ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
ไข่มุกเมโล (Melo Pearl) อัญมณีจากสิ่งมีชีวิต
อัญมณีส่วนใหญ่ได้จากธรรมชาติ ไข่มุกอาจนับเป็นอัญมณีชนิดเดียวในโลกที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต และใช้เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ โบราณเชื่อว่าไข่มุกเป็นของมีค่าเหมาะสำหรับชนชั้นสูง ตามตำนานเชื่อว่า ไข่มุกเป็นหยดน้ำตาแห่งความสุขของเทพธิดา แต่ในความจริงแล้วไข่มุกคืออะไร ไข่มุกเกิดจากสิ่งแปลกปลอมที่หลุดเข้าไปในตัวหอยพร้อมอาหาร ทำให้ตัวหอยเกิดความระคายเคือง จนหลั่งสารออกมาปกคลุมสิ่งแปลกปลอมนั้น เพื่อลดความระคายเคือง ยิ่งชั้นมุกมีความหนามากก็จะมีความวาวมาก และใช้เวลาหลายปีเพื่อก่อตัวเป็นไข่มุก เรามักนำมาทำเครื่องประดับ หรือเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง หนึ่งในไข่มุกธรรมชาติหายากและมีราคาแพง คือ ไข่มุกเมโล ไข่มุกเมโล (Melo Pearl) อีกชื่อหนึ่ง คือ มุกหอยโข่งทะเล หรือมุกสังข์ทะนาน เป็นไข่มุกธรรมชาติที่เกิดขึ้นในหอยโข่งทะเล และหอยสังข์ โอกาสเกิดไข่มุกเมโลมีเพียง 1 ตัว ในทุก ๆ 3,000 ตัว และพบได้เฉพาะในทะเลบริเวณประเทศเมียนมาร์ ไทย เวียดนาม และกัมพูชา ซึ่งไข่มุกเมโลมีหน่วยวัดน้ำหนักเป็นกะรัตเหมือนกับเพชร ไข่มุกเมโลมีหลายขนาด มักเป็นทรงกลม และมีความแข็งกว่าไข่มุกทั่วไป มีสีเหลืองอ่อน สีส้ม ไปถึงสีส้มเข้มจนเกือบสีน้ำตาล สีที่ดีและมีมูลค่ามากที่สุด คือ สีส้ม แต่สีของไข่มุกเมโลอาจจางลงได้เมื่อโดนแสงแดดเป็นเวลานาน เราสามารถเพาะเลี้ยงไข่มุกทั่วไปได้ แต่เรายังไม่ประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงไข่มุกเมโล ธรรมชาติมอบสิ่งมีค่าให้แก่มนุษย์เสมอมา มีเรื่องน่ารู้ด้านธรรมชาติอีกมากมาย รอคุณอยู่ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) […]
เหลือแต่หัว!!!
หากใครที่ชอบเที่ยวงานวัดหรืองานเทศกาลต่าง ๆ น่าจะเคยเห็นโชว์หนึ่งที่สร้างความตื่นตาตื่นใจกับคนในงานอย่างมาก นั่นคือ การแสดงท้าวหัวข่อหล่อ (ท้าวหัวข่อหล่อ – ตัวละครในนิทานพื้นบ้านของลาวผู้มีแค่หัวกับคอ) หรือก็คือ การโชว์คนที่มีแต่หัว!! ซึ่งมีแต่หัวจริง ๆ และยังไม่ได้ตายอะไรด้วย สีหน้าสายตายังมองได้แบบคนทั่วไป เพียงแค่มีหัวของเขาอย่างเดียวเท่านั้นวางอยู่บนโต๊ะ!! การแสดงนี้ถือว่าสร้างความประหลาดใจกับผู้ชมจนต้องยอมเสียค่าใช้จ่ายเข้าไปดู ใครเล่าจะมีแค่หัวแต่ยังไม่ตายแบบนี้ได้ ทว่าแท้จริงแล้วการแสดงนี้เป็นมายากลในรูปแบบหนึ่งที่ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับแสงและกระจกเงา การแสดงท้าวหัวข่อหล่อใช้หลักการสะท้อนของกระจกเงาราบ โดยมีกระจกติดอยู่ที่แต่ละด้านของโต๊ะ สะท้อนภาพให้เหมือนกับว่าใต้พื้นไม่มีอะไร มีแค่หัววางไว้บนโต๊ะเพียงอย่างเดียว ซึ่งขาของโต๊ะที่เห็นเป็นส่วนที่ทำไว้หลอกตา ให้มองไม่ออกว่าด้านที่เห็นนั้นเป็นกระจกเงา การสะท้อนของแสงจะทำให้เกิดมุม 2 มุมคือ มุมตกกระทบ และมุมสะท้อน โดยมุมตกกระทบจะเท่ากับมุมสะท้อนเสมอ ภาพที่เกิดขึ้นจากการสะท้อนของกระจกเงาราบจะเป็นภาพเสมือนหัวตั้งกลับซ้ายขวาขนาดเท่าวัตถุ นอกจากรูปแบบที่ใช้กระจกเงาสะท้อนทั้งสามด้านในลักษณะนี้แล้ว ยังมีการวางกระจกสองบานตั้งเป็นมุม แล้วจัดตำแหน่งให้อยู่ทางมุมห้องหรือมีฉากกั้นด้านหลัง ทำให้มองเห็นแบบเหลือแต่หัวด้วยหลักการสะท้อนของกระจกเช่นเดียวกัน อ้างอิง ท้าวหัวข่อหล่อ ตามงานวัด เค้าทำกันยังไงค่ะ ?!?!?! เฉลยกลคนมีแต่หัว สิ่งมหัศจรรย์แห่งงานวัดกับการแฉกลที่รู้แล้วตายตาหลับ!! ง่าย ๆ แบบนี้เนี่ยนะ?! FacebookFacebookXTwitterLINELine
รถไฟเหาะตีลังกา
เครื่องเล่นในสวนสนุกเป็นที่นิยมสำหรับคนที่ชอบความท้าทายต้องไม่พลาดกันเลย นั่นก็คือ “รถไฟเหาะตีลังกา” ซึ่งเป็นเครื่องเล่นน่าหวาดเสียว อาจจะเป็นเรื่องยากสักหน่อยที่ในขณะเล่นอยู่นั้นจะไม่กรีดร้องเลย เพราะการเคลื่อนที่ของรถไฟเหาะตีลังกาเกิดจากแรงโน้มถ่วงของโลกกับแรงเฉื่อยในการเคลื่อนที่จากที่สูงลงมาอย่างอิสระตามเส้นทางของรางที่ถูกออกแบบไว้ แต่เบื้องหลังของความสนุกสุดเหวี่ยงที่เกิดขึ้นทำให้เราได้เครื่องเล่นที่สามารถสร้างความสนุกสนานแล้ว การเคลื่อนที่ของเครื่องเล่นชิ้นนี้ยังใช้หลักการของฟิสิกส์หลาย ๆ อย่าง เช่น พลังงานศักย์โน้มถ่วง พลังงานจลน์ แรงเข้าสู่ศูนย์กลาง แรงโน้มถ่วงของโลก เป็นต้น การเคลื่อนที่ของรถไฟเหาะตีลังกาเริ่มต้นจากการถูกดึงด้วยระบบโซ่และมอเตอร์ขึ้นไปยังจุดสูงสุดเพื่อทำการปล่อยลงมาตามแรงโน้มถ่วงของโลกและเคลื่อนที่ด้วยแรงเฉื่อย การกักเก็บพลังงานทำให้รถไฟที่กำลังเคลื่อนที่ลงอย่างอิสระจากจุดสูงสุดนั้นจะมีพลังงานศักย์โน้มถ่วงมากที่จุดเริ่มต้นของราง ขณะที่รถไฟถูกปล่อยลงมาจะเปลี่ยนเป็นพลังงานจลน์และจะมีพลังงานจลน์สูงสุด ณ จุดต่ำสุดของราง ยิ่งจุดเริ่มต้นนั้นมีความสูงมากเท่าไหร่ พลังงานศักย์โน้มถ่วงก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้นและเปลี่ยนเป็นพลังงานจลน์ได้มากขึ้นตามความเร็วเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างองศาของรางทำมุม 