พิสูจน์กลิ่นด้วยลิ้นสองแฉก

ในขณะที่มนุษย์ใช้จมูกในการรับรู้กลิ่น แต่สำหรับสัตว์บางชนิดกลับต่างออกไป เพราะพวกมันใช้ลิ้นในการตรวจจับและพิสูจน์กลิ่นได้อย่างน่าทึ่ง

สัตว์กลุ่มนี้มีลักษณะเฉพาะที่โดดเด่น คือ มี “ลิ้นสองแฉก” ซึ่งแตกต่างจากมนุษย์อย่างสิ้นเชิง เมื่อได้ยิน อาจชวนให้คิดถึงความหมายในเชิงลบ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับสัตว์ที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยชื่นชอบอย่างงู ภาพของงูแลบลิ้นเข้าออกแผลบ ๆ อาจทำให้หลายคนรู้สึกขยะแขยง แต่ใครจะรู้ว่าการกระทำที่ดูน่าขนลุกนี้ แท้จริงแล้วคือกลไกอันชาญฉลาดของธรรมชาติ ที่ช่วยให้พวกมันสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

ลิ้นสองแฉก (Forked Tongue) เป็นลักษณะของลิ้นที่มีการแยกออกเป็นสองแฉกมักพบในสัตว์กลุ่ม Squamata ซึ่งเป็นอันดับของสัตว์เลื้อยคลานที่ประกอบด้วยงูและกิ้งก่าหลายชนิด เช่น งูเห่า งูจงอาง งูเหลือม เตกู ตะกวด เหี้ย มังกรโคโมโด เป็นต้น  พวกมันใช้ลิ้นเพื่อรับรู้กลิ่นและสารเคมีในสิ่งแวดล้อม โดยมีกระบวนการทำงานดังนี้

1. ยืดลิ้นออกจากปาก

สัตว์ที่มีลิ้นสองแฉกจะยื่นลิ้นของมันออกจากปากไปในอากาศหรือสัมผัสพื้นดิน โดยลิ้นจะมีลักษณะแยกออกเป็นสองแฉก เพื่อทำหน้าที่เก็บสารเคมีหรือกลิ่นจากสิ่งแวดล้อม เช่น กลิ่นของเหยื่อ, เพื่อนร่วมสายพันธุ์, หรือภัยคุกคามจากสัตว์นักล่า

2. สัมผัสสารเคมี

ลิ้นสองแฉกไม่ใช่แค่การดมกลิ่นจากอากาศ แต่ยังช่วยให้สัตว์สัมผัสสารเคมีที่ลอยอยู่ในอากาศและบนพื้นดิน ซึ่งจะถูกเก็บไว้ที่ปลายลิ้นแต่ละข้าง

3. นำสารเคมีไปที่อวัยวะวิเคราะห์

หลังจากที่ลิ้นสัมผัสสารเคมีจากสิ่งแวดล้อม สัตว์จะนำลิ้นทั้งสองข้างไปใกล้ ๆอวัยวะพิเศษที่เรียกว่า Jacobsen’s organ ซึ่งตั้งอยู่ในโพรงจมูกหรือในปากของสัตว์ อวัยวะนี้จะช่วยให้สัตว์สามารถวิเคราะห์และแยกแยะสารเคมีที่รับมาจากลิ้น

4. ประมวลผลข้อมูลและตอบสนอง

เมื่อสารเคมีถูกส่งไปยัง Jacobsen’s organ สัตว์จะประมวลผลข้อมูลจากกลิ่นนั้น ๆ เช่น หากเป็นกลิ่นของเหยื่อ สัตว์อาจจะติดตามกลิ่นนั้นไปเพื่อจับเหยื่อ หรือหากเป็นกลิ่นของนักล่า สัตว์อาจจะเลือกหลบหนีไปจากพื้นที่นั้นทันที

วิธีการดังกล่าวอาจดูแปลกในสายตามนุษย์ แต่แท้จริงแล้วมันคือกลไกอันแยบยลที่ธรรมชาติสร้างขึ้นเพื่อความอยู่รอด พฤติกรรมนี้สะท้อนถึงความซับซ้อนและความงดงามของชีวิตสัตว์ ที่ยังคงมีเรื่องราวให้เราค้นหาและเรียนรู้อีกมากมาย

อ้างอิง

Message us