ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
การเกิดเมฆ (Cloud Condensation)
โลก คือ ห้องเรียนธรรมชาติขนาดใหญ่ และบนท้องฟ้าไม่ได้มีเพียงดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ หรือดาวเท่านั้น แต่ยังมีหมู่มวลก้อนเมฆที่มีรูปร่างแตกต่างกันไป จนบางครั้ง…เราอาจยืนจ้องมองมวลเมฆรูปร่างสวยงามแปลกตา พร้อมกับปล่อยจินตนาการไปอย่างไม่รู้ตัว เมื่อรังสีจากดวงอาทิตย์ส่องลงมายังโลก ทำให้บริเวณต่าง ๆ บนผิวโลกได้รับความร้อนไม่เท่ากัน พื้นน้ำบนโลกได้รับความร้อน จะระเหยกลายเป็นไอน้ำ ลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า เมื่อลอยขึ้นไปกระทบกับอากาศเย็นในบรรยากาศชั้นบน เกิดการกลั่นตัวเป็นละอองไอน้ำเล็ก ๆ และรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน ลอยสูงขึ้นบนท้องฟ้า เรียกว่า เมฆ ถ้าไอน้ำมีจำนวนน้อย เราจะเห็นเป็นเมฆบาง ๆ เมฆมีรูปร่างแตกต่างได้หลายแบบ ตามชนิดของเมฆ บางครั้งเราเห็นเมฆมีรูปร่างเป็นก้อนคล้ายสำลีลอยอยู่บนท้องฟ้าที่ระดับความสูงต่าง ๆ กัน บางครั้งเราเห็นเมฆมีรูปร่างคล้ายขนนก และบางครั้งอาจเห็นเมฆมีขนาดใหญ่เป็นแผ่นหนาคล้ายกำแพง เมฆ เกิดจากไอน้ำที่ลอยในอากาศ เมื่อลอยตัวสูงขึ้น จะมีการรวมกันเป็นกลุ่มก้อนบนท้องฟ้า ในระดับความสูงที่แตกต่างกัน เมฆมีรูปร่างที่หลากหลาย ช่วยแต่งแต้มให้ท้องฟ้าสวยงามแตกต่างกันไป…ในทุก ๆ วัน FacebookFacebookXTwitterLINELine
ภาพติดตา…ก่อกำเนิดภาพยนตร์
ปัจจุบันความเครียดในช่วงโควิด 19 แพร่ระบาด เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่หลายคนต้องเผชิญ เมื่อต้องจัดการกับความเครียดนั้นมีหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือที่ชอบ การออกไปท่องเที่ยว แต่มีอีกหนึ่งวิธีที่ผู้คนเลือกที่จะทำเพื่อผ่อนคลายความเครียด นั่นคือการดูภาพยนตร์ที่ตนเองชอบ เพราะว่าการดูภาพยนตร์นั้นจะช่วยทำให้ร่างกายของเรามีการผ่อนคลาย รู้สึกเหมือนได้พักผ่อน ได้เรียนรู้กับภาพยนตร์ที่ฉายที่จะทำให้เรามีความสุขมากขึ้นอยู่เสมอ แต่รู้หรือไม่ว่าภาพยนตร์ที่เราดูนั้นมีจุดกำเกิดมาจากอะไร สามารถศึกษาได้จากข้อมูลดังต่อไปนี้ ภาพยนตร์ คือ กระบวนการบันทึกภาพด้วยฟิล์ม แล้วนำมาฉายให้เห็นภาพเคลื่อนไหว ภาพที่ปรากฏบนฟิล์มภาพยนตร์หลังจากผ่านกระบวนการถ่ายทำแล้ว เป็นเพียงภาพนิ่งจำนวนมากที่แสดงอิริยาบถต่างๆ มาเรียงติดกันอย่างต่อเนื่องทำให้ผู้ชมมองเห็นเป็นภาพที่เคลื่อนไหว โดยใช้หลักการที่เรียกว่า “การเห็นภาพติดตา” (Persistence of vision) คิดค้นโดย Dr. John Ayrton Paris และเมื่อนำเอาภาพนิ่งเหล่านั้นมาฉายดูทีละภาพด้วยอัตราความเร็วในการฉายภาพต่อภาพเท่า ๆ กัน สายตามนุษย์จะยังคงรักษาภาพไว้ที่เรติน่าเป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 1/15 วินาที ถ้าหากภายในระยะเวลาดังกล่าวมีอีกภาพแทรกเข้ามาแทนที่ สมองของเราจะทำการเชื่อมโยงสองภาพเข้าด้วยกัน และจะทำหน้าที่ดังกล่าวต่อไปเรื่อย ๆ หากภาพต่อไปปรากฏในเวลาไล่เลี่ยกัน โดยเฉพาะในกรณีที่ภาพแต่ละภาพเป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องในลักษณะของการเคลื่อนไหว เมื่อนำมาเรียงต่อกันในระยะเวลากระชั้นชิด ภาพนิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็นภาพเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องกัน สำหรับเครื่องฉายภาพยนตร์เครื่องแรกของโลกที่เรียกว่า Kinetoscope ได้ถูกออกแบบในปี 1891 โดย William Kennedy Laurie […]
เรือใบแล่นทวนลมได้ไหม?
