ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
โครงการประกวดแข่งขันนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์สำหรับผู้สูงวัย “แฮปปี้…สูงวัย” ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569
ขอเชิญเข้าร่วมการประกวดแข่งขันนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์สำหรับผู้สูงวัย “แฮปปี้…สูงวัย” ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ประเภท สิ่งประดิษฐ์เพื่อช่วยเสริมคุณภาพชีวิตด้านการประกอบอาชีพสำหรับผู้สูงวัย จัดโดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อส่งเสริม สนับสนุนและดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เสริมสร้างทักษะให้กับกลุ่มผู้สูงวัยอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดรับผลงานจากบุคคลทั่วไปผู้มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป (ต้องผ่านการประกวดระดับพื้นที่จากกลุ่มศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา) ซึ่งผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 13,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร และยังมีรางวัลชมเชยอีก 17 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 89,000 บาท เงื่อนไขการสมัคร หลักฐานการสมัคร ประกอบด้วย กำหนดการประกวด หมายเหตุ สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ FacebookFacebookXTwitterLINELine
ซาวโดวจ์… ขนมปังจากยีสต์ธรรมชาติ
ขนมปัง อาหารที่ทานได้ง่ายเป็นที่ชื่นชอบของใครหลาย ๆ คน อย่างที่ทราบกันดีว่า ขนมปังมีหลากหลายชนิด หน้าตาแตกต่างกันออกไปตามกระบวนการผลิต โดยทั่วไปในอุตสาหกรรมการผลิตขนมปังจะใช้จุลินทรีย์ที่เรียกว่า ยีสต์ และที่นิยมใช้ คือ Saccharomyces cerevisiae ในการหมักย่อยน้ำตาลและช่วยให้ขนมปังขึ้นฟู มารู้จักยีสต์กันก่อน ยีสต์ เป็นราชนิดหนึ่งที่มีเซลล์เป็นเซลล์เดี่ยว มีรูปร่างกลม หรือ รูปไข่ ยีสต์ส่วนมากจะขยายพันธุ์โดยใช้การแตกหน่อ (budding) สามารถเจริญได้ทั้งที่มีออกซิเจนและไม่มีออกซิเจน เราสามารถพบยีสต์ในอาหารที่มีน้ำตาลมาก เช่น น้ำผึ้ง แยม หรือแม้แต่ในผลไม้ที่มีรสหวาน เมื่อขนมปังทำจากยีสต์ธรรมชาติ ซาวโดวจ์ (Sourdough) เป็นขนมปังที่เกิดจากการหมักของยีสต์จากธรรมชาติ โดยใช้ เกลือ แป้งสาลี และหัวเชื้อ (sourdough starter) การทำหัวเชื้อที่นิยมมี 2 แบบ คือ การเพาะเลี้ยงจากผลไม้ เช่น แอปเปิ้ล องุ่น สับปะรด เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ขนมปังมีกลิ่นของผลไม้ชนิดนั้นจาง ๆ หรือจะเป็นวิธีการเพาะเลี้ยงยีสต์จากแป้งและน้ำ หมักทิ้งไว้ 7-10 วัน การทำขนมปังซาวโดวจ์ที่ใช้หัวเชื้อยีสต์จากธรรมชาติทำให้พบยีสต์ในหัวเชื้อมากกว่าหนึ่งสายพันธุ์และยังพบแบคทีเรียแลกติก (Lactic […]
อิมัลชัน ความต่างที่เข้ากันได้
