ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
โครงการสร้างความตระหนักรู้เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
รับสมัครทีมนักศึกษา สกร. ตัวแทนจากศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศ ชิงเงินรางวัลรวม 172,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร รับสมัครตั้งแต่ 22 พ.ค. 69 – 5 มิ.ย. 69 สมัครออนไลน์ได้ทาง https://forms.gle/GhsggFwdGsLNZ7K1A เมื่อสมัครผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ทีมผู้สมัครต้องนำส่งหลักฐานการสมัคร ซึ่งประกอบด้วย โดยส่งเอกสารทั้งหมดมายังศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 928 ถ.สุขุมวิท แขวงพระโขนงเขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 ภายในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 16.30 น. กำหนดการประกวด สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ หมายเหตุ FacebookFacebookXTwitterLINELine
การทำประมงเกินขนาด ปัญหาหนึ่งที่ถูกมองข้าม
ลองจินตนาการว่าภายใต้ท้องทะเลอันกว้างใหญ่ที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เลยจะเป็นอย่างไร ก็คงจะเป็นทะเลที่ว่างเปล่าไร้สีสัน และแน่นอนว่าเรากำลังพูดถึงสัตว์ทะเลเช่น ปลา เต่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมอย่างโลมากับวาฬ และสัตว์น้ำอื่น ๆ ที่อาศัยในท้องทะเล และยังเป็นตัวเพิ่มสีสันความสวยงามให้กับท้องทะเลอีกด้วย ซึ่งสัตว์ทะเลเหล่านี้กำลังมีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว โดยสาเหตุที่สัตว์ทะเลน้อยลงนั้นปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการประมงที่จับสัตว์ทะเลเกินขนาด (Overfishing) โดยอธิบายสั้น ๆ ว่าคือ การจับสัตว์น้ำเกินความสามารถในการผลิตของธรรมชาติ อาจจะเป็นประโยคที่ดูแล้วไม่น่ากลัวอย่างที่คิด แต่ภายใต้ของประโยคนี้ได้สร้างความเสียหายพอ ๆ กับปัญหาขยะในทะเล หรือปัญหามลพิษทางทะเล และอาจจะมีผลกระทบมากกว่านี้ สูญเสียสมดุลทางทะเล การจับสัตว์น้ำพลอยได้ (bycatch) เป็นการจับเฉพาะสัตว์น้ำชนิดหนึ่ง (species target) โดยใช้เครื่องมือประมงอย่างเช่น เรือลากอวน แต่จะลากสัตว์ทะเลชนิดอื่นไปด้วย (non-species target) เช่น โลมา วาฬ เต่าทะเล แมวน้ำ นกทะเล และฉลาม โดยทุก ๆ ปี การทำประมงจะจับสัตว์ทะเลที่ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งส่วนใหญ่สัตว์ที่จับได้จะตายเกือบทั้งหมด มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจยังมีชีวิตรอด แต่เมื่อปล่อยลงสู่ทะเลไม่นานก็คงตายอยู่ใต้ก้นทะเล มีผลให้ประชากรของสัตว์น้ำดังกล่าวลดลง เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์และส่งผลไปถึงสมดุลของระบบนิเวศใต้ท้องทะเล ยกตัวอย่างฉลามที่ทุกคนกลัวกันนั้นเป็นผู้บริโภคลำดับสูงสุดในห่วงโซ่อาหารเป็นเหมือนผู้รักษาสมดุลประชากรของผู้บริโภคลำดับที่รองลงมาจากฉลาม เมื่อฉลามถูกจับไป สัตว์ที่เป็นลำดับรองลงมาก็จะมีประชากรเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสัตว์ทะเลเหล่านี้กินผู้ผลิตอย่างแพลงก์ตอนเป็นอาหาร เมื่อประชากรมากแพลงก์ตอนที่ถูกกินก็จะน้อยลง […]
