ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
โครงการสร้างความตระหนักรู้เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
รับสมัครทีมนักศึกษา สกร. ตัวแทนจากศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศ ชิงเงินรางวัลรวม 172,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร รับสมัครตั้งแต่ 22 พ.ค. 69 – 5 มิ.ย. 69 สมัครออนไลน์ได้ทาง https://forms.gle/GhsggFwdGsLNZ7K1A เมื่อสมัครผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ทีมผู้สมัครต้องนำส่งหลักฐานการสมัคร ซึ่งประกอบด้วย โดยส่งเอกสารทั้งหมดมายังศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 928 ถ.สุขุมวิท แขวงพระโขนงเขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 ภายในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 16.30 น. กำหนดการประกวด สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ หมายเหตุ FacebookFacebookXTwitterLINELine
ผีอำ (Sleep Paralysis)
ใครเคยเป็นแบบนี้บ้าง ? อาการอึดอัดคล้ายมีบางสิ่งบางอย่างกดทับทำให้ร่างกายขยับเคลื่อนไหวไม่ได้ มักจะเกิดขึ้นตอนนอนหลับ พอรู้สึกตัวอีกทีก็ขยับไม่ได้เสียแล้ว ถ้าเล่าให้คนอื่นฟังคงบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าคุณโดนผีอำแน่นอน!!! พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้คำจำกัดความว่า ผีอำ คืออาการที่ปรากฏเมื่อเวลานอนเคลิ้มไปว่ามีคนปลุกปล้ำหรือยึดคร่าให้มีอาการเหนื่อยหอบจนตื่นขึ้น อาการผีอำ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับคนไทยเท่านั้น แต่เป็นกันทั่วโลก ถึงขนาดที่มีรายการเกี่ยวกับประสบการณ์การโดนผีอำ “Aproject on sleep paralysis” และ “The nightmare” ใครสนใจก็ไปหาดูกันได้ แต่ในรายการไม่ได้อธิบายอาการผีอำในเชิงวิทยาศาสตร์มากนัก ดังนั้น ในบทความนี้จะอธิบายอาการผีอำในทางวิทยาศาสตร์และวิธีป้องกันการเกิดอาการผีอำ แท้ที่จริงแล้วอาการดังกล่าวไม่ได้เกิดจากภูตผีปีศาจ แต่เกิดจากความผิดปกติของร่างกายเวลานอน ทางการแพทย์เรียกอาการผีอำว่า Sleep Paralysis ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายรู้สึกตัว แต่ไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ได้ อาการนี้เกิดขึ้นในช่วงกึ่งหลับกึ่งตื่น คนที่เกิดอาการแบบนี้จะรู้สึกอึดอัด อึกอัก พูดไม่ได้ไปชั่วขณะ สังเกตว่าเราแทบไม่เคยเจอคนถูกผีอำขณะยังตื่นหรือมีสติเลย ผีอำนั้นแบ่งเป็นสองแบบคือ เกิดขึ้นในช่วงใกล้หลับ หรือเกิดขึ้นในช่วงใกล้ตื่น หากเป็นผีอำช่วงใกล้หลับ เราเรียกว่า Predormital Sleep Paralysis ในช่วงเวลานั้นร่างกายจะอยู่ในภาวะผ่อนคลาย เมื่อผีอำเกิดขึ้นในช่วงนี้ เรามักจะไม่ค่อยรู้ตัว อาจจะมีอาการเพียงรับรู้ว่าขยับตัวไม่ได้ พูดไม่ได้เท่านั้น […]
