ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
โครงการประกวดแข่งขันนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์สำหรับผู้สูงวัย “แฮปปี้…สูงวัย” ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569
ขอเชิญเข้าร่วมการประกวดแข่งขันนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์สำหรับผู้สูงวัย “แฮปปี้…สูงวัย” ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ประเภท สิ่งประดิษฐ์เพื่อช่วยเสริมคุณภาพชีวิตด้านการประกอบอาชีพสำหรับผู้สูงวัย จัดโดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อส่งเสริม สนับสนุนและดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เสริมสร้างทักษะให้กับกลุ่มผู้สูงวัยอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดรับผลงานจากบุคคลทั่วไปผู้มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป (ต้องผ่านการประกวดระดับพื้นที่จากกลุ่มศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา) ซึ่งผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 13,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร และยังมีรางวัลชมเชยอีก 17 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 89,000 บาท เงื่อนไขการสมัคร หลักฐานการสมัคร ประกอบด้วย กำหนดการประกวด หมายเหตุ สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ FacebookFacebookXTwitterLINELine
Rhizopus เชื้อราขนมปัง
เชื้อรา หรือรา (Mold) เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่หลายคนคงพอรู้จักมาแล้วบ้าง เนื่องจากมักทำให้ พืชผักและอาหารต่าง ๆ เน่าเสีย ถูกจัดอยู่ในอาณาจักรฟังไจ (Kingdom Fungi) กลุ่มเดียวกับเห็ด มีโครงสร้างเป็นเส้นใย (hyphae) คล้ายรากพืช ในเชิงนิเวศวิทยาเชื้อรามีบทบาทเป็นผู้ย่อยสลาย เมื่อซากพืช ซากสัตว์ตายลงมันจะทำหน้าที่กำจัดซากเน่าเหล่านั้น Rhizopus เป็นหนึ่งในสกุลเชื้อราแบบเส้นใยไม่มีผนังกั้น โดยจะมีลักษณะสำคัญ คือ สีจะเปลี่ยน ไปได้ตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงและในแต่ละช่วงชีวิตที่เปลี่ยนไปของมัน นอกจากนี้มันยังสามารถ สร้างสปอร์ได้ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ โดยสปอร์แบบไม่อาศัยเพศเรียกว่า สปอแรงจิโอสปอร์ (sporangiospores) ซึ่งเกิดจากปลายเส้นใยพองออกเป็นกระเปาะคล้ายหัวเข็มหมุดมีผนังหนา จากนั้นจะเจริญเป็นอับสปอร์ (sporangium) และมีก้านชูอับสปอร์ (sporangiophore) ส่วนสปอร์แบบอาศัยเพศ เรียกว่า zygospore เคยสังเกตขนมปังที่เราซื้อมารับประทานกันไหม หากหมดอายุหรือเก็บไว้นานจะพบจุดสีดำ บนแผ่นขนมปังและมีเส้นใยสีขาวฟูรอบ ๆ นั่นแหละเรียกว่า “เชื้อรา” เชื้อราที่พบในขนมปังส่วนใหญ่ คือ Rhizopus stolonifer หรือที่รู้จักในชื่อ ราขนมปัง (bread mold) มันมีโครงสร้างเส้นใยที่เรียกว่า สโตลอน (stolon) มีคุณสมบัติในการขยายโคโลนี […]