60 ํ สามารถทำความเร็วได้ถึง 125 km/h เลยทีเดียว จากความรู้สึกที่ได้เล่นรถไฟเหาะนั้น ในขณะรถไฟเหาะกำลังแล่นลงมาจากที่สูงวิ่งเข้ามายังวงกลม จะเกิดแรงกระทำต่อตัวเรามากที่สุด เราจะรู้สึกว่าน้ำหนักตัวเองเพิ่มขึ้นจนหลังติดเบาะ และเมื่อรถไฟเคลื่อนที่ขึ้นไปถึงจุดบนสุดของวงกลม เราจะรู้สึกได้ถึงสภาวะไร้น้ำหนัก และกลับมาสู่ภาวะปกติอีกครั้งเมื่อลงมาที่จุดต่ำสุด การเปลี่ยนแปลงของแรงที่กระทำต่อตัวเราทำให้เรารู้สึกสนุก ตื่นเต้นตลอดเวลาในขณะนั่งอยู่บนรถไฟเหาะ ยิ่งหากรางมีรูปแบบเป็นหยดน้ำทรงคว่ำด้วยแล้ว ความสนุกจะเกิดขึ้นจากการที่รัศมีของวงกลมด้านบนมีค่าน้อยกว่าด้านล่าง ก่อให้เกิดแรงเข้าสู่ศูนย์กลางของรถไฟด้านบนมีค่ามากกว่าด้านล่าง จึงทำให้ตัวของเราติดกับที่นั่งมากขึ้น และเมื่อรถไฟแล่นกลับลงมาความเร่งจะลดลง ผู้เล่นจะไม่รู้สึกอึดอัดนั่นเอง รวมถึงโค้งต่าง ๆ ในเส้นทางของรางที่จะเกิดแรงเข้าสู่ศูนย์กลางด้วยเช่นกัน ปัจจุบันวิศวกรออกแบบรถไฟได้นำเทคโนโลยีระบบมอเตอร์และแม่เหล็กไฟฟ้าเข้ามาช่วยในการเคลื่อนที่ เพื่อให้รถไฟขับเคลื่อนไปได้อย่างต่อเนื่องในรูปแบบหลากหลายมากยิ่งขึ้น ในความสนุกสนานก็มีอันตรายเช่นเดียวกัน ซึ่งการเล่นเครื่องเล่นในสวนสนุกก็อย่าลืมปฏิบัติตามคำแนะนำที่บอกเอาไว้ อ้างอิง ฟิสิกส์ของรถไฟเหาะ ฟิสิกส์ในชีวิตประจำวัน […]
แฝดสาม พันธุ์ไม้หน้าตาคล้ายกัน
หากใครชอบเดินเล่นตามสวนสาธารณะ หรือมีโอกาสขับรถไปตามถนนสักเส้น รวมถึงเดินผ่านบริเวณด้านหน้าอาคารท้องฟ้าจำลองกรุงเทพของเรา คงจะเคยเห็นไม้ยืนต้นดอกสวยหลากหลายสายพันธุ์บริเวณริมถนนกันมาบ้าง ด้วยลักษณะของดอกเมื่อผลิออกตามช่วงเดือนต่าง ๆ มีความสวยงามและรูปร่างคล้ายคลึงกันมาก จนทำให้หลายคนแยกไม่ออกว่าเป็นสายพันธุ์ไหนกันแน่ วันนี้เราจะพามาทำความรู้จักกับไม้ยืนต้นผลัดใบที่ได้รับฉายาว่า “แฝดสาม” กันสักหน่อย ตะแบก เสลา อินทนิล เป็นพรรณไม้กลุ่มพืชมีดอกในวงศ์ Lythraceae ด้วยลักษณะเด่นของสีดอกที่คุมโทนม่วงเป็นหลัก ได้แก่ ม่วงเข้ม ม่วงอ่อน และม่วงอมชมพู อีกทั้งยังมีสีขาวประปราย ความสวยงามและความแตกต่างของดอกเพียงเล็กน้อยนี้ทำให้เกิดความสับสนในสายพันธุ์ หากว่าเราเจอต้นไม้เหล่านี้ในช่วงฤดูกาลที่ยังไม่ออกดอก จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นต้นไม้สายพันธุ์ใด ตะแบก (Bungor) ชื่อวิทยาศาสตร์ Lagerstroemia floribunda Jack. ไม้ยืนต้นสูง 15-20 เมตร เปลือกลำต้นเรียบเป็นมันและหลุดล่อนคล้ายลำต้นฝรั่ง ใบอ่อนมีขนนุ่มปกคลุมตลอดทั้งใบ ส่วนใบแก่ผิวเรียบเกลี้ยง ดอกออกตามปลายกิ่งชูช่อตามเรือนยอด มีตั้งแต่สีม่วงไปจนถึงม่วงอมชมพู และดอกเมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีขาวแลดูสวยงาม ดอกออกให้เชยชมในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน ตะแบกเป็นไม้ยืนต้น ปลูกง่าย ชอบแดด ทนแล้ง โตเร็ว ทรงพุ่มใหญ่กว้าง และให้ร่มเงาได้ดี จึงนิยมปลูกตามสวนสาธารณะนั่นเอง เสลา (Thai bungor) ชื่อวิทยาศาสตร์ Lagerstroemia loudonii […]
ภาพติดตา…ก่อกำเนิดภาพยนตร์
ปัจจุบันความเครียดในช่วงโควิด 19 แพร่ระบาด เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่หลายคนต้องเผชิญ เมื่อต้องจัดการกับความเครียดนั้นมีหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือที่ชอบ การออกไปท่องเที่ยว แต่มีอีกหนึ่งวิธีที่ผู้คนเลือกที่จะทำเพื่อผ่อนคลายความเครียด นั่นคือการดูภาพยนตร์ที่ตนเองชอบ เพราะว่าการดูภาพยนตร์นั้นจะช่วยทำให้ร่างกายของเรามีการผ่อนคลาย รู้สึกเหมือนได้พักผ่อน ได้เรียนรู้กับภาพยนตร์ที่ฉายที่จะทำให้เรามีความสุขมากขึ้นอยู่เสมอ แต่รู้หรือไม่ว่าภาพยนตร์ที่เราดูนั้นมีจุดกำเกิดมาจากอะไร สามารถศึกษาได้จากข้อมูลดังต่อไปนี้ ภาพยนตร์ คือ กระบวนการบันทึกภาพด้วยฟิล์ม แล้วนำมาฉายให้เห็นภาพเคลื่อนไหว ภาพที่ปรากฏบนฟิล์มภาพยนตร์หลังจากผ่านกระบวนการถ่ายทำแล้ว เป็นเพียงภาพนิ่งจำนวนมากที่แสดงอิริยาบถต่างๆ มาเรียงติดกันอย่างต่อเนื่องทำให้ผู้ชมมองเห็นเป็นภาพที่เคลื่อนไหว โดยใช้หลักการที่เรียกว่า “การเห็นภาพติดตา” (Persistence of vision) คิดค้นโดย Dr. John Ayrton Paris และเมื่อนำเอาภาพนิ่งเหล่านั้นมาฉายดูทีละภาพด้วยอัตราความเร็วในการฉายภาพต่อภาพเท่า ๆ กัน สายตามนุษย์จะยังคงรักษาภาพไว้ที่เรติน่าเป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 1/15 วินาที ถ้าหากภายในระยะเวลาดังกล่าวมีอีกภาพแทรกเข้ามาแทนที่ สมองของเราจะทำการเชื่อมโยงสองภาพเข้าด้วยกัน และจะทำหน้าที่ดังกล่าวต่อไปเรื่อย ๆ หากภาพต่อไปปรากฏในเวลาไล่เลี่ยกัน โดยเฉพาะในกรณีที่ภาพแต่ละภาพเป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องในลักษณะของการเคลื่อนไหว เมื่อนำมาเรียงต่อกันในระยะเวลากระชั้นชิด ภาพนิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็นภาพเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องกัน สำหรับเครื่องฉายภาพยนตร์เครื่องแรกของโลกที่เรียกว่า Kinetoscope ได้ถูกออกแบบในปี 1891 โดย William Kennedy Laurie […]

