ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
โครงการประกวดแข่งขันนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์สำหรับผู้สูงวัย “แฮปปี้…สูงวัย” ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569
ขอเชิญเข้าร่วมการประกวดแข่งขันนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์สำหรับผู้สูงวัย “แฮปปี้…สูงวัย” ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ประเภท สิ่งประดิษฐ์เพื่อช่วยเสริมคุณภาพชีวิตด้านการประกอบอาชีพสำหรับผู้สูงวัย จัดโดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อส่งเสริม สนับสนุนและดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เสริมสร้างทักษะให้กับกลุ่มผู้สูงวัยอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดรับผลงานจากบุคคลทั่วไปผู้มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป (ต้องผ่านการประกวดระดับพื้นที่จากกลุ่มศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา) ซึ่งผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 13,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร และยังมีรางวัลชมเชยอีก 17 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 89,000 บาท เงื่อนไขการสมัคร หลักฐานการสมัคร ประกอบด้วย กำหนดการประกวด หมายเหตุ สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ FacebookFacebookXTwitterLINELine
ฟิสิกส์กับบอลลูน
บอลลูนลอยได้อย่างไร ยานพาหนะที่เคลื่อนที่อยู่บนท้องฟ้า นอกจากเครื่องบินแล้วบอลลูนก็เป็นอีกยานพาหนะที่บ่งบอกว่ามนุษย์เราในสมัยก่อนมีความใฝ่ฝันที่อยากจะบินได้เหมือนนก จนเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2326 มีการบันทึกการบินด้วยบอลลูนครั้งแรก โดยเกิดขึ้นที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นบอลลูนที่ทำจากกระดาษและผ้าไหม ออกแบบโดยโจเซฟ มงต์กอลฟิเยร์ (Joseph-Michel Montgolfier) และเอเตียน มงต์กอลฟิเยร์ (Jacques-Étienne Montgolfier) สองพี่น้อง นักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศส เป็นคนสร้างบอลลูนที่ขับเคลื่อนด้วยอากาศร้อน เดินทางที่ความสูง 500 ฟุตในอากาศ เป็นระยะทาง 5 1/2 ไมล์ ใช้เวลา 25 นาทีได้สำเร็จ โดยที่ส่วนประกอบของบอลลูนและหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้บอลลูนลอยได้ ศึกษาได้จากข้อมูลดังต่อไปนี้ ถุงบอลลูน “Envelope” ทำจากผ้าไนลอนชนิด rip-stop nylon ที่ไม่ฉีกขาดง่าย ถักทอแบบร่างแห ทำให้มีน้ำหนักเบาและเหนียวทนทาน มีการเคลือบภายในด้วยพลาสติกเพื่อช่วยเก็บอากาศร้อน ต่อมาคือส่วนที่เป็นหัวใจสำคัญของบอลลูน เรียกว่า “Burner” เป็นหัวเผาเชื้อเพลิง และส่วนสุดท้ายคือส่วนของตะกร้าโดยสาร เรียกว่า “Gondola” เป็นส่วนที่บรรทุกถังเชื้อเพลิง ผู้โดยสาร และอุปกรณ์ที่จำเป็นต่าง ๆ ทำมาจากหวายถักแน่นอย่างแน่นหนาบนแกนเหล็กกล้า มีน้ำหนักเบา […]
