ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
โครงการสร้างความตระหนักรู้เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
รับสมัครทีมนักศึกษา สกร. ตัวแทนจากศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศ ชิงเงินรางวัลรวม 172,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร รับสมัครตั้งแต่ 22 พ.ค. 69 – 5 มิ.ย. 69 สมัครออนไลน์ได้ทาง https://forms.gle/GhsggFwdGsLNZ7K1A เมื่อสมัครผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ทีมผู้สมัครต้องนำส่งหลักฐานการสมัคร ซึ่งประกอบด้วย โดยส่งเอกสารทั้งหมดมายังศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 928 ถ.สุขุมวิท แขวงพระโขนงเขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 ภายในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 16.30 น. กำหนดการประกวด สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ หมายเหตุ FacebookFacebookXTwitterLINELine
ภูเขาไฟฟูจิ: ความงดงามและพลังที่ซ่อนเร้นแห่งญี่ปุ่น
ภูเขาไฟฟูจิ (富士山 / Mount Fuji / ฟูจิซัง) คือหนึ่งในสัญลักษณ์ทางธรรมชาติที่สำคัญและโดดเด่นที่สุดของประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดชิสึโอกะและยามานาชิ ด้วยรูปลักษณ์ที่เป็นทรงกรวยที่สมมาตร มีความสูงถึง 3,776 เมตร จากระดับน้ำทะเล และมีหิมะปกคลุมยอดเขาเกือบตลอดทั้งปี ทำให้ภูเขาไฟฟูจิเป็นภาพจำของความงดงามทางธรรมชาติที่ใครหลายคนใฝ่ฝันอยากจะมาสัมผัส ณ ที่แห่งนี้ ภูมิประเทศบริเวณยอดเขามีลักษณะเป็นเขตทุนดรา ในด้านธรณีวิทยา เป็นภูเขาไฟประเภทกรวยสลับชั้น (stratovolcano) ซึ่งก่อตัวขึ้นจากการสะสมของชั้นหินเถ้าและลาวาที่แข็งตัวซ้อนทับกันมาเป็นเวลาหลายพันปี ที่ตั้งของภูเขาไฟฟูจิอยู่ระหว่างแผ่นเปลือกโลก 3 แผ่น ได้แก่ แผ่นอเมริกาเหนือ แผ่นยูเรเซีย และแผ่นฟิลิปปินส์ ทำให้พื้นที่นี้มีการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกและกิจกรรมทางธรณีวิทยาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการมุดตัวของแผ่นแปซิฟิกใต้แผ่นฟิลิปปินส์บริเวณร่องลึกนันไกทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นการปะทุของภูเขาไฟในบริเวณนี้ จากการศึกษาทางประวัติศาสตร์และทางธรณีวิทยาพบว่า ภูเขาไฟฟูจิมีการปะทุใหญ่โดยเฉลี่ยทุก 500 ปี การปะทุครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 1707 ซึ่งรุนแรงจนเถ้าภูเขาไฟปกคลุมทั่วพื้นที่ และส่งผลกระทบไปถึงเมืองเอโดะ (เมืองโตเกียวในปัจจุบัน) องค์ประกอบของลาวาที่พ่นออกมาส่วนใหญ่เป็นหินบะซอลต์ที่มีความหนืดต่ำ ทำให้การปะทุมีลักษณะไม่รุนแรง ลาวาที่พุ่งออกมาจะไหลไปตามพื้นดินมากกว่าระเบิดขึ้นสู่ฟ้า อย่างไรก็ตาม ภูเขาไฟฟูจิยังสามารถเกิดการปะทุแบบรุนแรงได้เช่นกัน โดยขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทางเคมีและแรงดันของแมกมาภายใน ในการจำแนกประเภทของภูเขาไฟทั่วโลก นักวิทยาศาสตร์ได้แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ […]
ความลับของสีดอกไฮเดรนเยีย
