFacebookXTwitterLINELine
พิสูจน์กลิ่นด้วยลิ้นสองแฉก
ในขณะที่มนุษย์ใช้จมูกในการรับรู้กลิ่น แต่สำหรับสัตว์บางชนิดกลับต่างออกไป เพราะพวกมันใช้ลิ้นในการตรวจจับและพิสูจน์กลิ่นได้อย่างน่าทึ่ง สัตว์กลุ่มนี้มีลักษณะเฉพาะที่โดดเด่น คือ มี “ลิ้นสองแฉก” ซึ่งแตกต่างจากมนุษย์อย่างสิ้นเชิง เมื่อได้ยิน อาจชวนให้คิดถึงความหมายในเชิงลบ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับสัตว์ที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยชื่นชอบอย่างงู ภาพของงูแลบลิ้นเข้าออกแผลบ ๆ อาจทำให้หลายคนรู้สึกขยะแขยง แต่ใครจะรู้ว่าการกระทำที่ดูน่าขนลุกนี้ แท้จริงแล้วคือกลไกอันชาญฉลาดของธรรมชาติ ที่ช่วยให้พวกมันสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ลิ้นสองแฉก (Forked Tongue) เป็นลักษณะของลิ้นที่มีการแยกออกเป็นสองแฉกมักพบในสัตว์กลุ่ม Squamata ซึ่งเป็นอันดับของสัตว์เลื้อยคลานที่ประกอบด้วยงูและกิ้งก่าหลายชนิด เช่น งูเห่า งูจงอาง งูเหลือม เตกู ตะกวด เหี้ย มังกรโคโมโด เป็นต้น พวกมันใช้ลิ้นเพื่อรับรู้กลิ่นและสารเคมีในสิ่งแวดล้อม โดยมีกระบวนการทำงานดังนี้ 1. ยืดลิ้นออกจากปาก สัตว์ที่มีลิ้นสองแฉกจะยื่นลิ้นของมันออกจากปากไปในอากาศหรือสัมผัสพื้นดิน โดยลิ้นจะมีลักษณะแยกออกเป็นสองแฉก เพื่อทำหน้าที่เก็บสารเคมีหรือกลิ่นจากสิ่งแวดล้อม เช่น กลิ่นของเหยื่อ, เพื่อนร่วมสายพันธุ์, หรือภัยคุกคามจากสัตว์นักล่า 2. สัมผัสสารเคมี ลิ้นสองแฉกไม่ใช่แค่การดมกลิ่นจากอากาศ แต่ยังช่วยให้สัตว์สัมผัสสารเคมีที่ลอยอยู่ในอากาศและบนพื้นดิน ซึ่งจะถูกเก็บไว้ที่ปลายลิ้นแต่ละข้าง 3. นำสารเคมีไปที่อวัยวะวิเคราะห์ หลังจากที่ลิ้นสัมผัสสารเคมีจากสิ่งแวดล้อม สัตว์จะนำลิ้นทั้งสองข้างไปใกล้ ๆอวัยวะพิเศษที่เรียกว่า Jacobsen’s organ […]
จิ้งหรีดนักดนตรียามค่ำคืน
จิ้งหรีด แมลงตัวจิ๋วที่เต็มไปด้วยประโยชน์ทั้งต่อสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติด้วยกันเองและต่อมนุษย์ พวกมันถือได้ว่าเป็นแมลงที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงเนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญที่ผู้คนหันมาให้ความสนใจมากในปัจจุบัน “จิ้งหรีด” อยู่ในอันดับ Orthoptera มีลักษณะทั่วไป คือ มีปากแบบปากกัด มีตารวม หนวดยาว ขาคู่หลังมีขนาดใหญ่และแข็งแรง เพศเมียปีกเรียบ มีอวัยวะวางไข่ยาวแหลมคล้ายเข็มยื่นออกมาจากส่วนท้องส่วนเพศผู้มีปีกคู่หน้าย่น อาศัยอยู่ตามคันนา ทุ่งหญ้า สนามหญ้า รูใต้ดิน และใต้กองเศษหญ้า ในยามค่ำคืน ในยามค่ำคืนเราเคยได้ยินเสียงกรีดร้องของแมลงกันไหม หนึ่งในนั้นก็คือเสียงของจิ้งหรีดนั้นเอง จิ้งหรีดได้รับฉายาว่า นักดนตรียามค่ำคืน เนื่องจากพวกมันมักจะส่งเสียงก้องกังวานลั่นทุ่งแบบไม่เหน็ดไม่เหนื่อยเหมือนกำลังบรรเลงบทเพลงอยู่ในคอนเสิร์ตก็ว่าได้ แต่จะมีใครรู้หรือไม่ว่าเสียงเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการร้องออกมาจากปากของมันและมีแค่จิ้งหรีดเพศผู้เท่านั้นที่ทำเสียงเช่นนี้ได้ โดยมันจะมีอวัยวะที่ทำให้เกิดเสียง คือ ปีกคู่หน้าที่มีลักษณะย่นทำให้เกิดเสียงได้จากการถูหรือสีกัน ปกติปีกจะทับกันเหนือลำตัวเพศผู้ปีกขวาจะทับปีกซ้ายส่วนเพศเมียปีกซ้ายจะทับปีกขวา ขณะทำเสียงจะยกปีกคู่หน้าขึ้นใช้ขอบของโคนปีกซ้ายถูหรือสีกับฟันซี่เล็ก ๆ ที่เรียงกันเป็นแถวที่โคนด้านในของปีกขวาพร้อม ๆ กับการโยกตัว เสียงร้องที่ขับขานออกมาจะบ่งบอกถึงพฤติกรรมของจิ้งหรีดในขณะนั้น ได้แก่ เสียง กริก…กริก…กริก… นาน ๆ แสดงว่าอยู่โดดเดี่ยวหรือต้องการหาคู่ เสียง กริก…กริก…กริก… ลากเสียงยาว เป็นการประกาศอาณาเขต หาที่อยู่ได้แล้ว เสียง กริก…กริก…กริก… เบา ๆ และถี่ ๆ ติดต่อกัน แสดงความต้องการผสมพันธุ์ เพศผู้จะถอยหลังเข้าหาเพศเมียเพื่อให้เพศเมียขึ้นคร่อมรับการผสมพันธุ์ […]