รู้หรือไม่ พืชกระท่อมถูกปลดล็อกจากการเป็นยาเสพติดแล้ว
ทุกคนทราบหรือไม่ว่า พืชกระท่อมจากเดิมที่ถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ในตอนนี้ได้มีประกาศออกมาว่าพืชกระท่อมได้รับการปลดออกจากสถานะยาเสพติดแล้วทำให้เราสามารถใช้พืชกระท่อมได้หลากหลายมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการวิจัย การปลูก หรือการบริโภค รู้อย่างนี้แล้วเรามาทำความรู้จักกับพืชกระท่อมกันดีกว่า ว่าพืชกระท่อมคืออะไร มาจากไหน มีประโยชน์หรือโทษอะไรบ้างผ่านบทความนี้กันเลย พืชกระท่อมมีถิ่นกำเนิดมาจากที่ใด ? พืชกระท่อม มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Mitragyna speciosa (Korth.) Havil. อยู่ในวงศ์ Rubiaceaeซึ่งเป็นพืชวงศ์เข็มและกาแฟ มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบได้มากทางภาคใต้ของประเทศไทยมาเลเซียลงไปจนถึงเกาะนิวกินี โดยในประเทศไทยพบอยู่ 3 สายพันธุ์ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์แตกต่างกันที่ลักษณะของใบ คือพันธุ์ก้านแดง (ก้านและเส้นใบสีแดง) พันธุ์แตงกวา (เส้นใบสีเขียวอ่อนกว่าแผ่นใบ) และพันธุ์ยักษาใหญ่ (ใบขนาดใหญ่กว่าพันธุ์อื่นและส่วนบนของขอบใบเป็นหยัก) ทำไมในอดีตพืชกระท่อมถึงจัดเป็นยาเสพติด ? ในอดีตมีการใช้ใบกระท่อมในการรักษาโรคต่าง ๆ โดยใช้ใบสดหรือใบแห้งนำมาเคี้ยว สูบ หรือชงเป็นน้ำชา ซึ่งกลุ่มผู้ใช้แรงงานและเกษตรกรมักบริโภคใบกระท่อมเพื่อกดอาการเมื่อยล้าขณะทำงาน ทำให้สามารถทำงานได้นานขึ้น และตั้งแต่ปี 2486 ในสมัยรัชกาลที่ 8 รัฐบาลได้ออกกฎหมายควบคุมพืชกระท่อมให้พืชกระท่อมจัดเป็นยาเสพติดเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางการค้าและภาษีของรัฐ เนื่องจากรัฐเป็นผู้ผูกขาดการผลิตฝิ่น ซึ่งมีราคาแพง ทำให้คนหันมาสูบกระท่อมแทนฝิ่น พืชกระท่อมสามารถกินในรูปแบบใดได้บ้าง การกินพืชกระท่อมมักนิยมนำใบสดหรือใบแห้งมาเคี้ยว สูบ หรือชงเป็นน้ำชา แต่ถ้าหากกินใบกระท่อมโดยไม่ได้รูดเอาก้านใบออกจากตัวใบก่อน อาจทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า […]
เรารู้อายุของปลาได้อย่างไร
เรารู้อายุของมนุษย์และสัตว์ได้ด้วยการคำนวณจากวันเดือนปีเกิด ส่วนอายุของต้นไม้ก็คำนวณได้จากวงปีในเนื้อไม้ของต้นไม้นั้น ๆ ถ้าเราอยากรู้อายุของปลา จะรู้ได้จากอะไร ปลาเป็นสิ่งมีชีวิต ย่อมต้องมีการเจริญเติบโต จากรายงานทางวิชาการพบว่าปลาทะเลบางชนิดในเขตอบอุ่นมีอายุถึง 20 ปี เช่น ปลาแฮร์ริ่งในทะเลเหนือ หรือปลาบึกในแม่น้ำโขงอาจมีอายุมากกว่า 