โกโก้บัตเตอร์ ผลิตภัณฑ์จากเมล็ดโกโก้
หากพูดถึง “โกโก้” คงไม่มีใครไม่รู้จัก โกโก้เป็นพรรณไม้พื้นเมืองของประเทศเม็กซิโก ปัจจุบันได้มีการนำมาปลูกในเขตร้อนสามารถพบได้ในหลายประเทศรวมถึงในประเทศไทยด้วย ผลโกโก้เมื่อแก่จัดเมล็ดจะถูกนำมาสกัดและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น ช็อกโกแลต หรือผงโกโก้ ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้บริโภคไม่น้อย ทั้งสีที่เป็นเอกลักษณ์และรสชาติที่แตกต่างกันตามแหล่งที่ปลูก และกรรมวิธีการผลิต นอกจากผลิตภัณฑ์ที่มีสีเป็นเอกลักษณ์อย่างสีน้ำตาลเข้มแล้ว ยังมีอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเมล็ดโกโก้ที่เราอาจไม่คุ้นตากันนั่นคือ “โกโก้บัตเตอร์” โกโก้บัตเตอร์ (Cocoa Butter) หรือเนยโกโก้ เป็นไขมันธรรมชาติที่ได้จากเมล็ดโกโก้ ปกติเมล็ดโกโก้มีส่วนที่เป็นเนื้อประมาณ 50% และเป็นไขมันตามธรรมชาติ 50% ที่เรียกว่า โกโก้บัตเตอร์ ซึ่งแทรกตัวอยู่ในเมล็ดและจะถูกขับออกมาเมื่อเมล็ดโกโก้ถูกบดและโดนความร้อน ปัจจุบันสามารถสกัดโกโก้บัตเตอร์ออกจากส่วนเนื้อได้ด้วยเครื่องสกัดไขมันโกโก้ หรือเครื่องโกโก้เพรส โดยโกโก้บัตเตอร์ที่ได้จะมีสีครีมเหลืองเหมือนเนยทั่วไป แต่จะไม่มีรสชาติ และเนื้อสัมผัสคล้ายขี้ผึ้ง มีจุดหลอมละลายอยู่ที่ 34-38 องศาเซลเซียส จึงนิยมนำมาเป็นส่วนผสมของช็อกโกแลต โดยเฉพาะในช็อกโกแลตระดับพรีเมียมและคราฟต์ช็อกโกแลต ซึ่งจะให้เนื้อสัมผัสนุ่มละมุนละลายในปากและยังทำให้ช็อกโกแลตขึ้นรูปได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้โกโก้บัตเตอร์ยังอุดมไปด้วยคุณประโยชน์ คือ มีวิตามินอี โปรตีน และกรดไขมันสูง จึงได้รับความสนใจจากวงการเครื่องสำอางและความงาม เนื่องจากสามารถให้ความชุ่มชื้น บำรุงผิวพรรณ ปรับความยืดหยุ่นให้แก่ผิว ปกป้องผิวจากรังสียูวี และช่วยลดเลือนรอยแตกลายของผิวได้ นอกจากที่กล่าวมาข้างต้น โกโก้บัตเตอร์ยังมีสารพฤกษเคมี (Phytochemical) ชนิดฟลาโวนอยด์สูง (Flavonoid) […]
รู้จักกับโรคฝีดาษลิง
โรคฝีดาษลิงคืออะไร โรคฝีดาษลิงหรือไข้ทรพิษลิง (Monkeypox) เป็นโรคที่ใกล้เคียงกับโรคอีสุกอีใสแต่มีความรุนแรงน้อยกว่า ผู้ป่วยจะมีไข้ร่วมกับมีตุ่มผื่นตุ่มหนองทั่วตัว และต่อมน้ำเหลืองโต เกิดจากไวรัส Othopoxvirus ซึ่งเป็นไวรัสที่เกิดโดยธรรมชาติ พบในตระกูลลิงและสัตว์ฟันแทะ โรคฝีดาษลิงมีต้นกำเนิดมาจากไหน เป็นโรคที่พบการระบาดครั้งแรกเมื่อ 60 ปีก่อน มีถิ่นกำเนิดในประเทศคองโก โดยพบการติดเชื้อของสัตว์ตระกูลลิง พบที่แรกในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ที่ใช้ลิงในการทดลอง โรคฝีดาษลิงสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์แอฟริกากลางมีความรุนแรงมากอาจถึงขั้นเสียชีวิตและสายพันธุ์แอฟริกาตะวันตก มีความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์แอฟริกากลางมากซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่กำลังระบาดอยู่ ณ ขณะนี้ โรคฝีดาษลิงติดต่อได้อย่างไร โรคฝีดาษลิง สามารถติดต่อจากสัตว์สู่มนุษย์ได้โดยการสัมผัสทางผิวหนัง หรือผ่านเยื่อเมือก เช่น จมูก ปาก ตา ของสัตว์ที่ป่วยเป็นโรค การนำซากสัตว์ที่ป่วยมาปรุงอาหาร การถูกสัตว์ป่วยข่วน และการใช้เครื่องมือที่สัมผัสกับสัตว์ที่ป่วยได้อีกเช่นกัน โรคนี้จะมีระยะฟักตัวเฉลี่ย 7–14 วัน หรืออาจนานถึง 24 วัน แม้ว่าโรคฝีดาษลิงจะมีโอกาสติดจากคนสู่คนได้น้อย แต่ผู้ป่วยที่ติดเชื้อนี้สามารถเสียชีวิตได้ โดยมีอัตราการเสียชีวิต 1-10% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กเล็ก โรคฝีดาษลิงตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างไร แพทย์จะทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยวิธี PCR ของเหลวจากตุ่มน้ำที่ผิวหนัง หากพบว่าเป็นโรคฝีดาษลิง สามารถรักษาโดยให้ยาต้านไวรัส […]
สึนามิ ภัยเงียบจากธรรมชาติที่สร้างความสูญเสีย
หลายคนอาจเคยได้ยินเหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในมหาสมุทรอินเดีย ในช่วงปี 2547 โดยเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่เกาะสุมาตราในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเกิดจากการยุบตัวของแผ่นเปลือกโลกมหาสมุทรอินเดียและเกิดคลื่นสึนามิขนาดใหญ่ขึ้นตามมา เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสูญเสียเป็นจำนวนมากทั้งในประเทศอินโดนีเซีย ศรีลังกา อินเดียและไทย วันนี้ไปทำความรู้จักกับคลื่นสึนามิ ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร และมีวิธีรับมืออย่างไร สึนามิคืออะไร ทำไมถึงทำให้น้ำในทะเลหรือมหาสมุทรเป็นคลื่นยักษ์ได้ สึนามิ เกิดจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกใต้มหาสมุทรหรือในทะเลลึก หรืออาจจะมีสาเหตุอื่นได้อีก ไม่ว่าจะเป็นดินถล่ม หรือภูเขาไฟใต้ทะเลระเบิดก็ทำให้เกิดคลื่นยักษ์ได้เช่นกัน เมื่อแผ่นเปลือกโลกเกิดการเปลี่ยนรูปร่างอย่างกะทันหัน ทำให้มวลน้ำในทะเลและมหาสมุทรเคลื่อนที่เพื่อให้เข้าสู่สมดุล ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนตัวของน้ำอย่างรวดเร็วด้วยความเร็วสูง เมื่อคลื่นเข้าใกล้ชายฝั่ง จะเคลื่อนที่ช้าลงจึงเกิดการบีบอัด ทำให้ความสูงของคลื่นเพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์ซัดเข้าชายฝั่งและสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง วิธีเตรียมความพร้อมและรับมือกับคลื่นสึนามิ ถึงแม้ประเทศไทยจะมีโอกาสเกิดคลื่นสึนามิได้น้อยมาก แต่เราก็ไม่ควรประมาทต่อภัยธรรมชาตินี้ ดังนั้นเราจึงควรรู้วิธีเตรียมพร้อมและรับมือเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น แนวทางการปฏิบัตินี้ อาจช่วยลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของเรา สิ่งสำคัญคือต้องไม่ตื่นตระหนก และรีบไปพื้นที่ปลอดภัยให้เร็วที่สุด อ้างอิง FacebookFacebookXTwitterLINELine