ชีวิตยามค่ำคืนของนกแสก
นกแสกเป็นนกที่ออกหากินในตอนกลางคืน (Nocturnal animal) โดยนกแสกจะมีพฤติกรรมการล่าหนูหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมขนาดเล็กด้วยวิธีการการซุ่มโจมตี ในค่ำคืนที่มืดมิดไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการหาอาหารของนกแสกเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่าเหยื่อจะว่องไว และซ่อนตัวภายใต้พื้นหญ้ารกทึบแค่ไหนก็ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงของนกแสก แล้วทุกคนสงสัยไหมว่านกแสกใช้ชีวิตในค่ำคืนที่ไร้แสงสว่างได้อย่างไร ก็เพราะว่านกแสกนั้นมีการปรับตัวและมีวิธีการออกล่าเหยื่อในยามค่ำคืนดังต่อไปนี้ มองเห็นได้ดีในที่มืด เนื่องจากภายในดวงตาจะมีจอรับภาพที่เรียกว่า จอประสาทตา (Retina) เมื่อแสงตกกระทบเซลล์ภายในจอประสาทตา ทำหน้าที่รับรูปทรงและสีของวัตถุที่มองส่งไปยังสมอง โดยจะประกอบด้วยเซลล์ที่เรียกว่า เซลล์รูปแท่ง ที่ทำงานได้ดีในที่สลัวหรือที่มีแสงน้อย และรับการเคลื่อนไหวของวัตถุ แต่มองเห็นสีได้เพียงสีขาวกับสีดำ ส่วนอีกเซลล์หนึ่งเรียกว่า เซลล์รูปกรวย จะทำงานได้ดีในที่มีแสงมาก สามารถมองเห็นสีต่าง ๆ ของวัตถุได้ แต่จะทำงานไม่ได้เมื่อไม่มีแสงหรือทำงานได้ไม่ดีในที่แสงสลัว นกแสกมีทั้งสองเซลล์แต่เซลล์รูปแท่งจะมีมากกว่า ซึ่งสามารถมองเห็นเหยื่อในที่แสงสลัว นอกจากนี้เนื้อเยื่อพิเศษที่อยู่หลังเรตินาที่เรียกว่า Tapetum lucidum ซึ่งเหมือนกระจกสะท้อนแสงที่จะสะท้อนแสงกลับเข้าไปในจอประสาทตาอีกครั้งหนึ่ง เป็นส่วนที่ช่วยการมองเห็นในที่มืดได้ดีขึ้น เราจึงเห็นตาของสัตว์เหล่านี้สะท้อนแสงออกมาจากดวงตา สายตามองได้กว้างไกล นกแสกมีตาทั้งสองข้างอยู่ด้านหน้าเหมือนมนุษย์ ทำให้มองเห็นวัตถุพร้อมกันในเวลาเดียวกัน (Binocular vision) ภาพจึงมีความกว้าง ความยาวและความลึก หรือที่เรียกว่าภาพสามมิติ ทำให้รู้ระยะทางของเหยื่อได้ เมื่อเปรียบเทียบกับนกที่มีตาอยู่ด้านข้าง (Monocular vision) จะมีมุมการมองเห็นภาพสามมิติน้อยกว่า ข้อจำกัดของตานกแสกคือไม่สามารถกลอกลูกตาได้ จึงอาศัยอวัยวะอย่างคอที่มีกระดูกคอมากกว่ามนุษย์ถึงสองเท่า ใช้แทนการกลอกของลูกตาจึงสามารถหันหัวได้ 270 องศา มีหูดีช่วยระบุตำแหน่งเหยื่อ ถึงแม้ว่าตาจะมีความสามารถมองเห็นในที่มืดได้ […]
ฝุ่น..ภัยร้ายที่มองไม่เห็น
เป็นเพียงฝุ่นละอองที่จับต้องแทบไม่ได้ แต่ทำไมจึงสร้างภัยร้ายได้ขนาดนี้ ฝุ่นละออง ฝุ่นละออง คือ อนุภาคของแข็งขนาดเล็กหรือละอองของเหลวที่แขวนลอยอยู่ในอากาศ เกิดขึ้นได้ทั้งจากธรรมชาติ เช่น ทราย ดิน ไอน้ำ เขม่าควันจากไฟป่า และเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น ควันจากการจราจร ฝุ่นจากงานก่อสร้าง ฝุ่นจากการโม่หิน ฝุ่นจากการเผาถ่านหินเพื่อผลิตไฟฟ้า หรือกิจกรรมในครัวเรือนอื่น ๆ ฝุ่นเหล่านี้เมื่อถูกกระแสลมพัดก็จะปลิวกระจายตัว ฝุ่นบางชนิดเล็กมีขนาดเล็กมากจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า อันตรายที่เกิดจากฝุ่น ระดับความอันตรายของฝุ่นนั้น ขนาดอนุภาคของฝุ่นก็เป็นปัจจัยที่สำคัญเช่นกัน นั่นคือ หากฝุ่นมีอนุภาคขนาดใหญ่อาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญต่อผิวกาย แต่หากฝุ่นนั้นมีอนุภาคขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอนแล้ว จะสามารถผ่านการกรองของขนจมูกเข้าไปสะสมตัว ในระบบทางเดินหายใจ และถ้าฝุ่นอนุภาคขนาดเล็กกว่านั้นและมีสารพิษเป็นองค์ประกอบด้วยแล้ว จะสามารถทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ หรือส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการทำงานของปอดได้ แนวทางการป้องกันภัยร้ายใกล้ตัวอย่างง่าย หมั่นปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดที่อยู่ให้ปราศจากฝุ่น หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝุ่นและควัน หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น หากคุณภาพอากาศเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมในกลางแจ้ง อ้างอิง PM2.5 คืออะไร? อันตรายและการป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก แนวทางการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงจากมลพิษทางอากาศ FacebookFacebookXTwitterLINELine
ถ้าไส้เดือนถูกตัด…จะตายหรือไม่
เรามักพบไส้เดือนอาศัยชอนไชอยู่ในดินที่มีความชื้น ไส้เดือนเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เป็นสัตว์ที่มี 2 เพศในตัวเดียวกัน พวกมันหายใจทางผิวหนัง ผิวของพวกมันจะเปียกด้วยน้ำเมือกเหนียวลื่น เพราะต้องอาศัยความชื้นของผิวหนังในการแลกเปลี่ยนแก๊สออกซิเจนและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ถ้าน้ำเมือกหายไป ไส้เดือนก็จะตาย ถ้าเรานำไส้เดือนมาตัดออกเป็นท่อน ๆ มันจะเป็นอย่างไร มันจะตายหรือจะมีชีวิตอยู่โดยกลายเป็นไส้เดือนหลายตัว จากการทดลองพบว่า หากไส้เดือนถูกตัดเป็น 2 ท่อน มันจะไม่สามารถเจริญเติบโตเป็นไส้เดือน 2 ตัวได้ แต่จะมีชีวิตอยู่เพียงท่อนเดียวเท่านั้น คือ ส่วนท่อนที่มีปล้องข้อต่อที่พองออกติดอยู่ ไส้เดือนส่วนหัวกับส่วนหางมีอวัยวะแตกต่างกัน ส่วนหัวของไส้เดือนมีปมประสาท (ganglion) ซึ่งเป็นสมองของสัตว์ชั้นต่ำ ระบบเลือดแบบพื้นฐานที่มีหัวใจ 5 ดวง และระบบสืบพันธุ์ ขณะที่ส่วนหางจะมีแค่ลำไส้ที่ทอดผ่านแต่ละปล้องเท่านั้น ดังนั้น ส่วนหางของไส้เดือนจึงไม่มีโอกาสรอดหรืองอกเป็นตัวใหม่ได้เลยหลังจากโดนตัดแยกจากส่วนหัว นอกจากนี้ ไส้เดือนเป็นตัวชี้วัดสภาพแวดล้อมของดิน เราสามารถสังเกตความอุดมสมบูรณ์ของดินได้จากการอยู่อาศัยของไส้เดือนในบริเวณนั้น ๆ อ้างอิง ถ้าเราตัดไส้เดือนออกเป็นครึ่งหนึ่ง อะไรจะเกิดขึ้น?? FacebookFacebookXTwitterLINELine