15 ปี ในขณะที่ ปลาทูอาจมีอายุเพียง 3 ปี ก่อนจะถูกชาวประมงจับ นักวิทยาศาสตร์มีวิธีคำนวณอายุของปลาหลายวิธีขึ้นอยู่กับชนิดของปลานั้น ๆ สำหรับปลามีเกล็ด จำนวนเกล็ดจะไม่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่เกิดจนตาย เราจึงไม่สามารถรู้อายุของปลาจากจำนวนเกล็ดได้ ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงใช้วิธีนับจำนวนวงปีบนเกล็ดปลา ซึ่งวงปีดังกล่าว มีลักษณะเป็นวง และมีเส้นขอบชัดเจนเป็นการแสดงระยะเวลาการเจริญเติบโตของปลาเหล่านั้น หากบนเกล็ดปลานั้นมีวงปีจำนวนมาก แสดงว่าปลานั้นมีอายุมาก ในกรณีที่ปลาไม่มีเกล็ด จะใช้วิธีคำนวณอายุจากกระดูกหูของปลา (กระดูกชิ้นเล็ก ๆ ที่เชื่อมระหว่างหูกับกระเพาะลม) โดยการนำกระดูกหูไปตัดขวาง แล้วสังเกตวงปีบนกระดูกหูของปลานั้น อ้างอิง หนังสือ 243 คำถามวิทย์ต่อยอดความคิดไม่รู้จบ หนังสือ ชีวิตน่ารู้ นานมีบุ๊คส์ 2543 https://www.saranukromthai.or.th FacebookFacebookXTwitterLINELine
กราโนล่า อาหารสุดฮิตของคนรักสุขภาพ
ถ้าพูดถึงอาหารเช้าหลายคนคงนึกถึงโจ๊ก ข้าวต้ม หรืออาหารเช้าแบบตะวันตก เช่น ขนมปัง ไข่ดาว ไส้กรอก แต่สำหรับคนรักสุขภาพหรือคนที่ไม่มีเวลา อาหารเช้าที่สะดวกที่สุดหนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้น “กราโนล่า” เพราะแค่ฉีกซองเทลงบนโยเกิร์ตหรือจะใส่นมก็พร้อมทานแล้ว มันทั้งสะดวก ง่าย และยังเต็มไป ด้วยประโยชน์มากมาย กราโนล่า (Granola) หรืออาจเรียกว่า ซีเรียลธัญพืช ประกอบไปด้วยธัญพืชชนิดต่าง ๆ เช่น ข้าวโอ๊ต เมล็ดถั่วต่าง ๆ ผลไม้อบแห้งและมีส่วนผสมที่ให้ความหวาน คือ น้ำผึ้ง น้ำตาล คาราเมล หรือช็อกโกแลต มีทั้งแบบที่บรรจุในซองคล้ายซีเรียลและแบบอัดแท่งที่สามารถแกะห่อแล้วรับประทานได้เลย สามารถใช้ทานเป็นของว่างระหว่างวันหรือทานคู่กับนมสดเป็นอาหารเช้าก็ได้ กราโนล่ามีลักษณะคล้ายกับซีเรียลแต่มีประโยชน์มากกว่าจึงเป็นตัวเลือกที่คนใส่ใจสุขภาพชื่นชอบ เพราะไม่ได้มีดีแค่ความอร่อยแต่ยังเต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการดังต่อไปนี้ 1. ไฟเบอร์ ธัญพืช ข้าวโอ๊ต และเมล็ดถั่วต่าง ๆ ที่เป็นส่วนผสมหลักของกราโนล่าอุดมไปด้วยไฟเบอร์ หรือใยอาหารที่มีส่วนช่วยเรื่องระบบย่อยอาหาร การขับถ่าย ลดอาการท้องผูก ควบคุมระดับน้ำตาลและ คอเรสเตอรอลในเลือด 2. โปรตีน ถั่วและธัญพืช เป็นแหล่งโปรตีนที่พบในกราโนล่า ซึ่งการรับประทานอาหารที่มีโปรตีน โดยเฉพาะในมื้อเช้าจะช่วยให้สามารถควบคุมความหิวระหว่างมื้อได้ดี 3. วิตามิน กราโนล่าเป็นอาหารที่มีวิตามินสูงโดยเฉพาะวิตามินอี ที่มีส่วนช่วยต้านอนุมูลอิสระ ชะลอการเสื่อมของเซลล์ สร้างภูมิคุ้มกันและบำรุงผิวพรรณ […]

