ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
โครงการประกวดแข่งขันนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์สำหรับผู้สูงวัย “แฮปปี้…สูงวัย” ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569
ขอเชิญเข้าร่วมการประกวดแข่งขันนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์สำหรับผู้สูงวัย “แฮปปี้…สูงวัย” ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ประเภท สิ่งประดิษฐ์เพื่อช่วยเสริมคุณภาพชีวิตด้านการประกอบอาชีพสำหรับผู้สูงวัย จัดโดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อส่งเสริม สนับสนุนและดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เสริมสร้างทักษะให้กับกลุ่มผู้สูงวัยอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดรับผลงานจากบุคคลทั่วไปผู้มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป (ต้องผ่านการประกวดระดับพื้นที่จากกลุ่มศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา) ซึ่งผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 13,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร และยังมีรางวัลชมเชยอีก 17 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 89,000 บาท เงื่อนไขการสมัคร หลักฐานการสมัคร ประกอบด้วย กำหนดการประกวด หมายเหตุ สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ FacebookFacebookXTwitterLINELine
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับพลานาเรีย
หากพูดถึงสิ่งมีชีวิตรอบ ๆ ตัว ซึ่งมีจำนวนมากมายหลายชนิด รูปร่างแตกต่างกันออกไป ตั้งแต่ขนาดใหญ่จนถึงขนาดเล็ก สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดล้วนอาศัยอยู่ในแหล่งที่แตกต่างกัน สำหรับวันนี้จะพามารู้จักกับสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำและมีคุณสมบัติพิเศษอย่าง พลานาเรีย (Planarian) พลานาเรียจัดอยู่ในไฟลัมแพลทีเฮลมินธิส (Platyhelminthes) ของอาณาจักรสัตว์ ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อ หนอนตัวแบน (Flatworm) เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ปัจจุบันสัตว์ในไฟลัมนี้มีประมาณ 20,000 ชนิด มีการดำรงชีวิตที่แตกต่างกันออกไปทั้งบนบกและในน้ำ โดยส่วนใหญ่แล้วจะดำรงชีวิตแบบปรสิต (Parasites) ในสัตว์ที่มีกระดูกสัตว์สันหลัง เช่น พยาธิตัวตืด พยาธิใบไม้ ส่วนพลานาเรียจะดำรงชีวิตแบบอิสระ (Free living) อาศัยอยู่ในน้ำจืดค่อนข้างสะอาดบริเวณคลองหรือบึง พบได้บริเวณโขดหิน ท่อนไม้ เป็นต้น มีลักษณะลำตัวแบน ความยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ลำตัวมีสีน้ำตาลอ่อน ไม่แบ่งเป็นปล้อง ผิวหนังบาง มีต่อมเมือกและขนเซลล์เล็ก ๆ สำหรับใช้ในการเคลื่อนที่ บริเวณส่วนหัวจะมีเซลล์คล้ายกับดวงตา เรียกว่า Eyespot จำนวน 2 จุด แบ่งออกเป็น ส่วนสีขาวใสและสีดำ ทำหน้าที่คล้ายดวงตาในการรับแสง […]
การทำประมงเกินขนาด ปัญหาหนึ่งที่ถูกมองข้าม
