
ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปิดบริการในวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยปิดบริการในวันหยุดนักขัตฤกษ์ เดือนมีนาคม 2569 ดังนี้ วันอังคารที่ 3 มีนาคม 2569 : วันมาฆบูชา

ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปิดบริการในวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ โดยปิดบริการในวันหยุดนักขัตฤกษ์ เดือนมีนาคม 2569 ดังนี้ วันอังคารที่ 3 มีนาคม 2569 : วันมาฆบูชา
ขอเชิญเข้าร่วมการประกวดแข่งขันนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์สำหรับผู้สูงวัย “แฮปปี้…สูงวัย” ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ประเภท สิ่งประดิษฐ์เพื่อช่วยเสริมคุณภาพชีวิตด้านการประกอบอาชีพสำหรับผู้สูงวัย จัดโดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อส่งเสริม สนับสนุนและดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เสริมสร้างทักษะให้กับกลุ่มผู้สูงวัยอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดรับผลงานจากบุคคลทั่วไปผู้มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป (ต้องผ่านการประกวดระดับพื้นที่จากกลุ่มศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา) ซึ่งผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 13,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร และยังมีรางวัลชมเชยอีก 17 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 89,000 บาท เงื่อนไขการสมัคร หลักฐานการสมัคร ประกอบด้วย กำหนดการประกวด หมายเหตุ สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ FacebookFacebookXTwitterLINELine
ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ให้บริการส่วนการแสดงท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ เปิดการแสดงเป็นรอบ ๆ ละประมาณ 1 ชั่วโมง ให้บริการผู้ชม 280 ที่นั่ง ต่อ 1 รอบการแสดง ช่วงแรกของการแสดงฯ เป็นการบรรยายให้ความรู้ด้านดาราศาสตร์และอวกาศ โดยนักวิชาการศึกษา และช่วงท้ายเป็นการฉายภาพยนตร์เต็มโดมจากเครื่องฉายดาวและสื่อมัลติมีเดีย การแสดง ภาพยนตร์เต็มโดมเดือนมีนาคม 2569 เรื่อง การมองเห็นเมื่อแสงจากดวงดาวเดินทางเข้าไปยังจิตใจ (SEEING! a photon’s journey across space, time and mind) แสงจากดวงดาวเดินทางผ่านอวกาศนับล้านปี ก่อนมาถึงตาและสมองของนักดูดาวตัวน้อย เชิญชมเรื่องราวของการมองเห็นที่ซ่อนอยู่ในร่างกายและจิตใจมนุษย์ เรียนรู้การเดินทางของแสงจากดวงดาวที่ห่างไกล, กลไกการมองเห็นของมนุษย์ และความเชื่อมโยงระหว่างดาราศาสตร์กับการรับรู้ผ่านสมองและจิตใจ FacebookFacebookXTwitterLINELine
ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอยู่ 5 ดวง ได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี และ ดาวเสาร์ ตามลำดับ ส่วนดาวยูเรนัสกับดาวเนปจูนนั้น จะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จำเป็นต้องอาศัยกล้องโทรทรรศน์ในการช่วยสังเกต ในบทความนี้เราจะมาทำความรู้จักกับดาวยูเรนัสกัน ดาวยูเรนัส (Uranus) เป็นดาวเคราะห์ลำดับที่ 7 ของระบบสุริยะ ในช่วงที่ดาวยูเรนัสเข้าใกล้โลกที่สุดจะเป็นช่วงที่เราสามารถมองเห็นดาวยูเรนัสด้วยตาเปล่าได้ ซึ่งในช่วงนี้ดาวยูเรนัสจะมีโชติมาตรปรากฏ 5.7 (โชติมาตรปรากฏที่เราสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าคือ 6) เป็นช่วงที่พอจะสังเกตเห็นได้จาง ๆ แต่เราจะจำแนกไม่ได้ หรือเกือบไม่ได้ เนื่องจากบนท้องฟ้าในเวลากลางคืนมีดาวที่มีความสว่างใกล้เคียงกับดาวยูเรนัสอยู่เป็นจำนวนมาก จุดแสงของดาวยูเรนัสจึงกลมกลืนไปกับดาวฉากหลัง ทำให้ไม่อาจจำแนกได้ว่าจุดไหนเป็นดาวยูเรนัส ดาวยูเรนัสมีอีกชื่อเรียกหนึ่งในภาษาไทยว่า ดาวมฤตยู ซึ่งแปลว่า ดาวแห่งความตาย ส่วนคำว่า ‘ยูเรนัส’ นั้น มาจากชื่อของเทพเจ้ากรีก ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งท้องฟ้า คำ ๆ นี้ได้ถูกเสนอให้นำมาตั้งเป็นชื่อดาวเพื่อที่จะได้สอดคล้องกับชื่อดาวดวงอื่นที่เป็นชื่อของเทพเจ้าเช่นกัน และชื่อนี้ก็ได้ถูกยอมรับกันอย่างกว้างขวางดาวยูเรนัส มีองค์ประกอบคล้ายดาวพฤหัสบดี ซึ่งภายในดาวจะประกอบไปด้วยไฮโดรเจน และฮีเลียม เป็นส่วนใหญ่ แต่ลึกลงไปชั้นในมีส่วนประกอบของ แอมโมเนีย และมีเทน ผสมอยู่ด้วย เนื่องจากดาวยูเรนัส […]