ก่อนที่จะหาคำตอบของคำถามนี้ เรามารู้จักเรือใบเบื้องต้นจากเรือใบขนาดเล็กกันก่อน เรือใบขนาดเล็กนั้นนอกจากตัวเรือแล้วยังมีส่วนประกอบที่สำคัญหลักคือ ใบเรือ หางเสือเรือ และคัดแคง ใบเรือ (Sail) ทำหน้าที่รับลมและและสร้างแรงผลักให้เรือแล่นไปข้างหน้า แต่ใบเรือต้องอยู่ในองศาเหมาะสมกับทิศทางลม หางเสือเรือ (Rudder) ใช้ควบคุมทิศทางเรือ เมื่อหางเสือปัดไปทางใด หัวเรือก็จะหันไปในทิศทางเดียวกัน คัดแคง (Center Board หรือ Drager Board) มีลักษณะเป็นแผ่นกระดานยื่นลงไปใต้ท้องเรือ ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เรือเซหรือเอียงเมื่อแล่นขวางทิศทางลม การแล่นของเรือใบ เกิดจากใบเรือได้รับแรงจากลมที่พัดมา แรงลมก็จะไหลไปตามพื้นผิวของใบเรือและแรงนั้นจะถูกส่งไปยังท้ายเรือ เกิดเป็นแรงผลักให้เรือแล่นไปข้างหน้าได้ โดยการที่เรือใบจะเคลื่อนที่ไปยังทิศทางที่ต้องการได้นั้นขึ้นอยู่กับใบเรือและหางเสือ ใบเรือต้องอยู่ในองศาที่เหมาะสมกับทิศทางลม และหางเสือต้องบังคับเรือไปยังทิศทางที่ใบเรือรับลมได้ ซึ่งการปรับองศาของใบเรือต้องสัมพันธ์กับทิศทางของลมที่พัดมา ทั้งนี้สามารถบังคับเรือให้ไปยังทิศทางที่สวนลมได้อีกด้วย ตามปกติแล้วหากเป็นลมสวนในทิศทางตรง ใบเรือจะไม่สามารถรับลมให้เรือแล่นไปข้างหน้าตรง ๆ ได้เลย การจะแล่นเรือใบในสภาวะสวนลมได้ การบังคับเรือต้องให้องศาของใบเรืออยู่ในลักษณะเฉียงกับทิศทางลมที่สวนมา แรงลมสวนที่ปะทะใบเรือจะถูกเปลี่ยนทิศทางโดยใบเรือที่เปลี่ยนองศาไปขณะแล่นอยู่ ส่งผลให้เรือแล่นในลักษณะโค้งสลับไปมา จนไปถึงจุดหมายด้านหน้าได้ อ้างอิง https://www.blockdit.com/posts/5ee43aeb3d014a0ca37861a1 http://www.rmutphysics.com/charud/scibook/physcis-for-everyday/physics-for-everydayuse-content/1-20/indexcontent20.htm FacebookFacebookXTwitterLINELine
แมงกะพรุนผู้ไม่มีสมอง
“เคยคิดไหมว่าทำไมสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า แมงกะพรุน ที่ไม่มีสมอง ไม่มีหัวใจ ทำไมยังคงมีชีวิตอยู่มาถึงทุกวันนี้” แมงกะพรุนจัดอยู่ในกลุ่ม Cnidarian ซึ่งเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง แม้จะถูกเรียกว่า jellyfish หรือ ปลาวุ้น ในภาษาอังกฤษ แต่ความจริงแล้วแมงกะพรุนไม่ใช่ปลา แมงกะพรุนเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่บนโลกนี้มานานกว่า 500 ล้านปี ซึ่งนานกว่าสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ และอยู่มาก่อนที่จะมีไดโนเสาร์ถึง 230 ล้านปี แม้จะอยู่มาก่อนการเกิดของไดโนเสาร์ แมงกะพรุนก็ยังคงอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จทางวิวัฒนาการที่น่าประทับใจ แมงกะพรุนไม่มีสมองที่จะช่วยคิดหรือควบคุมการเคลื่อนไหวเหมือนกันกับสัตว์ตัวอื่น