ดอกไฮเดรนเยียเป็นดอกไม้ที่คนนิยมนำมาใช้จัดช่อดอกไม้หรือปลูกไว้ที่บ้าน เนื่องจากดอกไม้มีสีสันสวยงามตั้งแต่สีแดง ชมพู ม่วง ฟ้าอมม่วง และจากความหมายของดอกไม้ที่ใช้แทนคำขอบคุณที่คอยอยู่เคียงข้างกันมาตลอด (Thank you for understanding) หรือแทนอีกหนึ่งความหมายที่แสดงถึงความเย็นชา เนื่องจากเป็นดอกไม้ที่มีต้นกำเนิดในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็น และสามารถทนต่ออากาศหนาวได้ นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งความพิเศษของดอกไฮเดรนเยียคือ การเปลี่ยนสีของดอกไม้จากระดับความเป็นกรดหรือด่างของดินที่ปลูก ทำให้เราสามารถเห็นต้นไฮเดรนเยียจากดอกสีฟ้ากลายเป็นดอกสีแดงได้ในต้นเดียวกัน ซึ่งเป็นคุณสมบัติของสายพันธุ์ดอกไฮเดรนเยียที่มีชื่อเรียกว่า Bigleaf Hydrangea หรือชื่อวิทยาศาสตร์คือ Hydrangea macrophylla (Thunb.) Ser. อยู่ในวงศ์ Hydrangeaceae ลักษณะของดอกเป็นช่อกลมแน่น ออกดอกตามปลายยอด โดยกลีบดอกสีสันสวยงามที่เราเห็นนี้แท้จริงแล้วคือ กลีบเลี้ยงหรือกลีบประดับคล้ายกลีบดอกจำนวน 4-5 กลีบ และยังมีกลีบดอกขนาดเล็กมากจำนวน 4-5 กลีบ อยู่ตรงกลางล้อมรอบด้วยกลีบประดับ ความพิเศษของสีดอกต้นไฮเดรนเยียนี้ ถูกนำมาใช้เป็นอีกหนึ่งอินดิเคเตอร์ (indicator) หรือตัวชี้วัดความเป็นกรด-ด่างของดินได้ ซึ่งคล้ายคลึงกับการเปลี่ยนสีของกระดาษลิตมัสที่ใช้ทดสอบความเป็นกรด-เบสของสาร โดยเมื่อเราจุ่มกระดาษลิตมัสสีน้ำเงินลงในสารทดสอบที่เป็นกรด กระดาษจะเปลี่ยนเป็นสีแดง แต่ถ้าสารทดสอบเป็นเบส กระดาษลิตมัสสีแดงจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน ซึ่งคล้ายกับการเปลี่ยนสีดอกไฮเดรนเยียแต่จะเปลี่ยนสีตรงกันข้ามกัน โดยเมื่อดินที่ปลูกมีสภาพเป็นกรดดอกไฮเดรนเยียจะมีสีฟ้า หากดินมีสภาพเป็นเบสดอกไฮเดรนเยียก็จะปรากฏเป็นสีม่วงไปจนถึงสีแดง การเปลี่ยนแปลงของสีดอกนี้เกิดจากสารสีหรือรงควัตถุ (pigment) ที่เรียกว่า delphinidin-3-glucoside เป็นกลุ่มสารแอนโทไซยานินที่ทำให้ใบไม้มีสีแดงในฤดูใบไม้ร่วง และสีของผลเบอร์รี่นั่นเอง นอกจากสภาวะความเป็นกรดด่างของดินแล้ว […]
ทองคำเสริมความงามจากภายในได้จริงหรือ
ทองคำ แร่โลหะมูลค่าสูงมีประโยชน์มากมายทั้งใช้เป็นหลักประกันในการแลกเปลี่ยนเงินตราของนานาประเทศ ใช้ทำเครื่องประดับ ทำส่วนประกอบของเครื่องมือวิทยาศาสตร์และงานอื่น ๆ อีกมากมาย รวมถึงสามารถใช้แปรเปลี่ยนเป็นเงินได้ในยามขัดสน และในบางครั้งทองคำถูกนำมาใช้ในด้านส่งเสริมความงาม ทองคำเสริมความงามจากภายในได้จริงหรือ ทอง เป็นแร่ธาตุโลหะตามธรรมชาติที่มีสมบัติเด่นคือ สีผิวและสีผงของแร่มีสีเหลืองทองเช่นเดียวกัน มีน้ำหนักตึงมือเนื่องจากมีค่าความถ่วงจำเพาะสูงถึง 15 – 19 ขึ้นอยู่กับมลทินที่ปะปนแล้ว มีความแข็งที่ประมาณ 2-3 ตามโมห์สเกล มีความวาวแบบโลหะ และยังมีความอ่อนตัวจึงสามารถทุบเป็นแผ่นบาง ดัดและดึงเป็นเส้นได้ ทองคำ พบได้ในหินเกือบทุกชนิด แต่พบในปริมาณน้อยเฉลี่ยเพียง 0.0035 กรัมต่อตันเปลือกโลกเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีบางพื้นที่มีสภาพทางธรณีวิทยาเหมาะสมกับการเป็นแหล่งสะสมตัวทองคำ เช่นแหล่งทองคำที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดพิจิตร