ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
สนทนาภาษามด
เราคงเคยเห็นมดเดินตามกันเป็นแถวยาวไปยังแหล่งอาหาร เมื่อมดตัวหนึ่งพบอาหารแล้ว มันมีวิธีบอกมดตัวอื่น ๆ ในรังอย่างไรว่าแหล่งอาหารของพวกมันอยู่ที่ไหน ภายในรังมดมืด และมดมีการมองเห็นไม่ดีนักฉะนั้น การสื่อสารจึงเป็นสิ่งสำคัญ และยังเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของพวกมันด้วย มดสื่อสารโดยใช้สารเคมีในร่างกาย ที่เรียกว่า “ฟีโรโมน” ส่งผ่านอวัยวะรับสัมผัสและรับกลิ่น คือ “หนวด” มดใช้ฟีโรโมนในร่างกาย ซึ่งจะมีกลิ่นแตกต่างกันไป มดงานจะออกจากรังไปหาอาหาร เมื่อพบแหล่งอาหาร มันจะกินจนอิ่มแล้วเดินทางกลับรัง ระหว่างนั้นมันจะผลิตฟีโรโมนออกมา เมื่อพบมดตัวอื่น มันจะใช้หนวดสัมผัสเพื่อให้มดอื่น ๆ ตามกลิ่นออกมาจากรัง และเดินทางไปยังแหล่งอาหาร ซึ่งเราอาจเรียกว่า “เส้นทางมด” มดใช้ “ฟีโรโมน” เป็นภาษาในการสนทนา และสิ่งนี้เอง ที่ทำให้มดเดินตามกันเป็นแถวอย่างมีระเบียบไปยังแหล่งอาหาร และนำอาหารกลับมายังรังโดยไม่หลงทาง อ้างอิง https://bit.ly/3qSXw8xwww://biology.ipst.ac.th/?p=723 FacebookFacebookXTwitterLINELine
ความรักที่น่ายกย่องของนกเงือก
นกเงือก (Hornbills) เป็นนกโบราณที่มีขนาดใหญ่ โดยรูปร่างของมันจะมีจะงอยปากใหญ่และโค้ง มีสีขนส่วนใหญ่เป็นสีดำและขาว มีขนตายาวและโค้งงอน และเมื่อนกบินผ่านก็จะได้ยินเสียงดังตอนที่กระพือปีก เพราะนกเงือกไม่มีขนคลุมปีก ลมจึงผ่านช่องว่างระหว่างโคนขนปีกแล้วทำให้เกิดเสียงขึ้นมา นกเงือกเป็นนกที่กินผลไม้เป็นหลัก โดยเฉพาะผลไม้สุก เช่น ไทร มะเมื่อย ตาเสือ และยางโอน นกเงือกนั้นถูกพูดถึงในแง่ของการเป็นต้นแบบของความรักที่น่ายกย่อง เนื่องจากมีพฤติกรรมที่ช่วยกันสร้างรังเพื่อเลี้ยงลูกในช่วงฤดูผสมพันธุ์ นกเงือกจะจับคู่เพื่อผสมพันธุ์เพียงแค่ตัวเดียว (monogamous) ในหนึ่งช่วงฤดูผสมพันธุ์เท่านั้น พ่อและแม่นกเงือกจะต้องอยู่ด้วยกันตลอดถึงครึ่งปีเพื่อช่วยดูแลลูกนกเงือกให้ออกมาใช้ชีวิตได้อย่างสมบูรณ์และแข็งแรงพร้อมที่จะดูแลชีวิตของตัวเองได้ กว่าที่ตัวผู้จะมัดใจตัวเมียได้นั้นจะต้องมีการเตรียมความพร้อมไม่ว่าจะเป็นการหารังที่เหมาะสม เนื่องจากปกตินกเงือกมักจะอยู่กันเป็นฝูง แต่พอถึงช่วงฤดูผสมพันธุ์ก็จะแยกจากฝูงไปเป็นคู่ เพื่อทำรังเลี้ยงลูก นกเงือกจะทำรังในโพรงไม้ แต่ไม่สามารถสร้างโพรงรังขึ้นมาเองได้จึงต้องอาศัยโพรงที่เกิดจากสัตว์ตัวอื่นที่สร้างโพรงทิ้งไว้แล้วอย่างเช่น เกิดจากนกหัวขวานมาเจาะทำรัง เมื่อเวลาผ่านไปโพรงก็จะขยายขึ้นจากเชื้อรา และเกิดจากผึ้งมาทำรังทำให้หมีมาขุดหาน้ำหวานจนเกิดเป็นโพรง นกเงือกตัวเมียจะต้องอยู่ภายในรังประมาณ 3-4 เดือนเพื่อฟักไข่และเลี้ยงลูก ลักษณะของโพรงจะต้องไม่ใหญ่หรือแคบไปเพราะฉะนั้นการหารังที่ดี ๆ ของตัวผู้จึงเป็นการมัดใจให้ตัวเมียตัดสินใจพร้อมผสมพันธุ์โดยต้องใช้เวลาเกือบเดือน นอกจากนี้ตัวผู้ยังต้องดูแลเอาใจใส่โดยจะตามติดตัวเมียตลอดเวลา ตัวเมียบินไปไหนตัวผู้ก็จะบินตามไปด้วยพร้อมทั้งหาอาหารมาให้ตัวเมีย จนในที่สุดตัวเมียก็พร้อมที่จะรับคำขอของตัวผู้เมื่อตัวเมียตัดสินใจจะเข้าไปอยู่ในโพรง ก็เริ่มทำความสะอาดโพรงและตัวเมียจะปิดปากโพรงโดยใช้เศษดิน เศษไม้หรือมูลของมันมาฉาบรอบรูโพรงให้แคบลง