
ปัจจุบันปัญหาขยะพลาสติกกลายเป็นปัญหาใหญ่ของโลก ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่รู้หรือไม่ว่าจุดเริ่มต้นของการใช้ถุงพลาสติกมาจากความต้องการที่จะรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการตัดไม้ ทำลายป่า จากการใช้ถุงกระดาษ ด้วยคุณสมบัติที่ดีของพลาสติกที่มีความแข็งแรง น้ำหนักเบาและสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ แต่ปัจจุบันกลับพบว่าถุงพลาสติกเป็นตัวปัญหาที่ใหญ่กว่าในการจัดการ เนื่องจากถุงพลาสติกถูกใช้แล้วทิ้งเพียงครั้งเดียวไม่ถูกนำกลับมาใช้ซ้ำ อีกทั้งการย่อยสลายใช้เวลานานทำให้มันตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อมจนเกิดปัญหาขยะล้นโลกในที่สุด
นวัตกรรมการผลิตพลาสติกที่ย่อยสลายได้ง่ายจึงเกิดขึ้นเป็นที่มาของพลาสติกแตกสลายทางชีวภาพได้ (biodegradable plastics) แต่ก็ยังคงพบปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้พลาสติกย่อยสลายทางชีวภาพนี้ คือ พลาสติกย่อยสลายเองไม่ได้ทั้งหมด เนื่องจากพลาสติกกลุ่มนี้มีการผสมสารอินทรีย์บางส่วน ทำให้จุลินทรีย์ย่อยสลายได้เฉพาะส่วนที่เป็นสารอินทรีย์ แต่ยังคงเหลือพลาสติกที่ย่อยสลายยากอยู่ ทำให้พลาสติกที่ได้มีลักษณะที่ไม่แตกต่างจากเดิมที่ใช้เวลานานกว่าจะถูกย่อยสลายในสิ่งแวดล้อม
ตัวอย่างพลาสติกในกลุ่มนี้ที่ถูกนำมาใช้ คือ พลาสติกย่อยสลายได้ชนิดอ๊อกโซ (oxo-degradable plastics) เป็นพลาสติกที่ผลิตเหมือนพลาสติกทั่วไป แต่เติมสารเคมีที่มีคุณสมบัติเป็นสารเร่งให้เกิดปฏิกิริยาเพื่อย่อยสลายได้ โดยต้องอาศัยปฏิกิริยาเคมีทางธรรมชาติ คือ แสงแดด ความร้อน และออกซิเจน ทำให้พลาสติกแตกสลายกลายเป็นพลาสติกที่มีขนาดเล็ก ๆ ที่เรียกกันว่า ไมโครพลาสติก (microplastics) ทำให้ในหลายประเทศต้องออกประกาศยกเลิกการใช้พลาสติกในกลุ่มนี้
ต่อมาจึงเปลี่ยนมาเป็นพลาสติกชีวภาพ (bioplastics) ที่ทำมาจากวัตถุดิบธรรมชาติ (bio-based plastics) โดยใช้แหล่งคาร์บอนที่มีอยู่ในโมเลกุลของแป้ง น้ำตาล น้ำมันพืช หรือเซลลูโลส ที่มีโครงสร้างทางเคมีคล้ายพอลิเมอร์ เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย เป็นต้น มาใช้แทนวัตถุดิบที่ได้จากการสกัดเชื้อเพลิงฟอสซิล ทำให้พลาสติกชีวภาพสามารถย่อยสลายเป็นแร่ธาตุและสารประกอบในธรรมชาติ คือ คาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และชีวมวล เรียกพลาสติกในกลุ่มนี้ว่า พลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (compostable plastic) สามารถแตกสลายภายใน 12 สัปดาห์ และย่อยสลายลงร้อยละ 90 ภายใน 180 วัน
แต่การย่อยสลายยังคงต้องควบคุมสภาวะให้เหมาะสม โดยจำเป็นที่จะต้องแยกพลาสติกที่มีการติดป้าย compostable นี้ออกจากขยะอื่น เพื่อนำกลับมาจัดการให้มีประสิทธิภาพ เนื่องจากพลาสติกประเภทนี้อยู่ในธรรมชาติก็ไม่สามารถสลายตัวได้ ถ้าอยู่ในสภาวะที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นในภาคอุตสาหกรรมจึงมีการนำพลาสติกในกลุ่มนี้ไปผ่านกระบวนการทำปุ๋ยหมัก ทำให้ได้ปุ๋ยที่มีแร่ธาตุหรือได้ฮิวมัส (humus) สามารถนำไปปลูกพืชต่อไปได้
ส่วนในอุตสาหกรรมอาหารเริ่มมีแนวทางในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อลดการใช้พลาสติก โดยเฉพาะพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (single – use plastic) โดยใช้วัสดุธรรมชาติที่ได้จากพืชและสัตว์ สามารถย่อยได้เหมือนอาหาร เช่น สตาร์ช (starch), เซลลูโลส, ไคโตแซน, อัลจิเนต, คอลลาเจน, เจลาติน เป็นต้น อีกทั้งยังสามารถบริโภคได้เลย ไม่เหลือขยะจากการใช้บรรจุภัณฑ์ โดยลักษณะของบรรจุภัณฑ์จะเป็นแผ่นฟิล์ม สามารถใช้ห่อหุ้มอาหารแทนพลาสติกได้ ซึ่งปัจจุบันยังคงมีการวิจัยวัสดุต่าง ๆ เพื่อที่จะสามารถนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถช่วยในลดการใช้พลาสติกได้
อย่างไรก็ตาม ถ้าเรายังไม่ตระหนักหรือเข้าใจถึงวิธีการจัดการขยะพลาสติกที่ถูกต้อง ถึงแม้จะเป็นพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ ถ้าไม่ลดการใช้หรือการนำกลับมาใช้ซ้ำ และการจัดการขยะอย่างเหมาะสม ดังนั้นถ้าเราช่วยกันแยกขยะแต่ละประเภทก่อนทิ้ง ก็สามารถช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวได้
อ้างอิง