ชีวิตยามค่ำคืนของนกแสก
นกแสกเป็นนกที่ออกหากินในตอนกลางคืน (Nocturnal animal) โดยนกแสกจะมีพฤติกรรมการล่าหนูหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมขนาดเล็กด้วยวิธีการการซุ่มโจมตี ในค่ำคืนที่มืดมิดไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการหาอาหารของนกแสกเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่าเหยื่อจะว่องไว และซ่อนตัวภายใต้พื้นหญ้ารกทึบแค่ไหนก็ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงของนกแสก แล้วทุกคนสงสัยไหมว่านกแสกใช้ชีวิตในค่ำคืนที่ไร้แสงสว่างได้อย่างไร ก็เพราะว่านกแสกนั้นมีการปรับตัวและมีวิธีการออกล่าเหยื่อในยามค่ำคืนดังต่อไปนี้ มองเห็นได้ดีในที่มืด เนื่องจากภายในดวงตาจะมีจอรับภาพที่เรียกว่า จอประสาทตา (Retina) เมื่อแสงตกกระทบเซลล์ภายในจอประสาทตา ทำหน้าที่รับรูปทรงและสีของวัตถุที่มองส่งไปยังสมอง โดยจะประกอบด้วยเซลล์ที่เรียกว่า เซลล์รูปแท่ง ที่ทำงานได้ดีในที่สลัวหรือที่มีแสงน้อย และรับการเคลื่อนไหวของวัตถุ แต่มองเห็นสีได้เพียงสีขาวกับสีดำ ส่วนอีกเซลล์หนึ่งเรียกว่า เซลล์รูปกรวย จะทำงานได้ดีในที่มีแสงมาก สามารถมองเห็นสีต่าง ๆ ของวัตถุได้ แต่จะทำงานไม่ได้เมื่อไม่มีแสงหรือทำงานได้ไม่ดีในที่แสงสลัว นกแสกมีทั้งสองเซลล์แต่เซลล์รูปแท่งจะมีมากกว่า ซึ่งสามารถมองเห็นเหยื่อในที่แสงสลัว นอกจากนี้เนื้อเยื่อพิเศษที่อยู่หลังเรตินาที่เรียกว่า Tapetum lucidum ซึ่งเหมือนกระจกสะท้อนแสงที่จะสะท้อนแสงกลับเข้าไปในจอประสาทตาอีกครั้งหนึ่ง เป็นส่วนที่ช่วยการมองเห็นในที่มืดได้ดีขึ้น เราจึงเห็นตาของสัตว์เหล่านี้สะท้อนแสงออกมาจากดวงตา สายตามองได้กว้างไกล นกแสกมีตาทั้งสองข้างอยู่ด้านหน้าเหมือนมนุษย์ ทำให้มองเห็นวัตถุพร้อมกันในเวลาเดียวกัน (Binocular vision) ภาพจึงมีความกว้าง ความยาวและความลึก หรือที่เรียกว่าภาพสามมิติ ทำให้รู้ระยะทางของเหยื่อได้ เมื่อเปรียบเทียบกับนกที่มีตาอยู่ด้านข้าง (Monocular vision) จะมีมุมการมองเห็นภาพสามมิติน้อยกว่า ข้อจำกัดของตานกแสกคือไม่สามารถกลอกลูกตาได้ จึงอาศัยอวัยวะอย่างคอที่มีกระดูกคอมากกว่ามนุษย์ถึงสองเท่า ใช้แทนการกลอกของลูกตาจึงสามารถหันหัวได้ 270 องศา มีหูดีช่วยระบุตำแหน่งเหยื่อ ถึงแม้ว่าตาจะมีความสามารถมองเห็นในที่มืดได้ […]
มีอะไรอยู่ใน…สับปะรด : แค่ผลไม้รสเปรี้ยวจริงหรือ?
