ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
โครงการสร้างความตระหนักรู้เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
รับสมัครทีมนักศึกษา สกร. ตัวแทนจากศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศ ชิงเงินรางวัลรวม 172,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร รับสมัครตั้งแต่ 22 พ.ค. 69 – 5 มิ.ย. 69 สมัครออนไลน์ได้ทาง https://forms.gle/GhsggFwdGsLNZ7K1A เมื่อสมัครผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ทีมผู้สมัครต้องนำส่งหลักฐานการสมัคร ซึ่งประกอบด้วย โดยส่งเอกสารทั้งหมดมายังศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 928 ถ.สุขุมวิท แขวงพระโขนงเขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 ภายในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 16.30 น. กำหนดการประกวด สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ หมายเหตุ FacebookFacebookXTwitterLINELine
ไฟฟ้าสถิตกับหน้าหนาว จับอะไรก็สปาร์กไปหมด
เมื่อเข้าสู่หน้าหนาวมักเกิดไฟฟ้าสถิตได้ง่ายและบ่อยมากขึ้นกว่าเดิม มาร่วมหาคำตอบไปด้วยกันว่ามีสาเหตุมาจากอะไร ไฟฟ้าสถิต (Static Electricity) เป็นปรากฏการณ์ทางไฟฟ้าที่เกิดการเสียดสีหรือการขัดถูกันของวัตถุ ส่งผลให้ประจุไฟฟ้าลบและประจุไฟฟ้าบวกไม่สมดุลกัน ทำให้เกิดแรงดึงดูดหรือแรงผลักกันของวัตถุ แล้วหน้าหนาวเกี่ยวข้องกับไฟฟ้าสถิตอย่างไร? สาเหตุมาจาก “ความชื้นในอากาศที่ต่ำ” นั่นเอง ก่อให้เกิดการสะสมของประจุไฟฟ้าและถ่ายเทประจุได้ง่ายขึ้นกว่าช่วงอากาศร้อน เมื่อประจุไฟฟ้าเกิดการสะสมประจุที่ผิวหนังเป็นจำนวนมาก และไปสัมผัสกับสิ่งของที่เป็นตัวนำไฟฟ้า เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได เป็นต้น จะทำให้เกิดการถ่ายเทประจุไฟฟ้าไปยังตัวนำไฟฟ้าอย่างรวดเร็วทำให้เกิดอาการช็อตเบา ๆ ขึ้นมา ไฟฟ้าสถิตที่เกิดในชีวิตประจำวันไม่มีอันตรายใดต่อร่างกาย เพียงแต่จะสร้างความรำคาญใจให้แก่ตัวเราเองในเวลาทำกิจกรรมต่าง ๆ แต่เราสามารถป้องกันการเกิดไฟฟ้าสถิตได้ เช่น อย่าให้ผิวแห้ง ดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ หรือใช้โลชั่นทาผิวเพื่อให้ผิวชุ่มชื้นขึ้น ก่อนจะเปิดประตูหรือสัมผัสสิ่งที่เป็นตัวนำไฟฟ้า หาสิ่งของต่าง ๆ ไปสัมผัสก่อนจะเอามือไปจับสิ่งของนั้น ๆ ลดการใส่เสื้อขนสัตว์และผ้าใยสังเคราะห์ เพราะผ้าเหล่านี้มีความสามารถในการนำไฟฟ้าได้ง่าย เข้าหน้าหนาวแบบนี้แล้ว นอกจากจะระวังเรื่องฝุ่น PM 2.5 แล้ว ยังต้องป้องกันการเกิดไฟฟ้าสถิตอีกด้วย อย่าลืมดูแลสุขภาพแลดื่มน้ำกันเยอะ ๆ ด้วยนะ อ้างอิง FacebookFacebookXTwitterLINELine
อาหารเสริมของสัตว์ป่า
