อวสานสิ่งมีชีวิต สัญญาณเตือนการสูญพันธุ์ครั้งที่ 6

การหายไปหรือการลดจำนวนลงของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ต่าง ๆ ที่เคยมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ภัยพิบัติทางธรณี และการเกิดอุกกาบาตชนโลก ทำให้ไม่สามารถพบเห็นได้ในปัจจุบันหรือบางสายพันธุ์พบในปริมาณน้อยลงมาก ซึ่งลักษณะการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ เรียกว่า การสูญพันธุ์ (Extinction)

ตั้งแต่โลกของเราถือกำเนิดขึ้นเป็นช่วงเวลายาวนานหลายพันล้านปี สิ่งมีชีวิตที่เคยอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ค่อย ๆ หายสาบสูญไป ขณะที่สิ่งมีชีวิตรุ่นใหม่พยายามวิวัฒนาการและปรับตัวให้มีชีวิตรอดในสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศอยู่ตลอดเวลา การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตแม้ว่าจะเกิดขึ้นบ่อยแต่มีอัตราไม่คงที่ ไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลาหรือมีระยะเวลาที่แน่นอน การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่เคยเกิด บนโลกมีทั้งหมด 5 ครั้ง จากข้อมูลการพบหลักฐานซากดึกดำบรรพ์ของสิ่งมีชีวิตในช่วงเวลาต่าง ๆ ดังนี้

การสูญพันธุ์ครั้งที่ 1 ปลายยุคแคมเบรียนถึงยุคออร์โดวิเชียน (488 ล้านปีที่แล้ว) มีสาเหตุมาจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก (Continental Drift) ทำให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง เกิดยุคน้ำแข็งฉับพลัน สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในน้ำไม่สามารถปรับตัวให้มีชีวิตรอดได้ นำมาซึ่ง การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในทะเลจำพวก Brachiopod, Conodont และ Trilobite

การสูญพันธุ์ครั้งที่ 2 ปลายยุคดีโวเนียน (375 ล้านปีที่แล้ว) ต่อเนื่องมาจากการเกิดยุคน้ำแข็ง ทำให้ปริมาณน้ำทะเล อุณหภูมิ และออกซิเจนในน้ำลดลง เกิดการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในเขต น้ำตื้นรวมทั้งปะการังเป็นจำนวนมาก

การสูญพันธุ์ครั้งที่ 3 ยุคเพอร์เมียน (250 ล้านปีที่แล้ว) เกิดภูเขาไฟระเบิด อุกกาบาตพุ่งชนโลก ทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งบนบกและในน้ำสูญหายไปกว่า 96% และเกิดต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ล้านปี

การสูญพันธุ์ครั้งที่ 4 ยุคไทรแอสซิก – จูแรสซิก (200 ล้านปีที่แล้ว) การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกทำให้เกิดการระเบิดของภูเขาไฟมากขึ้น สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตสูญหายไปมากกว่าครึ่ง และได้ถือกำเนิดสัตว์พวกไดโนเสาร์ขึ้นมาแทนในยุคต่อมา

การสูญพันธุ์ครั้งที่ 5 ยุคครีเทเชียส – ยุคเทอร์เชียรี (65 ล้านปีที่แล้ว) สิ่งมีชีวิตหายไปกว่า 75% และเป็นจุดจบของสัตว์เด่นอย่างไดโนเสาร์ สาเหตุเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟครั้งใหญ่ และอุกกาบาตขนาดใหญ่พุ่งชนโลก ซึ่งหลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้เกิดวิวัฒนาการของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมขึ้น

นับตั้งแต่การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตครั้งล่าสุดผ่านมากว่า 500 ล้านปี จากการศึกษา เฝ้าติดตามสถานภาพสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต นักวิทยาศาสตร์หลายคนออกมายืนยันว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคการสูญพันธุ์ครั้งที่ 6 โดยสายพันธุ์สิ่งมีชีวิต 3 ใน 4 กำลังจะสูญหายไปจากโลก สถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ เรียกว่าเป็น Biological Annihilation หรือการทำลายล้างทางชีวภาพ เนื่องจากอัตราประชากรของสิ่งมีชีวิตทั่วโลกลดลงอย่างรวดเร็ว และสัตว์ขนาดใหญ่มีโอกาสสูญพันธุ์ก่อนสัตว์ขนาดเล็ก จากแนวโน้มการสูญพันธุ์ในแต่ละครั้งที่ผ่านมา การสูญพันธุ์เป็นเรื่องปกติของการเกิดวิวัฒนาการเพื่อเปิดทางให้เกิดสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่

