
ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ส่วนวิชาการ กลุ่มธรรมชาติวิทยาและสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรมเสริมนิทรรศการ เรื่อง “เก็บขยะในสระน้ำ” เพื่อให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้และสนุกกับการคัดแยกขยะในช่วงปิดเทอม
ณ นิทรรศการเมืองเด็ก ชั้น 6 อาคารธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ส่วนวิชาการ กลุ่มธรรมชาติวิทยาและสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรมเสริมนิทรรศการ เรื่อง “เก็บขยะในสระน้ำ” เพื่อให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้และสนุกกับการคัดแยกขยะในช่วงปิดเทอม
ณ นิทรรศการเมืองเด็ก ชั้น 6 อาคารธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ขอเชิญเข้าร่วมการประกวดแข่งขันนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์สำหรับผู้สูงวัย “แฮปปี้…สูงวัย” ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ประเภท สิ่งประดิษฐ์เพื่อช่วยเสริมคุณภาพชีวิตด้านการประกอบอาชีพสำหรับผู้สูงวัย จัดโดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อส่งเสริม สนับสนุนและดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เสริมสร้างทักษะให้กับกลุ่มผู้สูงวัยอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดรับผลงานจากบุคคลทั่วไปผู้มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป (ต้องผ่านการประกวดระดับพื้นที่จากกลุ่มศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา) ซึ่งผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 13,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร และยังมีรางวัลชมเชยอีก 17 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 89,000 บาท เงื่อนไขการสมัคร หลักฐานการสมัคร ประกอบด้วย กำหนดการประกวด หมายเหตุ สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ FacebookFacebookXTwitterLINELine
นาฬิกาแดดแบบอิเควเตอเรียล (Equatorial Sundial) ที่ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ วางที่ตำแหน่ง ละติจูด 13 องศา 42 ลิปดา 19 ฟิลิปดา เหนือ ลองจิจูด 100 องศา 34 ลิปดา 3 ฟิลิปดา ตะวันออก หลายคนอาจมีความสงสัยหรือมีคำถามในใจว่าจะใช้บอกเวลาเราได้จริงหรือไม่ ตอนนี้เรามาลองอ่านค่าของเวลาที่นาฬิกาแดดนี้ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นกับตาตัวเองว่านาฬิกาแดดนี้จะใช้บอกเวลาได้หรือไม่ สำหรับวิธีการอ่านค่าของนาฬิกาแดดแบบอิเควเตอเรียล ก่อนอื่นให้เราดูเงาที่พาดผ่านบนนาฬิกาแดด จากภาพ นาฬิกาแดดบอกเวลา 13 นาฬิกา 20 นาที เป็นค่าเวลาที่คลาดเคลื่อนไปจากเวลาจริง ตัวอย่างการอ่านค่าจากนาฬิกาแดดนี้ เป็นค่าที่อ่านในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ เมื่อดูที่กราฟสมการเวลาแล้ว พบว่าต้องบวกเวลาเพิ่มไปอีก 13 นาที โดยประมาณ เมื่อเรานำค่าเวลาที่อ่านได้ในตอนแรกมารวมกันกับเวลาที่ต้องบวกเพิ่มเข้าไป จะทำให้ได้ค่าเวลาใกล้เคียงกับเวลาจริง