ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
โครงการสร้างความตระหนักรู้เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
รับสมัครทีมนักศึกษา สกร. ตัวแทนจากศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศ ชิงเงินรางวัลรวม 172,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร รับสมัครตั้งแต่ 22 พ.ค. 69 – 5 มิ.ย. 69 สมัครออนไลน์ได้ทาง https://forms.gle/GhsggFwdGsLNZ7K1A เมื่อสมัครผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ทีมผู้สมัครต้องนำส่งหลักฐานการสมัคร ซึ่งประกอบด้วย โดยส่งเอกสารทั้งหมดมายังศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 928 ถ.สุขุมวิท แขวงพระโขนงเขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 ภายในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 16.30 น. กำหนดการประกวด สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ หมายเหตุ FacebookFacebookXTwitterLINELine
PROBIOTICS ฮีโร่ตัวจิ๋วประจําลําไส้
คุณรู้หรือไม่ ว่าร่างกายของเรานั้นประกอบไปด้วยจุลินทรีย์กว่า 1,000 ชนิด มีจำนวนรวมมากถึง 100 ล้านล้านเซลล์ ในขณะที่มนุษย์มีเพียงแค่ 10 ล้านล้านเซลล์เท่านั้น หรือคิดเป็นอัตราส่วน 10:1 และจุลินทรีย์ส่วนมาก จะอยู่รวมกันตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะในระบบทางเดินอาหารพบว่ามีจุลินทรีย์อยู่มากถึง 100,000 ล้านตัวเลยทีเดียว ซึ่งมีทั้งจุลินทรีย์ก่อโรคและจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกายที่เราเรียกว่า Probiotics PROBIOTICS คืออะไร ? Probiotics คือจุลินทรีย์ชนิดดีตัวจิ๋วที่อาศัยอยู่ในระบบทางเดินอาหาร และระบบอื่น ๆ ในร่างกายมีคุณสมบัติทนต่อกรดและด่าง สามารถจับที่บริเวณเยื่อบุผิวของลำไส้ แล้วผลิตสารต้านการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคชนิดอื่น ทำให้ร่างกายสมดุลส่งผลให้สุขภาพแข็งแรงได้ ประโยชน์ของ PROBIOTICS เพิ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และลดปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค ช่วยให้ขับถ่ายได้เป็นปกติทุกวัน ลดอาการท้องผูกและท้องเสีย ช่วยลดอาการลำไส้แปรปรวน และอาการกรดไหลย้อน ช่วยในการย่อยและดูดซึมสารอาหาร ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ ช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ และการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ เสริมสร้างภูมิต้านทาน ลดอาการข้างเคียงจากยาปฏิชีวนะ ลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง ปัจจัยที่ส่งผลให้ PROBIOTICS ลดลง การใช้ยาปฏิชีวนะมากเกินความจำเป็น นอกจากจะทำลายเชื้อโรคแล้วยังส่งผลต่อเชื้อ Probiotics และเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์แก่ร่างกายอีกด้วย […]
ไข่มุกเมโล (Melo Pearl) อัญมณีจากสิ่งมีชีวิต
อัญมณีส่วนใหญ่ได้จากธรรมชาติ ไข่มุกอาจนับเป็นอัญมณีชนิดเดียวในโลกที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต และใช้เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ โบราณเชื่อว่าไข่มุกเป็นของมีค่าเหมาะสำหรับชนชั้นสูง ตามตำนานเชื่อว่า ไข่มุกเป็นหยดน้ำตาแห่งความสุขของเทพธิดา แต่ในความจริงแล้วไข่มุกคืออะไร ไข่มุกเกิดจากสิ่งแปลกปลอมที่หลุดเข้าไปในตัวหอยพร้อมอาหาร ทำให้ตัวหอยเกิดความระคายเคือง จนหลั่งสารออกมาปกคลุมสิ่งแปลกปลอมนั้น เพื่อลดความระคายเคือง ยิ่งชั้นมุกมีความหนามากก็จะมีความวาวมาก และใช้เวลาหลายปีเพื่อก่อตัวเป็นไข่มุก เรามักนำมาทำเครื่องประดับ หรือเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง หนึ่งในไข่มุกธรรมชาติหายากและมีราคาแพง คือ ไข่มุกเมโล ไข่มุกเมโล (Melo Pearl) อีกชื่อหนึ่ง คือ มุกหอยโข่งทะเล หรือมุกสังข์ทะนาน เป็นไข่มุกธรรมชาติที่เกิดขึ้นในหอยโข่งทะเล และหอยสังข์ โอกาสเกิดไข่มุกเมโลมีเพียง 1 ตัว ในทุก ๆ 3,000 ตัว และพบได้เฉพาะในทะเลบริเวณประเทศเมียนมาร์ ไทย เวียดนาม และกัมพูชา ซึ่งไข่มุกเมโลมีหน่วยวัดน้ำหนักเป็นกะรัตเหมือนกับเพชร ไข่มุกเมโลมีหลายขนาด มักเป็นทรงกลม และมีความแข็งกว่าไข่มุกทั่วไป มีสีเหลืองอ่อน สีส้ม ไปถึงสีส้มเข้มจนเกือบสีน้ำตาล สีที่ดีและมีมูลค่ามากที่สุด คือ สีส้ม แต่สีของไข่มุกเมโลอาจจางลงได้เมื่อโดนแสงแดดเป็นเวลานาน เราสามารถเพาะเลี้ยงไข่มุกทั่วไปได้ แต่เรายังไม่ประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงไข่มุกเมโล ธรรมชาติมอบสิ่งมีค่าให้แก่มนุษย์เสมอมา มีเรื่องน่ารู้ด้านธรรมชาติอีกมากมาย รอคุณอยู่ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) […]
เมื่อใบตองกลายเป็นอาหาร: เทรนด์ใหม่หรือความเข้าใจผิด?
