ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
โครงการสร้างความตระหนักรู้เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
รับสมัครทีมนักศึกษา สกร. ตัวแทนจากศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศ ชิงเงินรางวัลรวม 172,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร รับสมัครตั้งแต่ 22 พ.ค. 69 – 5 มิ.ย. 69 สมัครออนไลน์ได้ทาง https://forms.gle/GhsggFwdGsLNZ7K1A เมื่อสมัครผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ทีมผู้สมัครต้องนำส่งหลักฐานการสมัคร ซึ่งประกอบด้วย โดยส่งเอกสารทั้งหมดมายังศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 928 ถ.สุขุมวิท แขวงพระโขนงเขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 ภายในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 16.30 น. กำหนดการประกวด สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ หมายเหตุ FacebookFacebookXTwitterLINELine
คันศรแห่งรัตติกาล (Moonbow)
ในเดือนมิถุนายนของทุกปี เรามักพบเห็นสีรุ้งอยู่ในสื่อต่าง ๆ รุ้ง หรือรุ้งกินน้ำ (Rainbow) เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่สวยงามน่าอัศจรรย์ และความอัศจรรย์จะเพิ่มมากขึ้นไปอีก เมื่อได้รู้ว่า เราสามารถมองเห็นรุ้งได้ในเวลากลางคืนได้เช่นกัน รุ้งที่เห็นได้ในเวลากลางคืน เราเรียกว่า รุ้งแสงจันทร์หรือรุ้งจันทรา (Moonbow) รุ้ง หรือรุ้งกินน้ำ (Rainbow) เกิดขึ้นเมื่อในอากาศมีละอองน้ำจำนวนมาก แสงจากดวงอาทิตย์ส่องผ่านละอองน้ำนั้น เกิดการกระจายออกเป็นแสงสีและเกิดการสะท้อนกลับหมด ทำให้เรามองเห็นเป็นแถบสีต่าง ๆ 7 สี คือ สีม่วง สีคราม สีน้ำเงิน สีเขียว สีเหลือง สีแสด และสีแดง ตามลำดับ โดยสีม่วงอยู่ด้านล่างสุด และสีแดงจะอยู่ด้านบนสุด รุ้งกินน้ำมักเกิดหลังจากฝนตกใหม่ ๆ และเกิดในทิศตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์ รุ้งแสงจันทร์, รุ้งจันทรา หรือคันศรแห่งรัตติกาล (Moonbow) เป็นรุ้งที่เกิดในเวลากลางคืน เกิดจากแสงอาทิตย์ที่กระทบดวงจันทร์แล้วส่องมาบนโลก (ซึ่งหลายคนเข้าใจว่าเป็นแสงจันทร์) โดยแสงจันทร์ต้องมีความสว่างมากเพียงพอ ท้องฟ้ามืดสนิท ดวงจันทร์จะต้องทำมุมน้อยกว่า 42 องศาเหนือพื้นราบ และละอองน้ำจากฝนหรือน้ำตกต้องอยู่ตรงข้ามกับดวงจันทร์ เพื่อให้แสงจันทร์สาดส่องได้ทั่วถึง ทั้งหมดนี้ เป็นปัจจัยสำคัญมากต่อการเกิดรุ้งแสงจันทร์ เราจึงพบเห็นได้ยาก […]
พฤติกรรมชวนสงสัยของสุนัข
เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินว่าสุนัขคือเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์เพราะสุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีวิวัฒนาการในการปรับตัวให้ใกล้ชิดกับมนุษย์มากที่สุด พร้อมทั้งมีหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูและมีความสามารถที่โดดเด่นทำให้เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่มนุษย์นิยมเลี้ยงมาก แต่ในการเลี้ยงสุนัขนั้นต้องการความเอาใจใส่และความเข้าใจเป็นอย่างมาก วันนี้เราจะมาอธิบายพฤติกรรมสุนัขที่หลายคนไม่เข้าใจตามหลักชีววิทยาให้คนรักสุนัขได้เข้าใจสัตว์เลี้ยงของคุณได้มากยิ่งขึ้น มาพูดกันถึงพฤติกรรมอันน่าสงสัยอย่างแรก คือ ทำไมสุนัขถึงเล่นได้ตลอดทั้งวัน เมื่อพูดถึงเรื่องการเคลื่อนไหวร่างกายของสุนัขนั้น จะต้องบอกเลยว่าสุนัขนั้นมีความแข็งแรงว่องไวเป็นอย่างมาก เพราะสุนัขมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง และระบบหมุนเวียนเลือดที่ช่วยในการวิ่ง ทำให้สามารถวิ่งได้เป็นเวลานาน นี่คือเหตุผลที่สุนัขสามารถเล่นซนได้ทั้งวัน และวิธีที่จะช่วยได้ คือ การพาออกไปวิ่งหรือเดินออกกำลัง เพื่อลดพลังงานที่มีจำนวนมากให้ลดน้อยลง และสิ่งที่คนเลี้ยงสุนัขต้องเจอนั่นก็คือ การเห่า (Barking) การร้องคราง (Whine) และการคำราม (Growl) ซึ่งสุนัขจะใช้การเห่าเป็นการส่งเสียงบอกความเป็นเจ้าของในเขตแดนหรือพื้นที่ของตนเอง ใช้การร้องครางในการเรียกร้องความสนใจจากเจ้าของหรือจากแม่ของมัน และสุนัขจะคำรามบ่งบอกถึงความก้าวร้าว อย่างเช่นเมื่อถูกคุกคามหรือถูกแย่งอาหารไป อีกพฤติกรรมที่น่าสงสัยว่าทำไมสุนัขของคุณจะวิ่งไปดมทุกสิ่งทุกอย่าง ดมจนทั่วบริเวณเลยทีเดียวหรือแม้แต่เวลาเจอสุนัขตัวอื่นก็จะเห็นได้ว่าสุนัขจะดมบริเวณก้นของสุนัขอีกตัว เนื่องจากสุนัขมีประสาทสัมผัสที่ว่องไวมากโดยเฉพาะการดมกลิ่น ภายในจมูกของสุนัขมีเซลล์รับกลิ่นที่เรียกว่า Olfactory cells อยู่จำนวนมาก ซึ่งทำให้สามารถรับกลิ่นได้ไวมากกว่ามนุษย์ถึง 40 เท่า เซลล์เหล่านี้จะอยู่ตามผิวภายในโพรงจมูก ซึ่งสุนัขจะใช้กลิ่นในการสื่อสาร รับและจดจำข้อมูล ส่งสัญญาณเตือนภัย หรือแสดงอาณาเขต เปรียบได้ว่าสุนัขรับรู้และมองเห็นโลกภายนอกผ่านจมูกนั่นเอง มนุษย์จึงนำความสามารถใช้การรับกลิ่นของสุนัขในภารกิจต่าง ๆ เช่น ใช้สุนัขติดตามค้นหาบุคคลในสถานการณ์ต่าง ๆ ค้นหายาเสพติด หรือวัตถุผิดกฎหมายต่าง ๆ เป็นต้น พฤติกรรมที่มักจะเห็นได้บ่อยคือ การเอียงหัวหรือยกหู เพราะหูของสุนัขนั้นมีกล้ามเนื้อและเส้นประสาทที่มากกว่าในหูของมนุษย์ถึงสี่เท่า […]
กราโนล่า อาหารสุดฮิตของคนรักสุขภาพ
ถ้าพูดถึงอาหารเช้าหลายคนคงนึกถึงโจ๊ก ข้าวต้ม หรืออาหารเช้าแบบตะวันตก เช่น ขนมปัง ไข่ดาว ไส้กรอก แต่สำหรับคนรักสุขภาพหรือคนที่ไม่มีเวลา อาหารเช้าที่สะดวกที่สุดหนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้น “กราโนล่า” เพราะแค่ฉีกซองเทลงบนโยเกิร์ตหรือจะใส่นมก็พร้อมทานแล้ว มันทั้งสะดวก ง่าย และยังเต็มไป ด้วยประโยชน์มากมาย กราโนล่า (Granola) หรืออาจเรียกว่า ซีเรียลธัญพืช ประกอบไปด้วยธัญพืชชนิดต่าง ๆ เช่น ข้าวโอ๊ต เมล็ดถั่วต่าง ๆ ผลไม้อบแห้งและมีส่วนผสมที่ให้ความหวาน คือ น้ำผึ้ง น้ำตาล คาราเมล หรือช็อกโกแลต