ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
โครงการสร้างความตระหนักรู้เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
รับสมัครทีมนักศึกษา สกร. ตัวแทนจากศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศ ชิงเงินรางวัลรวม 172,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร รับสมัครตั้งแต่ 22 พ.ค. 69 – 5 มิ.ย. 69 สมัครออนไลน์ได้ทาง https://forms.gle/GhsggFwdGsLNZ7K1A เมื่อสมัครผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ทีมผู้สมัครต้องนำส่งหลักฐานการสมัคร ซึ่งประกอบด้วย โดยส่งเอกสารทั้งหมดมายังศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 928 ถ.สุขุมวิท แขวงพระโขนงเขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 ภายในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 16.30 น. กำหนดการประกวด สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ หมายเหตุ FacebookFacebookXTwitterLINELine
ทำความรู้จักกับหินอ่อน
เมื่อครั้งยังเป็นเด็กน้อยวัยละอ่อน ผู้เขียนเคยได้ฟังเพลงที่มีเนื้อร้องว่า “น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน แต่หัวใจอ่อน ๆ ของเธอทำด้วยอะไร” เนื้อเพลงได้เปรียบเทียบถึงความแข็งแรงของหินกับความบอบบางของกล้ามเนื้อหัวใจ ครั้นเติบโตขึ้นมาจึงได้เรียนรู้ว่าในบรรดาหินหลากหลายชนิด มีหินบางชนิดที่ชื่อแสดงถึงความนุ่มนวล นั่นคือ หินอ่อน มารู้จักหินอ่อนกันสักนิดว่าอ่อนจริงเหมือนชื่อหรือไม่ หินอ่อน (marble) คือหินที่แปรสภาพมาจากกลุ่มหินตะกอนชนิดหินปูน (limestone) เกิดจากการสะสมตัวของแร่แคลไซต์ (calcite) หรือแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) นั่นเอง ด้วยสมบัติของแร่ชนิดนี้ที่มีความแข็งตามโมห์สเกลในระดับ 3 สามารถขูดเข้าได้โดยเล็บ และทำปฏิกิริยาเกิดเป็นฟองฟู่เห็นเด่นชัดเมื่อโดนกรดเจือจาง ด้วยความแข็งแรงเพียงระดับนี้ของหินอ่อน การรับแรงกระแทกจากหยดน้ำฝนบ่อย ๆ จะส่งผลทำให้หินอ่อนเกิดความเสียหายได้ ซ้ำร้ายบางครั้งเจอหยดน้ำฝนรวมเข้ากับมลพิษในอากาศมีฤทธิ์เป็นกรด จะสามารถกัดผิวทำลายหินอ่อนให้เสียหายได้มากกว่าเดิมอีก ส่วนที่มาของชื่อเรียกนั้น เป็นเพราะว่าคุณสมบัติความแข็งที่มีมากไม่เท่าหินชนิดอื่น ๆ และเราสามารถใช้เครื่องมือแกะสลักเป็นรูปต่าง ๆ ได้โดยง่าย ดังนั้น หินชนิดนี้จึงถูกเรียกชื่อว่า หินอ่อน นั่นเอง อ่านมาจนถึงตอนนี้แล้ว รู้จักหินอ่อนมากขึ้นหรือยัง อ้างอิง แร่:กรมทรัพยากรธรณี FacebookFacebookXTwitterLINELine
โดปามีน:สารเสพติดหรือสารแห่งความสุข
