ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
โครงการสร้างความตระหนักรู้เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
รับสมัครทีมนักศึกษา สกร. ตัวแทนจากศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศ ชิงเงินรางวัลรวม 172,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร รับสมัครตั้งแต่ 22 พ.ค. 69 – 5 มิ.ย. 69 สมัครออนไลน์ได้ทาง https://forms.gle/GhsggFwdGsLNZ7K1A เมื่อสมัครผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ทีมผู้สมัครต้องนำส่งหลักฐานการสมัคร ซึ่งประกอบด้วย โดยส่งเอกสารทั้งหมดมายังศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 928 ถ.สุขุมวิท แขวงพระโขนงเขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 ภายในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 16.30 น. กำหนดการประกวด สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ หมายเหตุ FacebookFacebookXTwitterLINELine
เหล็กใน อาวุธป้องกันที่อันตราย
เหล็กในเป็นอวัยวะสำคัญที่ผึ้งใช้ในการป้องกันตนเองและปกป้องรังจากศัตรู โดยเฉพาะในผึ้งนางพญาและผึ้งงาน อย่างไรก็ตาม เมื่อต่อยศัตรู เหล็กในของผึ้งจะฝังติดอยู่กับผิวหนังของเหยื่อ ส่งผลให้อวัยวะภายในบางส่วนถูกดึงออกมาด้วย และทำให้ผึ้งต้องสละชีวิต เหล็กใน (sting) เป็นอวัยวะป้องกันตัวที่พบในผึ้งนางพญาและผึ้งงาน โดยเหล็กในของนางพญาจะมีไว้ต่อสู้กับนางพญาตัวอื่นเท่านั้น ส่วนผึ้งเพศเมียมีหน้าที่ดูแล ปกป้องรังและหาอาหาร อวัยวะนี้วิวัฒนาการมาจากอวัยวะวางไข่และเชื่อมต่อกับถุงพิษที่อยู่ภายในช่องท้อง เมื่อผึ้งต่อย กล้ามเนื้อในช่องท้องจะบีบตัวเพื่อฉีดพิษเข้าสู่ร่างกายของศัตรู และเมื่อเหล็กในฝังเข้าไปแล้ว ผึ้งจะไม่สามารถดึงกลับได้ ส่งผลให้ชิ้นส่วนอวัยวะภายในฉีกขาดออกมา ทำให้มันตายในที่สุด พิษผึ้ง (Bee Venom) เป็นของเหลวใส มีกลิ่นเฉพาะตัวคล้ายกลิ่นนมแมว มีรสขม และมีฤทธิ์เป็นกรด ส่วนประกอบสำคัญของพิษผึ้ง ได้แก่ สำหรับบางคนที่แพ้พิษผึ้งอย่างรุนแรง อาจเกิดภาวะภูมิแพ้เฉียบพลัน (Anaphylaxis) ซึ่งเป็นอาการที่อันตรายถึงชีวิตและจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยด่วน วิธีปฐมพยาบาลเมื่อถูกผึ้งต่อย หากถูกผึ้งต่อย ควรปฏิบัติตามขั้นตอนดังต่อไปนี้: เหล็กในของผึ้งเป็นกลไกป้องกันตัวที่ทรงพลัง แต่ก็แลกมาด้วยชีวิตของมันเอง พิษผึ้งสามารถก่อให้เกิดอาการปวด บวม และอักเสบได้ ในบางกรณีอาจรุนแรงถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต ดังนั้น การมีความรู้เกี่ยวกับวิธีปฐมพยาบาลเมื่อถูกผึ้งต่อย จะช่วยให้เราสามารถจัดการกับสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย อ้างอิง FacebookFacebookXTwitterLINELine
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับพลานาเรีย
หากพูดถึงสิ่งมีชีวิตรอบ ๆ ตัว ซึ่งมีจำนวนมากมายหลายชนิด รูปร่างแตกต่างกันออกไป ตั้งแต่ขนาดใหญ่จนถึงขนาดเล็ก สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดล้วนอาศัยอยู่ในแหล่งที่แตกต่างกัน สำหรับวันนี้จะพามารู้จักกับสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำและมีคุณสมบัติพิเศษอย่าง พลานาเรีย (Planarian) พลานาเรียจัดอยู่ในไฟลัมแพลทีเฮลมินธิส (Platyhelminthes) ของอาณาจักรสัตว์ ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อ หนอนตัวแบน (Flatworm) เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ปัจจุบันสัตว์ในไฟลัมนี้มีประมาณ 20,000 ชนิด มีการดำรงชีวิตที่แตกต่างกันออกไปทั้งบนบกและในน้ำ โดยส่วนใหญ่แล้วจะดำรงชีวิตแบบปรสิต (Parasites) ในสัตว์ที่มีกระดูกสัตว์สันหลัง เช่น พยาธิตัวตืด พยาธิใบไม้ ส่วนพลานาเรียจะดำรงชีวิตแบบอิสระ (Free living) อาศัยอยู่ในน้ำจืดค่อนข้างสะอาดบริเวณคลองหรือบึง พบได้บริเวณโขดหิน ท่อนไม้ เป็นต้น มีลักษณะลำตัวแบน ความยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ลำตัวมีสีน้ำตาลอ่อน ไม่แบ่งเป็นปล้อง ผิวหนังบาง มีต่อมเมือกและขนเซลล์เล็ก ๆ สำหรับใช้ในการเคลื่อนที่ บริเวณส่วนหัวจะมีเซลล์คล้ายกับดวงตา เรียกว่า Eyespot จำนวน 2 จุด แบ่งออกเป็น ส่วนสีขาวใสและสีดำ ทำหน้าที่คล้ายดวงตาในการรับแสง […]
ความลับของต้นไม้ใบด่าง เกิดได้อย่างไร?
ต้นไม้ใบด่างกลายมาเป็นต้นไม้ที่ได้รับความนิยมของหลายๆ คนที่ชื่นชอบพันธุ์ไม้ที่มีสีสันแปลกตาหาได้ยาก ไม่เหมือนต้นไม้ที่มีสีเขียวทั่วๆ ไป ด้วยลักษณะที่แตกต่างนี้ ทำให้ไม้ด่างมีราคาสูง และเป็นที่ต้องการของนักสะสมต้นไม้เป็นจำนวนมาก แต่ทราบหรือไม่ว่าจริงๆ แล้วไม้ด่างนั้นเกิดจากการปรับตัวให้อยู่รอดได้ในธรรมชาติ โดยลักษณะการด่างสามารถช่วยพรางตัวจากผู้ล่าหรือสัตว์กินพืช ทำให้ผู้ล่าเข้าใจว่าพืชนั่นมีพิษ อีกทั้งยังสามารถช่วยดึงดูดแมลงให้ช่วยผสมพันธุ์อีกด้วย บางกรณีที่ต้นไม้นั้นต้องเจริญเติบโตอยู่ในป่าทึบที่มีแสงแดดน้อย การปรับตัวเพื่อลดการสังเคราะห์แสงหรือลดการสร้างคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) ซึ่งเป็นสารสี (Pigments) ที่ใช้ในการดูดซับแสง ทำให้เห็นใบด่างมีสีขาวหรือเหลือง ซึ่งก็คือบริเวณที่ไม่มีการสร้างคลอโรฟิลล์ตรงบริเวณนั้นนั่นเอง นอกจากการด่างที่ทำให้ใบเกิดสีขาวแล้ว ยังมีต้นไม้ด่างหลากสีสันจากสารสีอื่น ๆ เช่น แคโรทีนอยด์ (Carotenoid) ทำให้เห็นใบเป็นสีเหลืองหรือส้ม และแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ทำให้มองเห็นใบมีสีชมพู แดง และม่วง ซึ่งรูปแบบของสีใบที่เกิดขึ้นกับใบด่างแต่ละชนิดขึ้นกับข้อมูลของสารพันธุกรรม โดยมียีนเฉพาะที่ควบคุมลักษณะเหล่านี้ถ่ายทอดจากรุ่นพ่อแม่ไปสู่รุ่นลูกให้เกิดพืชใบด่างได้ ส่วนลักษณะด่างที่เห็นเป็นสีเงิน ไม่ได้เกิดจากสารสีของพืช แต่เกิดจากลักษณะโครงสร้างของใบที่มีช่องอากาศระหว่างเนื้อเยื่อใบ ทำให้เมื่อแสงแดดตกกระทบบนใบจะเกิดการหักเหมองเห็นใบเป็นสีเงินเป็นลักษณะที่มีการถ่ายทอดมาทางพันธุกรรม เรียกลักษณะด่างแบบนี้ว่า Reflective variegation หรือ Blister variegation ตัวอย่างต้นเปปเปอร์โรเมียลายแตงโม (Watermelon peperomia) และต้นพลูแนบอุรา(Scindapsus pictus) อีกหนึ่งสาเหตุของการเกิดใบด่างที่ทำให้พืชจากเดิมทีมีสีเขียวกลายเป็นพืชใบด่างได้ จากความผิดปกติในระดับพันธุกรรม ที่เป็นการกลายพันธุ์ตามธรรมชาติในเนื้อเยื่อเจริญของพืช ซึ่งก็คือเนื้อเยื่อบริเวณยอดของพืชที่มีการแบ่งเซลล์เพื่อการเจริญเติบโต เมื่อมีการแบ่งตัวซ้ำ ๆ จึงทำให้ง่ายที่จะเกิดการกลายพันธุ์ […]
กินเห็ดแล้วมีประโยชน์อย่างไร
เห็ดเป็นสิ่งมีชีวิตกลุ่มหนึ่งที่มนุษย์เรารู้จักและนำมาบริโภคเป็นอาหารและยามานานหลายร้อยปีด้วย ที่มีรสชาติที่หลากหลาย จึงเป็นที่นิยมในการนำไปประกอบเป็นอาหาร อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย จึงเหมาะที่จะเป็นเมนูสำหรับคนรักสุขภาพ มาทำความรู้จักเห็ดกัน เห็ด (Mushrooms) เป็นราชนิดหนึ่ง ที่ถูกจัดอยู่ในอาณาจักรฟังไจ (Kingdom Fungi) ไม่สามารสังเคราะห์แสงด้วยตัวเองได้เนื่องจากไม่มีคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) เห็ดจึงเป็นราขนาดใหญ่ซึ่งมีการเจริญเติบโตเป็นเส้นใย เมื่อถึงระยะที่จะสืบพันธุ์เส้นใยจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนดอกเห็ด เพื่อสร้างสปอร์ไว้กระจายพันธุ์ต่อไป มีรูปร่างสวยงามแตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิดของเห็ดนั้น ๆ ประโยชน์ของเห็ดมีอะไรบ้าง 1. มีคุณสมบัติในการต่อต้านมะเร็ง ในปี 2010 มีการศึกษาและถูกตีพิมพ์ในวารสาร Experimental Biology and Medicine ได้ทดสอบเห็ด 5 ชนิด ได้แก่ เห็ดไมตาเกะ เห็ดคริมมินิเห็ดกระดุมสีน้ำตาล เห็ดนางรม และเห็ดกระดุมสีขาว พบว่าสามารถยับยั้งการเติบโตและการสืบพันธุ์ของเซลล์มะเร็งเต้านมได้ นอกจากนี้เห็ดหอมหรือเห็ดซิตาเกะ ยังมีสารเลนทิแนน (Lentinan) ซึ่งเป็นโมเลกุลของน้ำตาลชนิดหนึ่ง ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้กับผู้ป่วยมะเร็งบางชนิดในระหว่างที่เข้ารับการรักษาด้วยเคมีบำบัด แม้ว่าจะไม่ได้ฆ่าเซลล์มะเร็งโดยตรง แต่จะช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งอาจช่วยในการชะลอการเติบโตของเนื้องอกได้และยังฆ่าไวรัสและจุลินทรีย์โดยตรงในการศึกษาในห้องปฏิบัติการ นักวิจัยในญี่ปุ่นได้ทำการศึกษาผู้ชายมากกว่า 36,000 คน พบว่าคนที่กินเห็ดเป็นประจำมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากลดลง ส่วนคนที่กินเห็ด 3 ครั้งต่อสัปดาห์ขึ้นไป จะมีความเสี่ยงต่ำกว่าผู้ที่กินเห็ดน้อยกว่า 17 […]