และแล้วผลการพิสูจน์ก็บ่งบอกได้ว่านาฬิกาแดดแบบอิเควเตอเรียลที่ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพสามารถบอกค่าเวลาได้ใกล้เคียงกับเวลาจริง แต่ในตอนนี้อาจมีคำถามเกิดขึ้นมาในใจได้ว่า กราฟของสมการเวลา คืออะไร ทำไมจึงทำให้ได้ค่าเวลาตรงกันกับนาฬิกาบนข้อมือหรือเวลาจริง จากการที่นาฬิกาแดดใช้ดวงอาทิตย์จริง (True Sun) เป็นตัวกำหนดเวลา ซึ่งเราเห็นค่าเวลานั้นจากเงาที่พาดอยู่บนวงโค้งที่มีตัวเลขบอกเวลาดังภาพ 2 […]
เมื่อถึงวันนั้นของเดือน เหล่าสุภาพสตรีต่างทราบกันดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของตน และเริ่มมองหาตัวช่วยในการป้องกันไม่ให้เลือดประจำเดือนไหลเลอะเปรอะเปื้อนไปตามเสื้อผ้าที่สวมใส่ในวันนั้น สิ่งที่เป็นที่นิยมมากที่สุดนั่นคือ ผ้าอนามัย ซึ่งในปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบให้เลือกใช้ตามความชื่นชอบ เช่น ผ้าอนามัยแบบแผ่น ผ้าอนามัยแบบสอด หรือผ้าอนามัยแบบสวมใส่เหมือนกางเกงชั้นใน เป็นต้น แต่กว่าจะมาเป็นผ้าอนามัยที่ใช้ได้อย่างสะดวกสบายเฉกเช่นทุกวันนี้ ทราบหรือไม่ว่าผู้หญิงในสมัยก่อนเขาจัดการกับปัญหานี้กันอย่างไร ประจำเดือน หรือ รอบเดือน เกิดจากการเจริญของเยื่อบุผนังมดลูกชั้นใน (Endometrium) จนผนังมดลูกมีความหนามากขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสืบพันธุ์ แต่หากไม่มีการปฏิสนธิระหว่างไข่กับอสุจิ เยื่อบุผนังมดลูกชั้นในจะหลุดลอกออกมาและกลายเป็นประจำเดือนในที่สุด โดยการเป็นประจำเดือนจะเริ่มเกิดขึ้นเมื่อเพศหญิงเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ตั้งแต่อายุประมาณ 11-50 ปี เป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับร่างกายของผู้หญิง ซึ่งมาพร้อมกับความยากลำบากในการดูแลหรือรักษาความสะอาด และในแต่ละยุคสมัยที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไม่เท่ากัน เครื่องมือที่ใช้ในการป้องกันการไหลของประจำเดือนก็ย่อมแตกต่างกันออกไป ในสมัยก่อนแต่ละประเทศยังไม่สามารถติดต่อสื่อสารหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้มากนัก ทำให้เทคโนโลยีและวัฒนธรรมยังมีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก ส่งผลให้วิธีการจัดการกับประจำเดือนในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันออกไป ส่วนมากจะเป็นการใช้วัสดุที่หาได้ตามธรรมชาติ เช่น การใช้ผ้าหรือกระดาษที่อ่อนนุ่ม เยื่อไม้ สำลี หรือแม้แต่ขนสัตว์ วางเป็นแผ่น ๆ ซ้อนกันจนหนาพอที่จะซึมซับประจำเดือนได้ นำมาลอดผ่านระหว่างขาแล้วใช้เชือกหรือเข็มขัดผูกคาดไว้กับช่วงเอว ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้มีการคิดค้นผ้าที่สามารถใช้ซับเลือดของทหารในสงคราม จึงมีการนำแนวคิดนี้มาดัดแปลงใช้กับผ้าอนามัยในสมัยนั้น เกิดเป็นผ้าอนามัยแบบห่วง ที่ใช้ผ้าในการดูดซับประจำเดือน แต่ยังคงต้องใช้เข็มขัดคาดไว้กับเอว บางยี่ห้อสามารถซักและนำกลับมาใช้ซ้ำได้ แต่บางยี่ห้อเป็นแบบใช้แล้วทิ้ง ทำให้ผู้ใช้ส่วนมากมักเป็นสตรีที่มีฐานะเสียมากกว่า ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา […]