มีทั้งแบบที่บรรจุในซองคล้ายซีเรียลและแบบอัดแท่งที่สามารถแกะห่อแล้วรับประทานได้เลย สามารถใช้ทานเป็นของว่างระหว่างวันหรือทานคู่กับนมสดเป็นอาหารเช้าก็ได้ กราโนล่ามีลักษณะคล้ายกับซีเรียลแต่มีประโยชน์มากกว่าจึงเป็นตัวเลือกที่คนใส่ใจสุขภาพชื่นชอบ เพราะไม่ได้มีดีแค่ความอร่อยแต่ยังเต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการดังต่อไปนี้ 1. ไฟเบอร์ ธัญพืช ข้าวโอ๊ต และเมล็ดถั่วต่าง ๆ ที่เป็นส่วนผสมหลักของกราโนล่าอุดมไปด้วยไฟเบอร์ หรือใยอาหารที่มีส่วนช่วยเรื่องระบบย่อยอาหาร การขับถ่าย ลดอาการท้องผูก ควบคุมระดับน้ำตาลและ คอเรสเตอรอลในเลือด 2. โปรตีน ถั่วและธัญพืช เป็นแหล่งโปรตีนที่พบในกราโนล่า ซึ่งการรับประทานอาหารที่มีโปรตีน โดยเฉพาะในมื้อเช้าจะช่วยให้สามารถควบคุมความหิวระหว่างมื้อได้ดี 3. วิตามิน กราโนล่าเป็นอาหารที่มีวิตามินสูงโดยเฉพาะวิตามินอี ที่มีส่วนช่วยต้านอนุมูลอิสระ ชะลอการเสื่อมของเซลล์ สร้างภูมิคุ้มกันและบำรุงผิวพรรณ […]
ทำไม “กอด” ถึงชาร์จพลังได้
อาการหมดไฟ หรือหมดพลังในการทำบางสิ่งบางอย่างที่ถึงแม้ว่าจะเป็นสิ่งที่เคยชื่นชอบ การเหนื่อยกับการทำงาน เหนื่อยกับการใช้ชีวิต สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อสภาพจิตใจของคน ๆ นั้น อาจทำให้มีความคิดที่เลวร้าย เช่น การไม่อยากอยู่บนโลกนี้แล้วซึ่งนำไปสู่การพยายามฆ่าตัวตาย หรือการทำร้ายตัวเอง อาการเหล่านี้ใช่ว่าไม่สามารถรักษาหรือบรรเทาให้ดีขึ้นไม่ได้ สิ่งหนึ่งที่สามารถช่วยได้โดยที่หลายคนอาจไม่รู้มาก่อนนั่นคือ การกอด การกอด คือ การแสดงความรักเป็นภาษากายที่ใช้ทักทายและบอกลาเพื่อน ครอบครัวหรือเพื่อนร่วมงานที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย กอดมีค่ามากกว่าการเป็นสื่อแสดงความรัก เราสามารถเรียกการกอดได้ว่า “พลัง” เพราะขณะที่ร่างกายเรากำลังหมดแรง รู้สึกเหนื่อย ท้อแท้ หรือเศร้าใจ การได้กอดดี ๆ จากคนที่เรารักจะทำให้เรารู้สึกเหมือนได้ชาร์จแบตให้เต็มอีกครั้ง เนื่องจากการกอดเป็นการสัมผัสที่ช่วยลดฮอร์โมนคอร์ติซอล (cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกิดจากความเครียด ช่วยทำให้รู้สึกมั่นคง ปลอดภัยทางอารมณ์ เมื่อมีการสัมผัสไม่ว่าจะเป็นการจับมือหรือการกอดนานกว่า 20 วินาที เราจะรับรู้ถึงความรู้สึกนั้น และร่างกายก็จะมีการตอบสนอง โดยสมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) จะผลิตสารเคมีที่เรียกว่า ออกซิโทซิน (Oxytocin) หรือฮอร์โมนแห่งความรัก ซึ่งปล่อยออกมาจากต่อมใต้สมอง ทำให้รู้สึกอบอุ่น รู้สึกดี นอกจากนี้ยังกระตุ้นการทำงานของฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเม็ดเลือดแดง ทำให้ลำเลียงออกซิเจนไปยังเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกายได้ดีขึ้น ส่งผลให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า แข็งแรง สุขภาพดี […]