ในโลกของอาหารที่ไม่เคยหยุดนิ่ง การค้นหาวัตถุดิบใหม่ ๆ หรือการนำสิ่งที่คนเคยมองข้ามกลับมาใช้ประโยชน์อย่างสร้างสรรค์ เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างกระแสและเติมความสดใหม่ให้กับวงการอาหาร “ใบตอง” ซึ่งเคยถูกใช้เป็นเพียงบรรจุภัณฑ์หรือวัสดุรองอาหาร ปัจจุบันกำลังถูกรังสรรค์ให้กลายเป็นอาหารทานเล่น โดยการนำใบตองอ่อนมาชุบแป้งทอดกรอบ แม้จะไม่ใช่อาหารจานหลัก แต่แท้จริงแล้วใบตองสามารถเป็น “อาหาร” ได้จริงหรือเป็นเพียงความเข้าใจผิดที่เกิดจากกระแสนิยม ทว่าเมื่อศึกษาในแง่โภชนาการ ใบตองกลับมีองค์ประกอบที่น่าสนใจดังนี้ เส้นใยอาหาร (Dietary Fiber) ใบตองประกอบด้วยเส้นใยจากเซลลูโลสในปริมาณสูง สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) ใบตองมีสารโพลีฟีนอล (Polyphenols) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์ในร่างกายให้แข็งแรง วิตามิน ใบตองมีวิตามินในปริมาณเล็กน้อย เช่น วิตามินเอและวิตามินซี ซึ่งช่วยในเรื่องการบำรุงผิวและเสริมภูมิคุ้มกัน แร่ธาตุ มีแร่ธาตุในปริมาณเล็กน้อย เช่น โพแทสเซียมและแคลเซียม ซึ่งดีต่อการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ สารยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ ใบตองมีสารประกอบแทนนิน (Tannin) , สารประกอบพอลิฟีนอลิก (Polyphenolic compounds) และสารกันหืนอย่างบิวทิลเลตเตด ไฮดรอกซีโทลูอีน (Butylated hydroxytoluene : BHT) ในปริมาณเล็กน้อย จึงทำให้สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์และเป็นสารกันหืน ทำให้สามารถยืดอายุของอาหารได้ดีด้วย แม้ใบตองจะมีประโยชน์ แต่กลับถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของการทำอาหาร จัดเสิร์ฟอาหาร หรือห่ออาหารมากกว่านำมารับประทานเพราะยังมีข้อจำกัดบางประการ ได้แก่ […]
แสงสีกับการเจริญเติบโตของพืช
พืชใช้แสงจากดวงอาทิตย์ในการสังเคราะห์แสง ซึ่งเป็นกระบวนการที่พืชแปลงพลังงานแสงเป็นพลังงานเคมี เพื่อใช้ในการเจริญเติบโตของพืช โมเลกุลที่พืชใช้ในการดูดซับแสง เรียกว่า รงควัตถุ (pigments) หรือสารสี ซึ่งสารสีแต่ละชนิดมีการดูดซับช่วงคลื่นแสงที่แตกต่างกัน โดยสารสีที่เป็นที่รู้จักกันดี คือ สารสีเขียวหรือคลอโรฟิลล์ (chlorophyll) สามารถดูดซับคลื่นในช่วงแสงสีแดงและสีน้ำเงินได้มากกว่าช่วงคลื่นแสงสีเขียว ทำให้เราสามารถมองเห็นพืชเป็นสีเขียว เนื่องจากการสะท้อนของคลื่นแสงสีเขียวที่อยู่ในช่วงแสงที่ตามองเห็นได้ สารสีอื่น ๆ ที่มีส่วนช่วยในการสังเคราะห์แสง คือ แคโรทีนอยด์ (carotenoid) ซึ่งดูดซับแสงในช่วงคลื่นแสงสีน้ำเงิน – เขียว และสะท้อนช่วงแสงสีเหลืองหรือเหลือง – ส้ม ทำให้เราจะเห็นพืชมีสีเหลืองส้มหลังจากการสลายตัวของคลอโรฟิลล์ แสงสีแต่ละสีที่พืชดูดซับมีผลต่อการเจริญเติบโตต่างกัน โดยมีการศึกษาวิจัยพบว่า แสงสีน้ำเงิน (400–520 นาโนเมตร) มีผลต่อปริมาณของคลอโรฟิลล์และการเจริญเติบโตของใบพืช รวมทั้งการสร้างรากในระยะแรกของพืช (veg stage/ growth) แต่ไม่ควรให้แสงสีฟ้ามากเกินไปในพืชบางชนิด เพราะอาจมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชได้ แสงสีแดง (630–660 นาโนเมตร) จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของลำต้นและการขยายตัวของใบ รวมทั้งมีผลกับพืชเมื่ออยู่ในช่วงที่เริ่มออกดอก (flowering) จึงเหมาะกับพืชที่เราต้องการผลมากกว่าพืชใบ แสงสีเขียว (500–600นาโนเมตร) ถึงแม้พืชจะนำมาใช้น้อยที่สุด แต่ก็มีผลกับใบพืชที่อยู่ด้านล่าง เนื่องจากแสงสีเขียวทะลุผ่านได้ดีกว่า ทำให้พืชได้รับแสงอย่างทั่วถึง จะเห็นได้ว่าพืชยังคงต้องการแสงในทุกช่วงคลื่นแสงสำหรับการสังเคราะห์แสง […]