ให้สามารถรับอาหารจากตัวผู้และถ่ายมูลได้อย่างเดียว หลังจากนี้พ่อและแม่นกเงือกจะรับหน้าที่ที่สำคัญในการเลี้ยงลูกนกเงือก โดยแม่นกจะอยู่ในรังกับลูกตลอด ไม่ใช่แค่เพียงที่กล่าวมาเท่านั้นเพราะพ่อนกยังจะคอยหาอาหารมาให้แม่นกและจะเริ่มหาอาหารมาป้อนบ่อยขึ้น หลังจากมีลูกนกฟักไข่ออกมา พ่อนกจะไม่ได้หาเฉพาะผลไม้แต่จะหาอาหารชนิดอื่นอย่างเช่น แมลง งู ไข่ และลูกนก เพื่อให้ได้โปรตีน และแคลเซียมสูง ทำให้ลูกนกเจริญเติบโตได้สมบูรณ์และแข็งแรงถึงแม้พ่อนกจะเจออุปสรรคหรือบาดเจ็บอย่างไร […]
ทำความรู้จักกับ “นก” สัตว์ป่าคุ้มครองที่ยังพบเห็นได้ในเมือง
นก เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่เราสามารถพบเห็นได้ทั่วไป เป็นสัตว์ปีกที่จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังชั้นAves เป็นสัตว์เลือดอุ่นที่ออกลูกเป็นไข่ รยางค์คู่หน้าของมันจะถูกเปลี่ยนแปลงไปเป็นปีก มีขนหนาและมีกระดูกที่กลวงเบา และในประเทศไทยเรานั้นเป็นประเทศที่มีความหลากหลายของนกมากเมื่อเทียบกับพื้นที่ของประเทศและพบนกมากถึง 1,011 ชนิด แต่ก็มีนกหลายชนิดที่ถูกจัดให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ความหมายของสัตว์ป่าคุ้มครอง คือ สัตว์ป่าตามที่กระทรวงกำหนดให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง และมีชื่ออยู่ในบัญชีแนบท้ายของกฎกระทรวง มีรายชื่อนกที่เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองมากถึง 952 ชนิด ซึ่งกฎหมายไม่อนุญาตให้ล่าหรือมีไว้ในครอบครอง รวมถึงซากของสัตว์เหล่านี้ด้วยเว้นแต่การกระทำโดยทางราชการ เมื่อเราได้ความรู้เกี่ยวกับนกและสัตว์ป่าคุ้มครองในเบื้องต้นกันไปแล้ว ทีนี้เรามาดูตัวอย่างนกที่เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่สามารถพบเจอได้ในเมืองกัน 1. นกสีชมพูสวน นกสีชมพูสวนเป็นนกที่มีลำตัวขนาดเล็ก ตัวผู้จะมีสีสันสดใส ตั้งแต่หน้าผากถึงตะโพกเป็นแถบยาวสีแดงสดส่วนตัวเมียจะมีสีน้ำตาล มีเพียงส่วนตะโพกและขนคลุมหางสีแดงสด มีถิ่นอาศัยอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและล้านนาตะวันออก โดยสามารถพบนกสีชมพูสวนได้ในป่าโปร่ง ชายป่า สวนผลไม้ และสวนสาธารณะ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ชื่ออังกฤษ : Scarlet-backed Flowerpecker ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dicaeum cruentatum (Linnaeus, 1758) วงศ์ (Family) : Dicaeidae 2. นกกาเหว่า นกกาเหว่าหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่านกดุเหว่า เป็นนกที่มีขนาดใกล้เคียงกับอีกา มีลำตัวเพรียวยาว ตาสีแดงและมีหางยาวแข็ง ตัวผู้มีสีดำ ปากมีสีเขียวเทา […]
“Earth Hour” 1 ชั่วโมงลดโลกร้อน [26 March 2022 | 8:30 pm – 9.30 pm]