อย่างที่เข้าใจกันว่าอาหารเสริมช่วยเรื่องการเสริมสารอาหารบางอย่างให้กับร่างกาย นอกเหนือจากการกินอาหารตามปกติ ซึ่งในธรรมชาติสัตว์ป่าก็ต้องการสารอาหารที่จะเสริมร่างกายเช่นกัน โดยสารอาหารอย่างแร่ธาตุก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญต่อร่างกายของสิ่งมีชีวิต เพราะแร่ธาตุบางชนิดนั้นช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและรักษาสมดุลต่อร่างกาย ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตใช้ชีวิตได้เป็นปกติ แล้วสัตว์ตามธรรมชาติสามารถหาแร่ธาตุเสริมได้อย่างไร โป่ง คือ บริเวณพื้นที่ที่มีการสะสมของแร่ธาตุจากการชะล้างตามธรรมชาติ ทำให้พื้นที่นั้นมีปริมาณแร่ธาตุสูง โดยแบ่งโป่งตามลักษณะ คือ โป่งดินที่มีลักษณะเป็นดินเค็มละเอียดหรือมีลักษณะเหมือนโคลน มักจะอยู่บริเวณตามตลิ่ง บริเวณที่ราบ อีกประเภทคือ โป่งน้ำมีลักษณะเป็นที่ที่น้ำไหลหรือซึมผ่านหินปูน แร่ธาตุถูกละลาย ทำให้น้ำมีแร่ธาตุผสมอยู่ด้วย ภายในโป่งมีแร่ธาตุที่จำเป็น เช่น โซเดียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม เป็นต้น ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่มีประโยชน์หลายอย่างตามแต่ละชนิดของแร่ธาตุนั้น ๆ จากการศึกษาพฤติกรรมสัตว์ที่มาใช้ประโยชน์ของโป่ง ในหลาย ๆ งานวิจัย พบว่ามีความเป็นไปได้อย่างหนึ่งที่สัตว์ต้องการสารอาหารให้ครบ โดยเฉพาะสัตว์เท้ากีบ และสัตว์อื่น ๆ ที่กินพืชเป็นอาหาร (Herbivore) จะเข้ามาใช้ประโยชน์จากโป่ง เนื่องจากการกินอาหารเข้าไปไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย หรืออาจจะกินไปมากแค่ไหนร่างกายก็ยังขาดแร่ธาตุอยู่ดี เพราะอาหารที่สัตว์กินนั้นไม่มีแร่ธาตุหรือมีน้อย จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมโป่งถึงเป็นเหมือนอาหารเสริมให้กับสัตว์ที่กินพืชเป็นอาหาร ยกตัวอย่างการศึกษาในกลุ่มสัตว์เท้ากีบมีพฤติกรรมการใช้โป่งเพื่อต้องการแร่ธาตุที่ขาด ตัวอย่าง ธาตุโซเดียม (sodium) ที่ช่วยให้ร่างกายรักษาสมดุลของกรดและด่าง ช่วยรักษาสมดุลของระบบประสาท และส่งเสริมการเจริญเติบโต นอกจากการใช้โป่งเพื่อเป็นแหล่งเสริมแร่ธาตุของสัตว์แล้ว ยังมีการค้นพบเพิ่มเติมเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เข้ามาใช้ประโยชน์จากโป่งของสัตว์หลายชนิดแตกต่างกันไปตามจุดประสงค์ของสัตว์แต่ละชนิด อย่างเช่น […]
การเกิดเมฆ (Cloud Condensation)