ลองจินตนาการว่าภายใต้ท้องทะเลอันกว้างใหญ่ที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เลยจะเป็นอย่างไร ก็คงจะเป็นทะเลที่ว่างเปล่าไร้สีสัน และแน่นอนว่าเรากำลังพูดถึงสัตว์ทะเลเช่น ปลา เต่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมอย่างโลมากับวาฬ และสัตว์น้ำอื่น ๆ ที่อาศัยในท้องทะเล และยังเป็นตัวเพิ่มสีสันความสวยงามให้กับท้องทะเลอีกด้วย ซึ่งสัตว์ทะเลเหล่านี้กำลังมีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว โดยสาเหตุที่สัตว์ทะเลน้อยลงนั้นปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการประมงที่จับสัตว์ทะเลเกินขนาด (Overfishing) โดยอธิบายสั้น ๆ ว่าคือ การจับสัตว์น้ำเกินความสามารถในการผลิตของธรรมชาติ อาจจะเป็นประโยคที่ดูแล้วไม่น่ากลัวอย่างที่คิด แต่ภายใต้ของประโยคนี้ได้สร้างความเสียหายพอ ๆ กับปัญหาขยะในทะเล หรือปัญหามลพิษทางทะเล และอาจจะมีผลกระทบมากกว่านี้ สูญเสียสมดุลทางทะเล การจับสัตว์น้ำพลอยได้ (bycatch) เป็นการจับเฉพาะสัตว์น้ำชนิดหนึ่ง (species target) โดยใช้เครื่องมือประมงอย่างเช่น เรือลากอวน แต่จะลากสัตว์ทะเลชนิดอื่นไปด้วย (non-species target) เช่น โลมา วาฬ เต่าทะเล แมวน้ำ นกทะเล และฉลาม โดยทุก ๆ ปี การทำประมงจะจับสัตว์ทะเลที่ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งส่วนใหญ่สัตว์ที่จับได้จะตายเกือบทั้งหมด มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจยังมีชีวิตรอด แต่เมื่อปล่อยลงสู่ทะเลไม่นานก็คงตายอยู่ใต้ก้นทะเล มีผลให้ประชากรของสัตว์น้ำดังกล่าวลดลง เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์และส่งผลไปถึงสมดุลของระบบนิเวศใต้ท้องทะเล ยกตัวอย่างฉลามที่ทุกคนกลัวกันนั้นเป็นผู้บริโภคลำดับสูงสุดในห่วงโซ่อาหารเป็นเหมือนผู้รักษาสมดุลประชากรของผู้บริโภคลำดับที่รองลงมาจากฉลาม เมื่อฉลามถูกจับไป สัตว์ที่เป็นลำดับรองลงมาก็จะมีประชากรเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสัตว์ทะเลเหล่านี้กินผู้ผลิตอย่างแพลงก์ตอนเป็นอาหาร เมื่อประชากรมากแพลงก์ตอนที่ถูกกินก็จะน้อยลง […]
ชื่อแร่ไพไรต์ แต่ทำไมเรียก “ทองคนโง่”
หลายครั้งที่เราเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับการที่ผู้คนพบวัตถุหรือก้อนแร่ที่มีลักษณะคล้ายทองคำโดยบังเอิญ สร้างความยินดีแก่ผู้ที่พบและนำกลับมาครอบครอง เมื่อผู้คนมากมายทราบข่าว ต่างก็หลั่งไหลไปค้นหาด้วยหวังว่าจะเป็นผู้โชคดีเช่นกัน แต่สุดท้ายไม่เป็นดังหวัง เป็นเพราะอะไร แร่ไพไรต์ (Pyrite) มีองค์ประกอบทางเคมี คือ FeS2 หรือมีชื่อเรียกแบบโบราณว่า เพชรหน้าทั่ง ลักษณะเด่นที่เห็นชัดคือ ผลึกของแร่มีลักษณะเป็นลูกบาศก์มุมตัด ที่ผิวมีลักษณะเป็นร่องเล็กในแนวขนานกัน หรือพบว่าเกิดเป็นมวลเม็ดหรือมวลก้อนกลมได้เช่นกัน แร่ชนิดนี้มีความแข็งแต่เปราะ แนวแตกเรียบชัดเจนแต่มีรอยแตกแบบก้นหอยถึงขรุขระ มีความแข็งประมาณ 6- 6.5 ตามโมห์สเกล และมีความวาวแบบโลหะ แต่สมบัติสำคัญที่ทำให้แร่ชนิดนี้ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นแร่ทองคำ นั่นคือ สีของแร่ไพไรต์มีสีเหลืองคล้ายโลหะทองเหลือง แต่เมื่อทดสอบด้วยการขูดแร่กับกระเบื้องไม่เคลือบ จะพบว่าผงแร่มีสีดำออกเขียว แร่ไพไรต์จัดเป็นแร่ในกลุ่มซัลไฟด์ที่พบได้แพร่หลาย โดยแหล่งแร่ไพไรต์แหล่งใหญ่ของประเทศไทยอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดยะลา แร่ไพไรต์ไม่ใช่แร่ทองคำ แต่ด้วยลักษณะของสีที่คล้ายกัน หากไม่พิจารณาให้ถี่ถ้วนก็อาจทำให้เข้าใจผิดได้ง่าย