อย่างที่ทุกคนทราบกันดีแล้วนั้นว่า ถ้าเราผสมน้ำกับน้ำมันเข้าด้วยกัน สุดท้ายแล้วสารทั้ง 2 ชนิดก็จะแยกชั้นไม่สามารถผสมกันได้ แต่อิมัลชัน (emulsion) สามารถทำให้สารที่เข้ากันไม่ได้นี้สามารถอยู่ด้วยกันได้ โดยใช้สารที่มีส่วนของโมเลกุลที่ชอบน้ำ (hydrophilic) และไม่ชอบน้ำหรือชอบน้ำมัน (hydrophobic) เรียกสารนี้ว่า อิมัลซิไฟเออร์ (emulsifier) ซึ่งช่วยลดแรงตึงผิวระหว่างสารทั้ง 2 ชนิด ทำให้เราสามารถผสมน้ำกับน้ำมันเข้าด้วยกันได้ อิมัลชันสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ น้ำมันในน้ำ (oil in water, O/W) ตัวอย่างเช่น น้ำนม ซึ่งมีไขมันนมกระจายตัวอยู่ในน้ำ ทำให้มองเห็นน้ำนมเป็นสีขาวขุ่นจากแสงที่เกิดการสะท้อน เมื่อกระทบลงบนหยดน้ำมันที่กระจายตัวอยู่ในน้ำ อิมัลชันอีกประเภทหนึ่งคือ น้ำในน้ำมัน (water in oil, W/O) ตัวอย่างเช่น มาการีน ซึ่งมีหยดน้ำกระจายตัวอยู่ในน้ำมันพืช ตัวอย่างอิมัลชันที่เราสามารถเตรียมได้อย่างง่าย ๆ คือ การทำน้ำสลัด ที่ต้องใช้น้ำมันและน้ำ (หรือบางสูตรใช้น้ำส้มสายชู) ตีผสมเข้าด้วยกัน เพื่อให้น้ำมันแตกตัวเป็นเม็ดเล็ก ๆ กระจายในน้ำ แต่ถ้าเราไม่ใช้สารอิมัลซิไฟเออร์สุดท้ายสารทั้ง 2 ต้องแยกออกจากกันอยู่ดี […]
ทองคำเสริมความงามจากภายในได้จริงหรือ
ทองคำ แร่โลหะมูลค่าสูงมีประโยชน์มากมายทั้งใช้เป็นหลักประกันในการแลกเปลี่ยนเงินตราของนานาประเทศ ใช้ทำเครื่องประดับ ทำส่วนประกอบของเครื่องมือวิทยาศาสตร์และงานอื่น ๆ อีกมากมาย รวมถึงสามารถใช้แปรเปลี่ยนเป็นเงินได้ในยามขัดสน และในบางครั้งทองคำถูกนำมาใช้ในด้านส่งเสริมความงาม ทองคำเสริมความงามจากภายในได้จริงหรือ ทอง เป็นแร่ธาตุโลหะตามธรรมชาติที่มีสมบัติเด่นคือ สีผิวและสีผงของแร่มีสีเหลืองทองเช่นเดียวกัน มีน้ำหนักตึงมือเนื่องจากมีค่าความถ่วงจำเพาะสูงถึง 15 – 19 ขึ้นอยู่กับมลทินที่ปะปนแล้ว มีความแข็งที่ประมาณ 2-3 ตามโมห์สเกล มีความวาวแบบโลหะ และยังมีความอ่อนตัวจึงสามารถทุบเป็นแผ่นบาง ดัดและดึงเป็นเส้นได้ ทองคำ พบได้ในหินเกือบทุกชนิด แต่พบในปริมาณน้อยเฉลี่ยเพียง 0.0035 กรัมต่อตันเปลือกโลกเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีบางพื้นที่มีสภาพทางธรณีวิทยาเหมาะสมกับการเป็นแหล่งสะสมตัวทองคำ เช่นแหล่งทองคำที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดพิจิตร และจังหวัดเลย มนุษย์ใช้ประโยชน์จากทองคำหลากหลายรูปแบบ โดยมากจะเป็นประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจในทุกระดับ และยังมีการนำทองคำผสมในเครื่องสำอางต่าง ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าโดยอ้างสรรพคุณลดเลือนริ้วรอย ถึงแม้ว่าปัจจุบันวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ได้มีการค้นพบว่าทองคำสามารถต้านอนุมูลอิสระและรักษาการอักเสบของโรคเก๊าได้ดี จึงทำให้เกิดแนวคิดว่าหากนำทองคำมาใช้ในการต้านอนุมูลอิสระที่ผิวหนังน่าจะได้ผลดีเช่นเดียวกัน แต่ทั้งนี้ยังไม่มีงานวิจัยใดรองรับแนวคิดนี้ และถึงแม้ว่าทองคำบริสุทธิ์จะไม่ได้เป็นพิษต่อร่างกาย แต่สำหรับบางคนอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ และหากถูกสังเคราะห์ให้อนุภาคมีขนาดเล็กลงหรืออยู่ในรูปของเกลือและรับเข้าสู่ร่างกาย ก็จะก่อให้เกิดอันตรายต่ออวัยวะภายในและยับยั้งการสร้างเม็ดเลือดได้อีกด้วย จากคำถามที่ว่า “ทองคำเสริมความงามจากภายในได้จริงหรือ” เมื่อยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ดังนั้นจึงควรพิจารณาให้รอบด้านถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา รวมถึงความคุ้มค่าและเงินในกระเป๋าสตางค์ อ้างอิง แร่ : กรมทรัพยากรธรณีhttps://bit.ly/3kuDvE2https://bit.ly/3lMfDuJhttps://bit.ly/3AvJU7hhttps://bit.ly/3CD5qb7 FacebookFacebookXTwitterLINELine