ซึ่งบางครั้งอาจต้องแลกมากับการที่สายพันธุ์เดิมสูญหายไป การสูญพันธุ์ในธรรมชาติ หรือ Background Extinction มีหน่วยวัดเป็น E/MSY หมายความว่าในรอบ 100 ปี จะมี สายพันธุ์สิ่งมีชีวิตหายไปไม่เกิน 1 ใน 10,000 สายพันธุ์ เท่านั้น แต่ปัจจุบันจากงานวิจัยของทีมงานของเจอราร์โด เซบัลลอส (Gerardo Ceballos) แห่งมหาวิทยาลัยยูนัม ในประเทศเม็กซิโก พบว่าอัตราการ สูญพันธุ์สูงผิดปกติแม้จะนับเพียงสัตว์มีกระดูกสันหลัง มีค่าอยู่ที่ 1.8 E/MSY คือ มีการสูญพันธุ์มากถึง 1.8 สายพันธุ์ จาก 10,000 สายพันธุ์ ในรอบ 100 ปี และนี่เป็นเพียงจำนวนสิ่งมีชีวิตที่นับได้จาก การสูญพันธุ์ตามธรรมชาติ

หากนับรวมกับการสูญพันธุ์จากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์แล้ว พบว่าอัตราการ สูญพันธุ์ของสายพันธุ์ต่าง ๆ ทั่วโลกในปัจจุบันเพิ่มขึ้นถึง 50 เท่า โดยระบุว่าสายพันธุ์สัตว์ ได้แก่ ยีราฟ เสือชีตาห์ เสือจากัวร์ สิงโต ช้างแอฟริกัน และนกนางแอ่นบ้าน ซึ่งเป็นสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่เราคุ้นเคยกำลังลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้จากเหตุการณ์ไฟป่าของออสเตรเลียในปีที่ผ่านมาซึ่งได้ทำลาย ระบบนิเวศ คร่าสิ่งมีชีวิต และสัตว์ต่างๆ ไปเกือบ 500,000,000 ตัว

ทั้งจากงานวิจัยและเหตุไฟป่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าสิ่งมีชีวิตทั่วโลกกำลังเดินหน้าสู่ภาวะการสูญพันธุ์ครั้งที่ 6 โดยคาดว่าจะมีความรุนแรงที่สุดในรอบ 500 ล้านปี รุนแรงกว่าที่เกิดขึ้นในยุคไดโนเสาร์ และในพื้นที่เขตร้อนเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่สายพันธุ์สิ่งมีชีวิตจะลดจำนวนลงมากที่สุด

ปัจจัยเร่งการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในปัจจุบัน

  1. แหล่งที่อยู่อาศัยหายไป เช่น ป่าไม้ แหล่งที่อยู่หลักของสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะสัตว์ พื้นที่ป่าส่วนใหญ่หายไปจากการทำเกษตร และการสร้างที่อยู่อาศัยของมนุษย์
  2. สายพันธุ์ต่างถิ่น (Invasive Species) สิ่งมีชีวิตจำพวกนี้มีความพยายามดิ้นรนเพื่อทำลาย วงจรชีวิตสายพันธุ์ประจำถิ่นอื่น ๆ ทำให้ห่วงโซ่อาหารที่มีอยู่ขาดตอน
  3. มลภาวะ เช่น สารปรอท ที่ปนเปื้อนในน้ำ ทำให้เกิดการสะสมสารพิษในสัตว์น้ำขนาดเล็ก ซึ่งเป็นอาหารของสัตว์น้ำขนาดใหญ่ในมหาสมุทร และยังเป็นอันตรายต่อมนุษย์เมื่อบริโภคสัตว์น้ำเข้าไป

แม้ว่าการสูญพันธุ์จะเปิดโอกาสให้กลุ่มสิ่งมีชีวิตสาย พันธ์ุใหม่ได้วิวัฒนาการขึ้นมา แต่หากเป็นการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ หายนะต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกก็มหาศาลเช่นเดียวกัน การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตจะนำมาซึ่งสภาวะวิกฤตต่อระบบนิเวศ รวมถึงมนุษย์ที่อาจสูญพันธุ์ไปด้วยในสภาพของโลกที่ไม่เอื้อต่อการดำรงชีวิต

ดังนั้น ก่อนที่โลกจะเดินทางไปสู่ยุคของการสูญพันธุ์ครั้งที่ 6 จะดีกว่าไหมหากเราช่วยกันลดการทำลาย หรือบุกรุกที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต ลดการปล่อยมลพิษ และการบริโภคเกินความจำเป็น เพื่อหยุดสถานการณ์เลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นในอีก 50 ปี ข้างหน้า

อ้างอิง

    Message us