ทุก ๆ ปี ในวันเสาร์สุดท้ายของเดือนมีนาคม เวลา 20.30 น. หลายกลุ่มคนทั่วทุกมุมโลกจะรวมตัวกันเคลื่อนไหวทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ เพื่อกระตุ้นความตระหนักรู้ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เรารู้จักในชื่อของ “Earth Hour” Earth Hour ก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในเชิงบวกผ่านพลังของฝูงชนของคนทั้งโลก เริ่มต้นในปี 2550 โดยองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล หรือ กองทุนสัตว์ป่าโลก (World Wide Fund for Nature-WWF) ซึ่งเป็นองค์การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ ยับยั้งการทำลายสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนให้มนุษย์อยู่ร่วมกับธรรมชาติและการใช้พลังงานทดแทน ได้ร่วมมือกับพันธมิตรทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ปิดไฟในซิดนีย์เพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นหนึ่งในการเคลื่อนไหวระดับรากหญ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ต่อมา Earth Hour ได้ถูกจัดขึ้นในวันเสาร์สุดท้ายของเดือนมีนาคมของทุกปี โดยปัจจุบันได้มีผู้เข้าร่วมในประเทศและดินแดนต่าง ๆ มากกว่า 190 แห่งทั่วโลก Earth Hour ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแสดงเชิงสัญลักษณ์ของการปิดไฟเท่านั้น แต่มันได้กลายเป็นตัวเร่ง การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมาย สำหรับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ ที่เกิดจากพลังของประชาชนและการดำเนินการขับเคลื่อนร่วมกันของคนทั้งโลก ซึ่งปัจจุบันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้เป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก โดยเฉพาะปัญหาภาวะโลกร้อน วิกฤตสภาพภูมิอากาศได้ถือว่าเป็นหนึ่งในความท้าทายที่สุดที่มนุษยชาติเคยเผชิญมา มันส่งผลกระทบต่อทุกมุมโลกของเราตั้งแต่ขั้วโลก ภูเขา ป่าไม้ไปจนถึงมหาสมุทร ผู้คนต่างรับรู้ถึงผลกระทบอันร้ายแรงที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ […]
“ต้นตีนเป็ด” กลิ่นของฤดูหนาวช่วงท้ายปี
ฤดูหนาว เป็นฤดูกาลที่หลายคนต่างตั้งตารอ ทั้งสภาพอากาศที่เย็นสบาย ลมพัดเอื่อย ๆ แสงแดดที่ชวนให้รู้สึกอบอุ่นและแจ่มใสในเวลาเดียวกัน รวมถึงเทศกาลหรือเหตุการณ์มากมายที่จะเกิดขึ้นในช่วงท้ายปี สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกลิ่นอายที่บ่งบอกการมาเยือนของฤดูหนาวได้เป็นอย่างดี ซึ่งแต่ละพื้นที่จะมีกลิ่นที่ให้ความรู้สึกเฉพาะตัวแตกต่างกันออกไป เช่น ในประเทศแถบทวีปยุโรปอาจจะเป็นกลิ่นไม้สน หิมะ หรือเตาไฟ ส่วนในประเทศไทยเรานั้นก็คงหนีไม่พ้นกลิ่นของดอก “ต้นตีนเป็ด” นี่แหละ ต้นตีนเป็ด หรือ “พญาสัตบรรณ” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Alstonia scholaris (L.) R.Br. จัดอยู่ในวงศ์ Apocynaceae เป็นไม้ยืนต้นสูง 15–20 เมตร พบเห็นได้ทั่วไป นิยมปลูกริมถนนหรือพื้นที่กลางแจ้ง ลักษณะเรือนยอดแผ่เป็นชั้นคล้ายฉัตร ทุกส่วนของต้นมีน้ำยางสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยว รูปร่างยาวรี ปลายใบมน โคนแหลม ใบออกเป็นกลุ่มรอบกิ่งส่วนมากมี 7 ใบ (สัตหรือสัตตะ แปลว่า 7) ดอก ออกเป็นช่อเเละเเน่นเป็นกระจุกตามปลายกิ่ง หนึ่งช่อจะมีดอกย่อยจำนวนมากสีขาวหรือขาวอมเขียว เวลาบานจะบานสะพรั่งพร้อมกันทั้งช่อและส่งกลิ่นหอมรุนแรงจนได้ฉายาว่า ต้นไม้ปีศาจ กลิ่นนี้เมื่อสูดดมเพียงเล็กน้อยจะรู้สึกหอมเย็นเหมือนอยู่ในป่า หากสูดดมมากจะรู้สึกวิงเวียนศีรษะ ยิ่งในช่วงค่ำจะส่งกลิ่นแรงกว่าเวลาอื่น ๆ และเนื่องจากออกดอกเพียงปีละครั้งช่วงปลายฝนต้นหนาว เดือนตุลาคม – […]

