
กระแสไฟฟ้าที่เราใช้งานอยู่ทุกวันนี้แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current หรือ DC) และ ไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternating Current หรือ AC) ซึ่งแต่ละแบบก็มีหน้าที่ต่างกันไป
ไฟฟ้ากระแสตรง เรามักจะเจอในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เล็ก ๆ เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์พกพา ส่วน ไฟฟ้ากระแสสลับ จะใช้ในเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ เช่น ตู้เย็น เครื่องซักผ้า หรือเครื่องปรับอากาศ และมักใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม หรือ สำนักงานอาคารขนาดใหญ่
แล้วทั้งสองแบบต่างกันอย่างไร?
1. ไฟฟ้ากระแสตรง
เป็นกระแสไฟที่ไหลในทิศทางเดียวอย่างต่อเนื่อง โดยมีขั้วบวกและขั้วลบที่คงที่ เช่น ถ้าไหลไปทางบวกก็จะไปทางนั้นตลอด จะไม่กลับไปเป็นลบ แหล่งจ่ายไฟกระแสตรง เช่น แบตเตอรี่
2. ไฟฟ้ากระแสสลับ
เป็นกระแสที่ไหลสลับไปมาระหว่างขั้วบวกและขั้วลบเป็นระยะ ๆหรือที่เราเรียกว่ามี “ความถี่” โดยความถี่นี้มีหน่วยเป็น “เฮิรตซ์” (Hz) หมายถึงจำนวนครั้งที่กระแสสลับทิศใน 1 วินาที เช่น ในบ้านเราใช้ความถี่ 50 Hz หมายความว่ากระแสสลับทิศ 50 ครั้งต่อวินาที
ทำไมไฟฟ้าที่ส่งมาใช้ในบ้านจึงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ?
เพราะไฟฟ้ากระแสสลับสามารถส่งไปได้ไกลกว่าโดยไม่สูญเสียพลังงานมาก ถ้าใช้กระแสตรงจะต้องใช้แรงดันสูง ซึ่งเสี่ยงอันตราย มีการสูญเสียพลังงานไประหว่างสายไฟ และยังเปลืองงบประมาณในการตั้งเสาไฟที่ใกล้กัน โรงไฟฟ้าจึงส่งไฟฟ้ากระแสสลับด้วยแรงดันสูงหลายหมื่นโวลต์ เพื่อให้สูญเสียพลังงานน้อยที่สุดในสายส่ง จากนั้นหม้อแปลงจะลดแรงดันไฟฟ้าให้เหลือ 220 โวลต์ หรือ 110 โวลต์ในบางประเทศ
ดังนั้น จะเห็นได้ว่ากระแสไฟฟ้าแต่ละแบบมีบทบาทต่างกัน แต่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันทั้งคู่
อ้างอิง