ทำไมน้ำกับน้ำมันถึงเข้ากันไม่ได้
เราเคยสงสัยกันบ้างไหมว่าเพราะเหตุใดน้ำกับน้ำมันถึงแยกชั้นกันทุกครั้งที่มีการผสมน้ำกับน้ำมันเข้าด้วยกันจะแยกชั้นกันทันที น้ำมันอยู่ชั้นบนและน้ำอยู่ชั้นล่าง เพราะความหนาแน่นที่แตกต่างกันของน้ำกับน้ำมัน ซึ่งน้ำมันมีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ จึงทำให้ลอยอยู่เหนือผิวน้ำ นอกจากนี้ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้น้ำและน้ำมันแยกชั้นและไม่ผสมเป็นเนื้อเดียวกัน เนื่องจากการจัดเรียงอะตอมในโมเลกุลของน้ำกับน้ำมันที่แตกต่างกัน โดยปกติแล้วตัวทำละลายที่มีขั้วไฟฟ้าจะละลายเข้ากับตัวทำละลายที่มีขั้วไฟฟ้าด้วยกัน และตัวละลายที่ไม่มีขั้วไฟฟ้าก็จะทำละลายกับตัวทำละลายที่ไม่มีขั้วไฟฟ้าด้วยกัน แต่น้ำเป็นตัวทำละลายที่มีขั้วไฟฟ้า เมื่อผสมเข้ากับน้ำมันที่เป็นตัวทำละลายที่ไม่มีขั้วไฟฟ้า จึงทำให้ของเหลวทั้งสองไม่สามารถผสมเข้ากันได้นั่นเอง FacebookFacebookXTwitterLINELine
Skateboard เทรนด์ใหม่ในยุคโควิด
ขณะนี้ต้องยอมรับกันเลยว่าเทรนด์ใหม่ที่เรากำลังจะพูดถึงคงเป็นเรื่องอื่นไปไม่ได้นอกจาก Skateboard ซึ่งตอนนี้ทั้งรุ่นเล็กจนถึงรุ่นใหญ่ รวมแม้กระทั่งดาราในวงการหลาย ๆ คน ต่างก็หันมาเล่นเจ้าสเก็ตบอร์ดกันเป็นจำนวนมาก และเนื่องจากความฮอตฮิตของมันนี่เอง เรามาทำความรู้จักกับ Skateboard กันซะหน่อยดีกว่า สเก็ตบอร์ด (Skateboard) เป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีมสุดฮอตที่ถูกดัดแปลงมาจากกีฬาเซิร์ฟมาไว้บนบก ที่ต้องใช้ทักษะในการเล่นค่อนข้างสูง ประกอบไปด้วยหลักการของวิทยาศาสตร์ที่สามารถอธิบายได้ตั้งแต่การออกแบบส่วนประกอบของตัว Skateboard จนกระทั่งถึงวิธีการเล่นในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างน่าสนใจทีเดียว สเก็ตบอร์ด ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่ ส่วนที่ 1 พื้นกระดาน (Deck) เป็นส่วนพื้น สเก็ตบอร์ดที่มีความแข็งแรงทนทานและมีความยืดหยุ่นตัว ส่วนใหญ่มักทำมาจากไม้เมเปิ้ล เป็นแผ่นซ้อนกันประมาณ 7 ชั้นด้วยกาวสูตรน้ำหรืออีพอกซีเรซิ่นพิเศษที่ถูกกดเข้าด้วยกันภายใต้แรงดันสูง โดยทั่วไปจะมีรูปทรงโค้งขึ้นตามแนวขอบด้านข้าง สำหรับให้นักเล่นสเก็ตใช้รักษาการควบคุมและสร้างความแข็งแรงของตัวพื้นกระดานเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งส่วนผิวด้านบนจะมีแผ่นกริ๊ปเทป (Griptape) เพื่อช่วยในการยึดเกาะระหว่างเท้ากับแผ่นสเก็ตบอร์ด ส่วนที่ 2 ทรัคหรือแกนล้อ (Trucks) เปรียบเสมือนเพลาของล้อรถ เป็นส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างพื้นกระดานกับล้อ เป็นส่วนที่รับแรงหมุนบดและการเคลื่อนไหวที่รุนแรงด้วยแกนบูช (Bushings) และลูกปืน (Bearings) ที่ต้องมีความแข็งแรงมาก สามารถปรับแต่งสำหรับควบคุมการเลี้ยวให้ง่ายขึ้นตามความชอบของผู้เล่นได้ ส่วนที่ 3 […]