เคยสงสัยไหมว่าทำไมเราถึงรู้สึกดีเมื่อได้รับความพึงพอใจในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความรัก คำชม การประสบความสำเร็จ หรือเพียงแค่การได้กินอาหารที่อร่อยถูกใจ ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่สมองของเรามีสารเคมีที่ชื่อว่า โดปามีน (Dopamine) หลายคนเรียกมันว่า “สารเคมีแห่งความสุข” ขณะที่บางครั้งก็ถูกมองว่าเป็นต้นเหตุของพฤติกรรมเสพติด โดปามีน (Dopamine,C8H11NO2 ) เป็นทั้งฮอร์โมน(Hormone) และสารสื่อประสาท(Neurotransmitter) สมองของเราจะหลั่งโดปามีนเมื่อได้รับการตอบสนองต่อประสบการณ์ที่ให้ความพึงพอใจหรือบรรลุเป้าหมายตามที่คาดหวัง โดยเมื่อโดปามีนถูกหลั่งออกแล้วจะส่งผลต่ออารมณ์ให้มีความตื่นตัว กระฉับกระเฉง มีสมาธิมากขึ้น และไวต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆ รอบตัว โดปามีนทำเรารู้สึกมีความสุขและอยากทำเช่นนั้นอีก แม้จะถูกเรียกว่า “สารแห่งความสุข” แต่ในความเป็นจริง โดปามีนไม่ได้สร้างความสุขโดยตรง มันคือสารที่กระตุ้นให้เรามุ่งมั่นทำสิ่งต่างๆ เพื่อตอบสนองความพึงพอใจที่เราได้รับ อย่างไรก็ตาม ความสุขที่เกิดจากโดปามีนนั้นมักเป็นความสุขชั่วคราว หากเราไล่ตามความรู้สึกนี้มากเกินไป อาจทำให้เราติดพฤติกรรมบางอย่างโดยไม่รู้ตัว เพราะโดปามีนไม่ได้เป็นเพียงตัวช่วยให้เรามีแรงจูงใจเท่านั้น แต่มันยังเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมเสพติดอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการติดเกม การช้อปปิ้ง หรือแม้แต่การเสพติดสารเคมี เช่น แอลกอฮอล์และยาเสพติดเพื่อหลั่งโดปามีนอีกครั้ง พฤติกรรมนี้หากเกิดซ้ำๆ อาจนำไปสู่ “วงจรเสพติด” ที่ยากจะหลุดพ้น เมื่อเราทำกิจกรรมที่กระตุ้นโดปามีนในระดับมากเกินไป จะส่งผลต่อร่างกาย ทำให้เป็นคนคิดเร็ว แต่ก็อาจก้าวร้าวและเป็นโรคสมาธิสั้น ซึ่งหากมีมากเกินขีดจำกัดก็อาจทำให้เกิดอาการป่วยทางจิต หากสมองของเราได้รับโดปามีนในระดับที่เหมาะสม ก็จะทำให้รู้สึกตื่นตัว กระฉับกระเฉง และมีสมาธิ […]
“ต้นตีนเป็ด” กลิ่นของฤดูหนาวช่วงท้ายปี
ฤดูหนาว เป็นฤดูกาลที่หลายคนต่างตั้งตารอ ทั้งสภาพอากาศที่เย็นสบาย ลมพัดเอื่อย ๆ แสงแดดที่ชวนให้รู้สึกอบอุ่นและแจ่มใสในเวลาเดียวกัน รวมถึงเทศกาลหรือเหตุการณ์มากมายที่จะเกิดขึ้นในช่วงท้ายปี สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกลิ่นอายที่บ่งบอกการมาเยือนของฤดูหนาวได้เป็นอย่างดี ซึ่งแต่ละพื้นที่จะมีกลิ่นที่ให้ความรู้สึกเฉพาะตัวแตกต่างกันออกไป เช่น ในประเทศแถบทวีปยุโรปอาจจะเป็นกลิ่นไม้สน หิมะ หรือเตาไฟ ส่วนในประเทศไทยเรานั้นก็คงหนีไม่พ้นกลิ่นของดอก “ต้นตีนเป็ด” นี่แหละ ต้นตีนเป็ด หรือ “พญาสัตบรรณ” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Alstonia