ปัจจุบันนี้การโดยสารด้วยรถไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตที่เร่งรีบของคนเมืองหลวงแล้ว เพราะการใช้บริการสะดวก เดินทางได้รวดเร็ว เส้นทางครอบคลุมเกือบทั่วทั้งกรุงเทพมหานคร และที่สำคัญไม่ต้องพบเจอกับปัญหารถติด ซึ่งรถไฟฟ้าที่ให้บริการนั้นมีทั้งแบบรถไฟลอยฟ้าที่แล่นบนรางเหนือถนนปกติ และรถไฟฟ้าใต้ดินที่แล่นอยู่ภายในอุโมงค์ใต้ดิน แต่ว่าเราเคยสังเกตที่ชานชาลารถไฟฟ้าทั้งสองประเภทนี้หรือไม่ว่ามันมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ เส้นเหลือง เส้นเหลืองบนชานชาลานับเป็นเส้นแบ่งความปลอดภัยของผู้โดยสาร จะวางแนวติดกับพื้นที่ที่รถไฟฟ้าแล่นเข้าสู่สถานี ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 2 คน อยู่บริเวณด้านหัวและท้ายขบวน คอยควบคุมไม่ให้เราเข้าไปในเส้นเหลือง หากเราเผลอเหยียบหรือล้ำเข้าไป เสียงนกหวีดจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย จะดังขึ้นเตือนทันที เราต้องรีบถอยห่างออกมาอยู่หลังเส้นเหลืองเท่านั้น เหตุที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยต้องเตือนเรานั้น เพื่อความปลอดภัยของเราเอง เพราะเมื่อขบวนรถไฟฟ้าวิ่งผ่านมา อากาศระหว่างขบวนรถกับบริเวณที่เรายืนอยู่จะเคลื่อนที่เร็ว ทำให้มีความดันอากาศต่ำ อากาศรอบ ๆ จะเคลื่อนที่เข้าไปแทนที่ ซึ่งการเคลื่อนที่ของอากาศนี้สามารถดูดเราให้ตกยังรางรถไฟฟ้าได้ การไหลของอากาศในลักษณะนี้เป็นเช่นเดียวกับลูกเทนนิสที่เคลื่อนที่แหวกผ่านอากาศ ซึ่งจะมีอากาศจำนวนหนึ่งห่อหุ้มลูกเทนนิสไว้ และมีแรงดึงดูดของอากาศอยู่ด้านข้าง ดูดให้เข้าหาลูกเทนนิสนั่นเอง ดังนั้น ทุกคนคงเข้าใจแล้วว่าทำไมต้องอยู่หลังเส้นเหลือง อย่าลืมอยู่หลังเส้นเหลือง เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางของตัวเอง เรียบเรียงณัฐวุฒิ พุ่มดอกไม้ ภาพประกอบพัทธนันท์ ประดิษฐ์นันกุล อ้างอิงข้อปฏิบัติและข้อห้ามเมื่ออยู่ในระบบรถไฟฟ้าบีทีเอสรปภ. เก่งฟิสิกส์ FacebookFacebookXTwitterLINELine
ไฟฟ้าที่ใช้กันตามบ้านเรือนในประเทศไทยเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ ระบบไฟฟ้า 220 โวลต์ ความถี่ 50 เฮิร์ต (220 V 50 Hz) ในขณะที่บางประเทศอย่างญี่ปุ่นใช้ระบบไฟฟ้า 100 โวลต์ ความถี่ 50/60 เฮิร์ต (100 V 50/60 Hz) และหลายประเทศในยุโรปใช้ระบบไฟฟ้า 230 โวลต์ ความถี่ 50 เฮิร์ต (230 V 50 Hz) ซึ่งนอกจากแต่ละประเทศจะใช้ระบบไฟฟ้าแตกต่างกันแล้ว อุปกรณ์สำคัญที่ต้องใช้งานเป็นคู่เพื่อต่อเข้ากับวงจรไฟฟ้าให้กระแสไฟฟ้าไหลเข้าสู่เครื่องใช้ไฟฟ้าได้อย่าง เต้าเสียบ (plug) หรือที่เรามักเรียกว่า ปลั๊กไฟ และเต้ารับ (socket) ที่ใช้ในแต่ละประเทศก็มีความแตกต่างกันไปด้วย คณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐานสาขาอิเล็กทรอนิกส์ (International Electrotechnical Commission) หรือ IEC ได้จัดรูปแบบของเต้าเสียบและเต้ารับออกเป็น 15 แบบ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://www.iec.ch/worldplugs) โดยแต่ละแบบจะมีลักษณะขา จำนวนขา การต่อกราวด์ การใช้ปริมาณกระแสไฟฟ้าและแรงดันไฟฟ้าแตกต่างกันไป […]