ลองจินตนาการว่าภายใต้ท้องทะเลอันกว้างใหญ่ที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เลยจะเป็นอย่างไร ก็คงจะเป็นทะเลที่ว่างเปล่าไร้สีสัน และแน่นอนว่าเรากำลังพูดถึงสัตว์ทะเลเช่น ปลา เต่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมอย่างโลมากับวาฬ และสัตว์น้ำอื่น ๆ ที่อาศัยในท้องทะเล และยังเป็นตัวเพิ่มสีสันความสวยงามให้กับท้องทะเลอีกด้วย ซึ่งสัตว์ทะเลเหล่านี้กำลังมีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว โดยสาเหตุที่สัตว์ทะเลน้อยลงนั้นปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการประมงที่จับสัตว์ทะเลเกินขนาด (Overfishing) โดยอธิบายสั้น ๆ ว่าคือ การจับสัตว์น้ำเกินความสามารถในการผลิตของธรรมชาติ อาจจะเป็นประโยคที่ดูแล้วไม่น่ากลัวอย่างที่คิด แต่ภายใต้ของประโยคนี้ได้สร้างความเสียหายพอ ๆ กับปัญหาขยะในทะเล หรือปัญหามลพิษทางทะเล และอาจจะมีผลกระทบมากกว่านี้ สูญเสียสมดุลทางทะเล การจับสัตว์น้ำพลอยได้ (bycatch) เป็นการจับเฉพาะสัตว์น้ำชนิดหนึ่ง (species target) โดยใช้เครื่องมือประมงอย่างเช่น เรือลากอวน แต่จะลากสัตว์ทะเลชนิดอื่นไปด้วย (non-species target) เช่น โลมา วาฬ เต่าทะเล แมวน้ำ นกทะเล และฉลาม โดยทุก ๆ ปี การทำประมงจะจับสัตว์ทะเลที่ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งส่วนใหญ่สัตว์ที่จับได้จะตายเกือบทั้งหมด มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจยังมีชีวิตรอด แต่เมื่อปล่อยลงสู่ทะเลไม่นานก็คงตายอยู่ใต้ก้นทะเล มีผลให้ประชากรของสัตว์น้ำดังกล่าวลดลง เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์และส่งผลไปถึงสมดุลของระบบนิเวศใต้ท้องทะเล ยกตัวอย่างฉลามที่ทุกคนกลัวกันนั้นเป็นผู้บริโภคลำดับสูงสุดในห่วงโซ่อาหารเป็นเหมือนผู้รักษาสมดุลประชากรของผู้บริโภคลำดับที่รองลงมาจากฉลาม เมื่อฉลามถูกจับไป สัตว์ที่เป็นลำดับรองลงมาก็จะมีประชากรเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสัตว์ทะเลเหล่านี้กินผู้ผลิตอย่างแพลงก์ตอนเป็นอาหาร เมื่อประชากรมากแพลงก์ตอนที่ถูกกินก็จะน้อยลง […]
วูล์ฟเฟีย (Wolffia globosa) ที่คนไทยเรียกว่า ผำ หรือ ไข่ผำ คือพืชน้ำชนิดที่ลอยน้ำ และเป็นพืชดอกที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก โดยมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยอยู่ที่ 0.1-0.2 มม. มีลักษณะใบกลม ไม่มีราก บางชนิดอาจมีรากแต่จะไม่มีขนราก จัดอยู่ในวงศ์บอน (Araceae family) วงศ์ย่อยแหน (Lemnoideae subfamily) ตามระบบการจัดวงศ์แบบ Angiosperm Phylogeny Group (APG) หรือ จัดอยู่ในวงศ์แหน (Lemnaceae family) ตามการจัดวงศ์พืชระบบเดิม โดยทั่วไปผำมักอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำที่สะอาด ตั้งแต่โบราณคนไทยจึงนิยมนำมาประกอบเป็นอาหารท้องถิ่น โดยเฉพาะในพื้นที่ทางภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งรสชาติของผำนั้นมีรสจืด และไม่ได้มีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์แต่อย่างใด ทำให้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ผู้คนนิยมเอามาเสริมแต่งอาหาร เพราะจะไม่ทำให้อาหารเสียรสชาติเดิม และยังได้รสสัมผัสของผำเพิ่มเติมอีกด้วย ยกตัวอย่างเมนูอาหาร เช่น แกงไข่ผำ ไข่ผำผัดไข่ ไข่เจียวไข่ผำ ยำไข่ผำ และอื่น ๆ อีกหลากหลายเมนู นอกจากนี้ผำยังมีโภชนาการอีกหลายอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น วิตามิน แร่ธาตุ โปรตีน รวมไปถึงกรดอะมิโนอีกหลากหลายชนิด เช่น […]