โลก คือ ห้องเรียนธรรมชาติขนาดใหญ่ และบนท้องฟ้าไม่ได้มีเพียงดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ หรือดาวเท่านั้น แต่ยังมีหมู่มวลก้อนเมฆที่มีรูปร่างแตกต่างกันไป จนบางครั้ง…เราอาจยืนจ้องมองมวลเมฆรูปร่างสวยงามแปลกตา พร้อมกับปล่อยจินตนาการไปอย่างไม่รู้ตัว เมื่อรังสีจากดวงอาทิตย์ส่องลงมายังโลก ทำให้บริเวณต่าง ๆ บนผิวโลกได้รับความร้อนไม่เท่ากัน พื้นน้ำบนโลกได้รับความร้อน จะระเหยกลายเป็นไอน้ำ ลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า เมื่อลอยขึ้นไปกระทบกับอากาศเย็นในบรรยากาศชั้นบน เกิดการกลั่นตัวเป็นละอองไอน้ำเล็ก ๆ และรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน ลอยสูงขึ้นบนท้องฟ้า เรียกว่า เมฆ ถ้าไอน้ำมีจำนวนน้อย เราจะเห็นเป็นเมฆบาง ๆ เมฆมีรูปร่างแตกต่างได้หลายแบบ ตามชนิดของเมฆ บางครั้งเราเห็นเมฆมีรูปร่างเป็นก้อนคล้ายสำลีลอยอยู่บนท้องฟ้าที่ระดับความสูงต่าง ๆ กัน บางครั้งเราเห็นเมฆมีรูปร่างคล้ายขนนก และบางครั้งอาจเห็นเมฆมีขนาดใหญ่เป็นแผ่นหนาคล้ายกำแพง เมฆ เกิดจากไอน้ำที่ลอยในอากาศ เมื่อลอยตัวสูงขึ้น จะมีการรวมกันเป็นกลุ่มก้อนบนท้องฟ้า ในระดับความสูงที่แตกต่างกัน เมฆมีรูปร่างที่หลากหลาย ช่วยแต่งแต้มให้ท้องฟ้าสวยงามแตกต่างกันไป…ในทุก ๆ วัน FacebookFacebookXTwitterLINELine
แก้วตาเสือ (Tiger’s eye) ได้มาจากแก้วตาของเสือจริงหรือไม่
หินสีสวย เล่นแสงเหลือบวับวาวดูลึกลับมีพลังอำนาจข่มขวัญลายคล้ายนัยน์ตาของเสือ ด้วยลักษณะเด่นที่แตกต่างจากหินและแร่ทั่วไป จึงถูกนำมาใช้ทำเครื่องประดับ ทำเครื่องรางนำโชคตามความเชื่อของแต่ละบุคคล แก้วตาเสือ..ชื่อนี้มีที่มา แก้วตาเสือ มีสมบัติทั่วไปคล้ายแร่ควอตซ์ทุกประการ มีส่วนประกอบทางเคมี คือ SiO2 ความแข็งระดับ 7 ตามโมห์สเกล มีความถ่วงจำเพาะ 2.65 โปร่งใสถึงโปร่งแสง มีความวาวแบบแก้ว บางครั้งอาจพบว่ามีความวาวคล้ายน้ำมันหรือยางสน เป็นต้น มักพบสีเหลืองแกมน้ำตาลจนถึงน้ำตาลแดง บางครั้งพบสีน้ำเงินอีกด้วย แก้วตาเสือ หรือ Tiger’s eye เกิดจากการที่แร่ควอตซ์เข้าไปแทนที่แร่โครซิโดไลต์เดิมซึ่งมีลักษณะเป็นเสี้ยน โดยรูปร่างภายนอกของผลึกแร่ยังคงสภาพเดิมทุกประการ ซึ่งการแทนที่ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า สัณฐานเทียม หรือ Pseudomorph ทำให้เกิดการเล่นแสงเหลือบพราวเป็นแถบคล้ายเส้นไหม ปรากฏการณ์เหลือบแสงเช่นนี้เรียกว่า chatoyancy หรือ chatoyance หรือ cat’s eye effect ซึ่งสามารถพบได้ในแร่ที่มีโครงสร้างแบบเสี้ยน ซึ่งจากการที่แร่มีผลึกเรียงตัวในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นระเบียบนี้ เมื่อมีแสงตกกระทบจึงทำให้เกิดการเล่นแสงเหลือบเป็นแนวดังกล่าวเช่น การเหลือบแสงของพลอยตาแมวพบในแร่คริโซเบอริล (Chrysoberyl) และการเหลือบแสงของหินแก้วตาเสือพบในแร่โครซิโดไลต์ (Crocidolite) เป็นต้น จากคุณสมบัติที่กล่าวมาแล้วในข้างต้นของหินแก้วตาเสือ ประกอบกับสีสันและลักษณะภายนอกที่ให้ความรู้สึกเคร่งขรึมดุดันคล้ายกับแววตาของเสือที่จับจ้องเหยื่อ จึงทำให้ได้รับความนิยมนำมาทำเครื่องประดับต่าง ๆ เพื่อเอาใจนักสะสมหาไว้มาประดับสะสมตามความชอบ เช่น […]