scholaris (L.) R.Br. จัดอยู่ในวงศ์ Apocynaceae เป็นไม้ยืนต้นสูง 15–20 เมตร พบเห็นได้ทั่วไป นิยมปลูกริมถนนหรือพื้นที่กลางแจ้ง ลักษณะเรือนยอดแผ่เป็นชั้นคล้ายฉัตร ทุกส่วนของต้นมีน้ำยางสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยว รูปร่างยาวรี ปลายใบมน โคนแหลม ใบออกเป็นกลุ่มรอบกิ่งส่วนมากมี 7 ใบ (สัตหรือสัตตะ แปลว่า 7) ดอก ออกเป็นช่อเเละเเน่นเป็นกระจุกตามปลายกิ่ง หนึ่งช่อจะมีดอกย่อยจำนวนมากสีขาวหรือขาวอมเขียว เวลาบานจะบานสะพรั่งพร้อมกันทั้งช่อและส่งกลิ่นหอมรุนแรงจนได้ฉายาว่า ต้นไม้ปีศาจ กลิ่นนี้เมื่อสูดดมเพียงเล็กน้อยจะรู้สึกหอมเย็นเหมือนอยู่ในป่า หากสูดดมมากจะรู้สึกวิงเวียนศีรษะ ยิ่งในช่วงค่ำจะส่งกลิ่นแรงกว่าเวลาอื่น ๆ และเนื่องจากออกดอกเพียงปีละครั้งช่วงปลายฝนต้นหนาว เดือนตุลาคม – […]
SNAIL OF THE DEAD
เปิดชื่อหัวเรื่องมาแบบนี้ บางคนอาจจะนึกถึงภาพยนตร์แนวซอมบี้ขึ้นมาทันที เพราะมีอยู่หลายเรื่องที่ชอบตั้งชื่อแล้วเติมด้วยประโยคว่า of the dead snail of the dead หรือหอยทากแห่งความตายที่จะกล่าวถึงก็เช่นเดียวกัน มันเป็นเรื่องราวของหอยทากที่กลายเป็นซอมบี้!! เราคงไม่ทราบหรอกว่าซอมบี้ (zombie) มันมีจริงหรือไม่ แต่ในโลกใบนี้มันก็มีสภาวะใกล้เคียงการเป็นซอมบี้แบบในภาพยนตร์อยู่ด้วย หอยทากซอบบี้ (snail zombie) เป็นสภาวะที่หอยทากในตระกูลซัคซิเนีย (Succinea) ถูกปรสิตที่ชื่อว่า “ลิวโคคลอริเดียม พาราดอกซัม” (Leucochloridium paradoxum) หรือ “หนอนบรูดแซคแถบเขียว” (the green-banded broodsac) เข้าไปครอบครองร่าง และบงการให้หอยทากผู้โชคร้ายตัวนั้นคืบคลานไปสู่ความตาย หนอนบรูดแซคแถบเขียว เป็นหนอนตัวแบนที่อาศัยอยู่ภายในทางเดินอาหารของนก และจะวางไข่ปะปนกับมูลของนกที่ถ่ายออกมา และเมื่อหอยทากไปกินมูลของนก ไข่ของหนอนบรูดแซคแถบเขียวจะแพร่กระจายเข้าสู่ร่างกายของทอยหากไปด้วย เมื่อไข่ของหนอนปรสิตเดินทางสู่ระบบย่อยอาหารของหอยทาก ไข่จะฟักเป็นตัวอ่อน อาศัยกินอยู่ภายในร่างของหอยทากอับโชคตัวนี้ และตัวอ่อนเหล่านั้นจะเดินทางสู่กระบอกตาของหอยทาก เพิ่มสีสันอันสวยงาม (รึเปล่า?) ให้ก้านตา และเมื่อตัวอ่อนมีขนาดใหญ่ขึ้นจะเห็นเป็นหนอนผู้สิงร่างเต็มกระบอกตาของหอยทาก ปกติแล้วหอยทากจะหากินในที่อับชื้นและมืด แต่เมื่อถูกหนอนสิงร่างอยู่ทำให้ดวงตาของมันสูญเสียความสามารถในการรับแสงไป หอยทากจึงคืบคลานเข้าหาแสงได้ บางครั้งไปอยู่บริเวณยอดของต้นไม้อีกด้วย ไม่เพียงแค่นั้น ก้านตาที่กลายสภาพเป็นหนอนเต้นกระดุกกระดิกไปมา ทำให้หอยทากถูกสังเกตเห็นได้ง่าย และสุดท้ายก็ถูกนกโฉบไปกิน เป็นอันจบชีวิตหอยทากซอมบี้ที่น่าสงสาร […]