“เกาะความร้อน” ปรากฏการณ์ร้ายในเขตเมือง
ปัจจุบันเราต้องเผชิญกับสภาพอากาศร้อนที่ทวีความรุนเเรงมากขึ้น เมื่อเทียบกับในอดีต ยิ่งในพื้นที่เขตเมืองที่มีสิ่งปลูกสร้างจำนวนมาก อุณหภูมิความร้อนก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย เราจึงนิยามสภาพอากาศร้อนในเขตเมืองที่มากกว่าบริเวณอื่น ๆ ว่า “เกาะ” เช่นเดียวกันกับลักษณะของเกาะซึ่งเป็นพื้นดินยกตัวสูงในมหาสมุทรเเละมีน้ำล้อมรอบ การเปลี่ยนเเปลงนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มของอุณหภูมิเท่านั้น แต่มันยังเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับโลกของเรามาหลายร้อยปีที่เรียกกันว่า ปรากฏการณ์เกาะความร้อน เกาะความร้อนหรือเกาะความร้อนเมือง (Urban heat island : UHI) เป็นปรากฏการณ์ที่พื้นที่สังคมเมืองมีอุณหภูมิและมลพิษทางสิ่งแวดล้อมสูงกว่าบริเวณโดยรอบ อีกทั้งมีแสงสลัว ลมน้อย ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงพื้นผิวของแผ่นดินจากการพัฒนาเมือง ทำให้มีอาคารก่อสร้างจำนวนมากกว่าต้นไม้ที่คอยดูดซับมลพิษหรือดักจับฝุ่นในอากาศ พื้นที่เขตเมืองเมื่อขาดต้นไม้พลังงานแสงอาทิตย์ที่แผ่มายังโลกจึงตกกระทบกับพื้นดิน และสิ่งก่อสร้างโดยตรงเกิดการสะสมพลังงานกลายเป็นความร้อนในวัตถุได้ง่าย และถ่ายเทออกสู่อากาศโดยรอบ เมื่อความร้อนที่ถ่ายเทออกมารวมตัวกันในปริมาณมาก จะก่อให้เกิดเป็นโดมความร้อนสูงครอบเมืองเอาไว้ ส่งผลให้อุณหภูมิบริเวณที่อยู่ใต้โดมสูงกว่าอุณหภูมิด้านนอกโดม ซึ่งความแตกต่างของอุณหภูมิจะชัดเจนมากในตอนกลางคืนมากกว่ากลางวัน ปรากฏการณ์เกาะความร้อนที่เกิดขึ้นในเขตเมืองล้วนมีสาเหตุหลัก ๆ มาจากปัจจัยเหล่านี้ การเพิ่มขึ้นของอาคารต่าง ๆ นำมาซึ่งการใช้ทรัพยากรด้านพลังงานที่ปล่อยทั้งพลังงานความร้อนและมลพิษออกมา สิ่งก่อสร้างที่มีมากนี้ยังก่อให้เกิดการปิดกั้นความร้อนจากพื้นดินไม่ให้แผ่ขึ้นสู่ท้องฟ้าในช่วงตอนกลางคืน ดังนั้นท้องฟ้ากลางคืนจึงเย็นกว่าพื้นดิน คุณสมบัติด้านการดูดซับ และการสะท้อนกลับของรังสีความร้อนจากผิววัสดุในสิ่งก่อสร้าง เช่น คอนกรีต และแอสฟัลต์ (ยางมะตอย) โดยเฉพาะแอสฟัลต์ที่มีคุณสมบัติในการดูดซับ และเก็บรังสีจากดวงอาทิตย์ได้ดี จึงก่อให้เกิดปรากฏการณ์เกาะความร้อนได้ง่าย การขาดการระเหยหรือคายน้ำ เนื่องจากในพื้นที่เมืองมีพื้นที่สีเขียวและต้นไม้ต่าง ๆ น้อยมาก เมื่อเทียบกับสัดส่วนของพื้นที่ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้าง การระเหยหรือคายน้ำของพืชเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถช่วยลดอุณหภูมิอากาศภาคพื้นดินได้ดีและช่วยให้พื้นที่เมืองเย็นขึ้น การบังลมของอาคารสูง ทำให้ความร้อนไม่สามารถระบายออกไปจากเมืองได้ […]