ๆ แต่พวกมันมีระบบประสาทที่กระจายตัวอยู่ทั่วร่างกายเรียกว่า “nerve net” ซึ่งทำหน้าที่เหมือนระบบประสาทของสัตว์หลายชนิด ระบบนี้ช่วยให้แมงกะพรุนสามารถตอบสนองต่อสิ่งรอบตัว และใช้วิธีในการเคลื่อนไหว หากิน โดยไม่จำเป็นต้องมีสมองมาคอยสั่งการและพวกมันสามารถปรับตัวเข้ากับธรรมชาติได้อย่างดีเยี่ยม และด้วยความที่แมงกะพรุนมีโครงสร้างร่างกายที่เรียบง่าย ตัวของมันประกอบไปด้วยน้ำมากถึง 95% จึงทำให้เหล่าแมงกะพรุนล่องลอยพริ้วไหวสง่างาม ดูเป็นหนึ่งเดียวกันกับกระแสน้ำ นับว่าเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่น่าทึ่งที่สุดในธรรมชาติ แมงกะพรุนเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติ มากกว่าการควบคุมหรือเอาชนะมัน การปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติอย่างเรียบง่ายอาจเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการอยู่รอดในโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกับแมงกะพรุนที่ล่องลอยไปตามกระแสน้ำ แม้ไม่มีสมองหรือหัวใจ พวกมันยังคงอยู่รอดตลอดหลายล้านปี แสดงถึงความสำเร็จทางชีววิทยา และ สะท้อนให้เห็นว่าความซับซ้อนไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่ทำให้สิ่งมีชีวิตมีวิวัฒนาการ อ้างอิง FacebookFacebookXTwitterLINELine
มีอะไรอยู่ใน…สับปะรด : แค่ผลไม้รสเปรี้ยวจริงหรือ?
หากใครที่เคยรับประทานสับปะรดแบบผลสด นอกจากรสเปรี้ยวอมหวานที่หลาย ๆ คน ชื่นชอบกันแล้ว สำหรับบางคนอาจจะมีอาการ คัน แสบ หรือเกิดการระคายเคืองบริเวณลิ้น ขณะหรือหลังรับประทานสับปะรด ทำให้เกิดความกังวลว่าจะเป็นอันตรายต่อร่างกายของเราหรือไม่ ? วันนี้จะพามารู้จักเกี่ยวกับสารที่เกี่ยวข้องในสับปะรดกัน สับปะรดเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน เนื่องจากมีกรดซิตริก และกรดมาลิก เป็นองค์ประกอบ จึงทำให้สับปะรดมีรสเปรี้ยว ซึ่งกรดซิตริกสามารถพบได้ทั่วไปในพืชตระกูลส้มและผลไม้หลาย ๆ ชนิด เช่น ส้ม มะนาว เป็นต้น นอกจากนี้ภายในสับปะรด ยังพบเอนไซม์ตามธรรมชาติที่ชื่อว่า บรอมมีเลน (Bromelain) อยู่ในส่วนต่าง ๆ ของสับปะรด แต่พบปริมาณมากบริเวณแกนกลางผล มีคุณสมบัติในการย่อยสลายโปรตีน เมื่อเรารับประทานสับปะรดเข้าไปลิ้นของเราซึ่งมีโปรตีนธรรมชาติเคลือบอยู่ เอนไซม์ชนิดนี้จะทำการย่อยสลายโปรตีนที่ลิ้นของเราไปด้วย นั่นจึงทำให้บริเวณลิ้นเกิดการระคายเคือง รู้สึกแสบ คันได้ หลังจากนั้นลิ้นจะสร้างโปรตีนใหม่ขึ้นมาทดแทน นอกจากนี้สับปะรดยังมีแร่ธาตุ วิตามินซี วิตามินบี 2 ,3, 5 กรดโฟลิก แคลเซียม และอื่น ๆ อีกหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ซึ่งสับปะรดมีสรรพคุณช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก ปัสสาวะขัด […]

