“เกาะความร้อน” ปรากฏการณ์ร้ายในเขตเมือง

ปัจจุบันเราต้องเผชิญกับสภาพอากาศร้อนที่ทวีความรุนเเรงมากขึ้น เมื่อเทียบกับในอดีต ยิ่งในพื้นที่เขตเมืองที่มีสิ่งปลูกสร้างจำนวนมาก อุณหภูมิความร้อนก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย เราจึงนิยามสภาพอากาศร้อนในเขตเมืองที่มากกว่าบริเวณอื่น ๆ ว่า “เกาะ” เช่นเดียวกันกับลักษณะของเกาะซึ่งเป็นพื้นดินยกตัวสูงในมหาสมุทรเเละมีน้ำล้อมรอบ การเปลี่ยนเเปลงนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มของอุณหภูมิเท่านั้น แต่มันยังเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับโลกของเรามาหลายร้อยปีที่เรียกกันว่า ปรากฏการณ์เกาะความร้อน

เกาะความร้อนหรือเกาะความร้อนเมือง (Urban heat island : UHI) เป็นปรากฏการณ์ที่พื้นที่สังคมเมืองมีอุณหภูมิและมลพิษทางสิ่งแวดล้อมสูงกว่าบริเวณโดยรอบ อีกทั้งมีแสงสลัว ลมน้อย ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงพื้นผิวของแผ่นดินจากการพัฒนาเมือง ทำให้มีอาคารก่อสร้างจำนวนมากกว่าต้นไม้ที่คอยดูดซับมลพิษหรือดักจับฝุ่นในอากาศ

พื้นที่เขตเมืองเมื่อขาดต้นไม้พลังงานแสงอาทิตย์ที่แผ่มายังโลกจึงตกกระทบกับพื้นดิน และสิ่งก่อสร้างโดยตรงเกิดการสะสมพลังงานกลายเป็นความร้อนในวัตถุได้ง่าย และถ่ายเทออกสู่อากาศโดยรอบ เมื่อความร้อนที่ถ่ายเทออกมารวมตัวกันในปริมาณมาก จะก่อให้เกิดเป็นโดมความร้อนสูงครอบเมืองเอาไว้ ส่งผลให้อุณหภูมิบริเวณที่อยู่ใต้โดมสูงกว่าอุณหภูมิด้านนอกโดม ซึ่งความแตกต่างของอุณหภูมิจะชัดเจนมากในตอนกลางคืนมากกว่ากลางวัน

ปรากฏการณ์เกาะความร้อนที่เกิดขึ้นในเขตเมืองล้วนมีสาเหตุหลัก ๆ มาจากปัจจัยเหล่านี้

  1. การเพิ่มขึ้นของอาคารต่าง ๆ นำมาซึ่งการใช้ทรัพยากรด้านพลังงานที่ปล่อยทั้งพลังงานความร้อนและมลพิษออกมา สิ่งก่อสร้างที่มีมากนี้ยังก่อให้เกิดการปิดกั้นความร้อนจากพื้นดินไม่ให้แผ่ขึ้นสู่ท้องฟ้าในช่วงตอนกลางคืน ดังนั้นท้องฟ้ากลางคืนจึงเย็นกว่าพื้นดิน
  2. คุณสมบัติด้านการดูดซับ และการสะท้อนกลับของรังสีความร้อนจากผิววัสดุในสิ่งก่อสร้าง เช่น คอนกรีต และแอสฟัลต์ (ยางมะตอย) โดยเฉพาะแอสฟัลต์ที่มีคุณสมบัติในการดูดซับ และเก็บรังสีจากดวงอาทิตย์ได้ดี จึงก่อให้เกิดปรากฏการณ์เกาะความร้อนได้ง่าย
  3. การขาดการระเหยหรือคายน้ำ เนื่องจากในพื้นที่เมืองมีพื้นที่สีเขียวและต้นไม้ต่าง ๆ น้อยมาก เมื่อเทียบกับสัดส่วนของพื้นที่ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้าง การระเหยหรือคายน้ำของพืชเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถช่วยลดอุณหภูมิอากาศภาคพื้นดินได้ดีและช่วยให้พื้นที่เมืองเย็นขึ้น
  4. การบังลมของอาคารสูง ทำให้ความร้อนไม่สามารถระบายออกไปจากเมืองได้ การเพิ่มขึ้นของความร้อนที่ปล่อยออกจากเครื่องปรับอากาศ โรงงานอุตสาหกรรม และแหล่งก่อความร้อนอื่น ๆ ในเมือง ก็ล้วนทำให้เกิดปรากฏการณ์เกาะความร้อนได้เช่นกัน
  5. การมีประชากรหนาแน่น ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรด้านพลังงาน และเชื้อเพลิงอย่างมหาศาล การเดินทางด้วยรถยนต์ที่ก่อให้เกิดหมอกควัน มลพิษ และมลภาวะมากมาย ซึ่งมีส่วนทำให้ชั้นบรรยากาศเปลี่ยนแปลง

ปรากฏการณ์เกาะความร้อน นอกจากจะส่งผลกระทบเกี่ยวกับเรื่องของอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นแล้ว ยังมีผลกระทบด้านอุตุนิยมวิทยาอื่น ๆ ด้วย เช่น การเปลี่ยนรูปแบบของลมประจำถิ่น การเกิดเมฆ หมอก ความชื้น และอัตราการเกิดหยาดน้ำฟ้าที่เปลี่ยนไป อย่างไรก็ตามปรากฏการณ์เกาะความร้อนก็ยังคงเป็นปัญหาที่สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของพื้นโลก การเพิ่มขึ้นของเมืองใหญ่ และการลดลงของพื้นที่สีเขียว ซึ่งเป็นแหล่งโอโซนให้แก่โลก

ดังนั้น ก่อนที่สภาพอากาศจะเลวร้ายไปมากกว่านี้ การหาแนวทางแก้ไขจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรทำ โดยสามารถเริ่มจากการวางผังเมือง การออกแบบชุมชน คำนึงถึงทิศทางลม หลีกเลี่ยงการปลูกสร้างเป็นแนวเดียวกัน และในพื้นที่ที่ประชากรหนาแน่นควรมีการสร้างพื้นที่โล่งหรือสวนสาธารณะเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก เพียงเท่านี้ก็สามารถช่วยลดโอกาสการเกิดปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมืองได้แล้ว

อ้างอิง