หากใครที่เคยรับประทานสับปะรดแบบผลสด นอกจากรสเปรี้ยวอมหวานที่หลาย ๆ คน ชื่นชอบกันแล้ว สำหรับบางคนอาจจะมีอาการ คัน แสบ หรือเกิดการระคายเคืองบริเวณลิ้น ขณะหรือหลังรับประทานสับปะรด ทำให้เกิดความกังวลว่าจะเป็นอันตรายต่อร่างกายของเราหรือไม่ ? วันนี้จะพามารู้จักเกี่ยวกับสารที่เกี่ยวข้องในสับปะรดกัน สับปะรดเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน เนื่องจากมีกรดซิตริก และกรดมาลิก เป็นองค์ประกอบ จึงทำให้สับปะรดมีรสเปรี้ยว ซึ่งกรดซิตริกสามารถพบได้ทั่วไปในพืชตระกูลส้มและผลไม้หลาย ๆ ชนิด เช่น ส้ม มะนาว เป็นต้น นอกจากนี้ภายในสับปะรด ยังพบเอนไซม์ตามธรรมชาติที่ชื่อว่า บรอมมีเลน (Bromelain) อยู่ในส่วนต่าง ๆ ของสับปะรด แต่พบปริมาณมากบริเวณแกนกลางผล มีคุณสมบัติในการย่อยสลายโปรตีน เมื่อเรารับประทานสับปะรดเข้าไปลิ้นของเราซึ่งมีโปรตีนธรรมชาติเคลือบอยู่ เอนไซม์ชนิดนี้จะทำการย่อยสลายโปรตีนที่ลิ้นของเราไปด้วย นั่นจึงทำให้บริเวณลิ้นเกิดการระคายเคือง รู้สึกแสบ คันได้ หลังจากนั้นลิ้นจะสร้างโปรตีนใหม่ขึ้นมาทดแทน นอกจากนี้สับปะรดยังมีแร่ธาตุ วิตามินซี วิตามินบี 2 ,3, 5 กรดโฟลิก แคลเซียม และอื่น ๆ อีกหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ซึ่งสับปะรดมีสรรพคุณช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก ปัสสาวะขัด […]
ทำอย่างไร…ถ้าราขึ้นบนอาหาร
อาหารอุดมไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ ที่เป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีพของสิ่งมีชีวิต เชื้อราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องการอาหาร น้ำ อากาศ และอุณหภูมิที่เหมาะสม เพื่อใช้ในการเจริญเติบโต โดยการย่อยสลายอาหาร ทำให้สารเกิดการหมุนเวียนในระบบนิเวศ ราที่เราเห็นบนอาหาร เกิดจากสปอร์ของราที่มีขนาดเล็ก ลอยฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ แล้วตกลงบนอาหาร ที่มีความชื้นและสภาวะที่เหมาะสม ราจะเริ่มเจริญเติบโต สร้างใยรา (hyphae) ออกมา ซึ่งเหมือนกับรากที่ยึดพื้นผิวนั้นไว้ และปล่อยเอนไซม์ออกมาย่อยอาหารแล้วดูดซึมกลับ เพื่อใช้ในการเจริญเติบโตและสร้างสปอร์เพื่อแพร่กระจายออกไปบริเวณรอบ ๆ ได้มากขึ้น ทำให้มันแพร่กระจายตัวเองได้อย่างรวดเร็ว ราบางชนิดสามารถใช้เวลาย่อยสลายอาหารได้ภายใน 12 – 24 ชั่วโมง แต่ในบางชนิดอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ เราไม่สามารถมองเห็นสปอร์ของราที่ตกลงบนอาหารได้ แต่เราจะเริ่มมองเห็นราก็ต่อเมื่อราเริ่มเจริญเติบโตสร้างใยรา (hyphae) ที่รวมกลุ่มกันเป็นก้อน ๆ เรียกว่า กลุ่มใยรา (mycelium) เจริญเติบโตฝังรากลึกลงไปมากแล้ว ดังนั้นกว่าเราจะรู้ว่าราขึ้นบนอาหาร ก็สายไปแล้วเพราะเชื้อราได้ครอบครองอาหารของเราไปหมดแล้ว เราจะทำอย่างไรกับอาหารที่ขึ้นรานี้ ควรกินหรือควรทิ้ง… หลายคนอาจคิดว่า ถ้าให้ความร้อนกับอาหารจะสามารถทำลายเชื้อราได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วถึงราจะไวต่อความร้อนและสามารถถูกทำลายได้ที่อุณหภูมิ 60 – 70°C แต่ราบางชนิดมีการสร้างสปอร์ที่ทนกับความร้อนสูงไม่สามารถทำลายโดยความร้อนได้ และยังคงมีสารพิษจากเชื้อรา (mycotoxins) ที่ราสร้างขึ้นมากระจายอยู่ทั่วในอาหาร ไม่สามารถทำลายออกไปได้ […]