และจังหวัดเลย มนุษย์ใช้ประโยชน์จากทองคำหลากหลายรูปแบบ โดยมากจะเป็นประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจในทุกระดับ และยังมีการนำทองคำผสมในเครื่องสำอางต่าง ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าโดยอ้างสรรพคุณลดเลือนริ้วรอย ถึงแม้ว่าปัจจุบันวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ได้มีการค้นพบว่าทองคำสามารถต้านอนุมูลอิสระและรักษาการอักเสบของโรคเก๊าได้ดี จึงทำให้เกิดแนวคิดว่าหากนำทองคำมาใช้ในการต้านอนุมูลอิสระที่ผิวหนังน่าจะได้ผลดีเช่นเดียวกัน แต่ทั้งนี้ยังไม่มีงานวิจัยใดรองรับแนวคิดนี้ และถึงแม้ว่าทองคำบริสุทธิ์จะไม่ได้เป็นพิษต่อร่างกาย แต่สำหรับบางคนอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ และหากถูกสังเคราะห์ให้อนุภาคมีขนาดเล็กลงหรืออยู่ในรูปของเกลือและรับเข้าสู่ร่างกาย ก็จะก่อให้เกิดอันตรายต่ออวัยวะภายในและยับยั้งการสร้างเม็ดเลือดได้อีกด้วย จากคำถามที่ว่า “ทองคำเสริมความงามจากภายในได้จริงหรือ” เมื่อยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ดังนั้นจึงควรพิจารณาให้รอบด้านถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา รวมถึงความคุ้มค่าและเงินในกระเป๋าสตางค์ อ้างอิง แร่ : กรมทรัพยากรธรณีhttps://bit.ly/3kuDvE2https://bit.ly/3lMfDuJhttps://bit.ly/3AvJU7hhttps://bit.ly/3CD5qb7 FacebookFacebookXTwitterLINELine
แฝดสาม พันธุ์ไม้หน้าตาคล้ายกัน
หากใครชอบเดินเล่นตามสวนสาธารณะ หรือมีโอกาสขับรถไปตามถนนสักเส้น รวมถึงเดินผ่านบริเวณด้านหน้าอาคารท้องฟ้าจำลองกรุงเทพของเรา คงจะเคยเห็นไม้ยืนต้นดอกสวยหลากหลายสายพันธุ์บริเวณริมถนนกันมาบ้าง ด้วยลักษณะของดอกเมื่อผลิออกตามช่วงเดือนต่าง ๆ มีความสวยงามและรูปร่างคล้ายคลึงกันมาก จนทำให้หลายคนแยกไม่ออกว่าเป็นสายพันธุ์ไหนกันแน่ วันนี้เราจะพามาทำความรู้จักกับไม้ยืนต้นผลัดใบที่ได้รับฉายาว่า “แฝดสาม” กันสักหน่อย ตะแบก เสลา อินทนิล เป็นพรรณไม้กลุ่มพืชมีดอกในวงศ์ Lythraceae ด้วยลักษณะเด่นของสีดอกที่คุมโทนม่วงเป็นหลัก ได้แก่ ม่วงเข้ม ม่วงอ่อน และม่วงอมชมพู อีกทั้งยังมีสีขาวประปราย ความสวยงามและความแตกต่างของดอกเพียงเล็กน้อยนี้ทำให้เกิดความสับสนในสายพันธุ์ หากว่าเราเจอต้นไม้เหล่านี้ในช่วงฤดูกาลที่ยังไม่ออกดอก จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นต้นไม้สายพันธุ์ใด ตะแบก (Bungor) ชื่อวิทยาศาสตร์ Lagerstroemia floribunda Jack. ไม้ยืนต้นสูง 15-20 เมตร เปลือกลำต้นเรียบเป็นมันและหลุดล่อนคล้ายลำต้นฝรั่ง ใบอ่อนมีขนนุ่มปกคลุมตลอดทั้งใบ ส่วนใบแก่ผิวเรียบเกลี้ยง ดอกออกตามปลายกิ่งชูช่อตามเรือนยอด มีตั้งแต่สีม่วงไปจนถึงม่วงอมชมพู และดอกเมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีขาวแลดูสวยงาม ดอกออกให้เชยชมในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน ตะแบกเป็นไม้ยืนต้น ปลูกง่าย ชอบแดด ทนแล้ง โตเร็ว ทรงพุ่มใหญ่กว้าง และให้ร่มเงาได้ดี จึงนิยมปลูกตามสวนสาธารณะนั่นเอง เสลา (Thai bungor) ชื่อวิทยาศาสตร์ Lagerstroemia loudonii […]