จึงทำให้ได้รับฉายาว่า “ทองคนโง่” อย่างไรก็ตาม แม้แร่ไพไรต์หรือทองคนโง่จะไม่ได้มีมูลค่ามหาศาลดังเช่นแร่ทองคำ แต่ก็มีประโยชน์ในทางอุตสาหกรรมที่มองข้ามไปไม่ได้ เพราะเป็นสินแร่กำมะถันที่สำคัญ ที่ใช้ประโยชน์เพื่อทำกรดกำมะถัน ซึ่งเป็นกรดตั้งต้นที่จะนำไปผลิตกรดชนิดอื่น ๆ และ Copperas (Ferrous sulfate) ซึ่งใช้ในการทำสีย้อมและการทำหมึก ทำยารักษาเนื้อไม้และยาฆ่าเชื้อโรค เป็นต้น ในบางแหล่งของโลกอาจจะมีการทำเหมืองแร่ไพไรต์เพื่อเอาแร่ทองคำกับแร่ทองแดงที่เกิดปนอยู่ด้วย และในบางประเทศที่หาแหล่งเหล็กออกไซด์ไม่ได้จะทำเหมืองแร่ไพไรต์เพื่อถลุงเอาโลหะเหล็กมาใช้งาน จากนี้ไป หากมีโอกาสพบเห็นแร่ที่มีลักษณะดังกล่าว ก่อนที่ท่านจะดีใจกระจายข่าวให้ผู้คนร่วมยินดี ขอให้ท่านตั้งสติแล้วลองทดสอบแร่ด้วยวิธีการขูดดูสีผงของแร่ก่อนซักนิด หากสีผงที่ได้มีสีดำออกเขียว ไม่เป็นสีทองดังหวัง […]
ขยะอาหาร (Food waste)…กองขยะที่ถูกซ่อนไว้
เมื่อเทคโนโลยีความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมกำลังทำลายความสมดุลของสิ่งแวดล้อม และสร้างขยะอย่างมหาศาลที่กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกคนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา แต่นอกจากปัญหาขยะพลาสติกที่ใช้เวลานานหลายปีในการย่อยสลายแล้ว ยังมีขยะอีกกองหนึ่ง ที่เป็นปัญหาสำคัญแต่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็นหรือมองข้ามปัญหานั่นไป เพราะยังไม่เข้าใจถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น จากการเทอาหารในจานทิ้งลงถังขยะ จากสถานการณ์ปัญหาขยะอาหารเริ่มกลายเป็นประเด็นใหญ่ทั่วโลก ที่ทุกประเทศกำลังร่วมมือกันในการลดการสร้างขยะจากอาหาร เพราะแท้จริงแล้วอาหารที่ผลิตออกมา เพียงพอสำหรับคนทั้งโลก แต่ไม่สามารถส่งไปถึงมือผู้ที่ต้องการหรือขาดแคลนอาหารได้ อาหารส่วนเกินเหล่านี้จึงเกิดการเน่าเสียและถูกทิ้ง สร้างมลพิษที่มีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการสร้างแก๊สเรือนกระจก อย่างเช่น แก๊สมีเทนและคาร์บอนไดออกไซด์ ในขณะที่ประเทศไทยก็พบปัญหานี้เช่นกัน โดยขยะอาหารคิดเป็น 64% ของขยะทั้งหมด จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งขยะส่วนใหญ่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้น้อย เนื่องจากการแยกขยะที่ไม่ถูกต้อง การจัดการขยะที่ใช้การฝังกลบรวม และไม่มีระบบจัดการที่ถูกสุขาภิบาล ขยะอาหารเกิดจากอาหารที่เหลือจากการบริโภคทั้งในครัวเรือน อาหารที่เหลือจากการจำหน่ายในร้านค้าปลีก อาหารบุฟเฟ่ต์และอาหารที่ใช้เพื่อปรุงแต่งจานในร้านอาหารหรือโรงแรม ขยะที่สร้างขึ้นในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม จากกระบวนการผลิตที่มีวัตถุดิบเหลือใช้ และการจัดเก็บวัตถุดิบที่ไม่ดีทำให้เกิดการเน่าเสีย ปัจจุบันหลาย ๆ องค์กรเริ่มมีมาตรการเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาขยะอาหาร โดยร้านค้าปลีกช่วยลดขยะอาหารที่ขายไม่หมดต่อวัน และอาหารที่ใกล้หมดอายุ ด้วยการลดราคา และมอบให้ผู้ยากไร้ในชุมชนทาน ซึ่งช่วยลดขยะและลดงบประมาณที่ใช้ในการจัดการ ในภาคอุตสาหกรรมมีการนำเศษวัตถุดิบเหลือใช้ไปรีไซเคิลเป็นปุ๋ย, แก๊สชีวภาพ (Biogas) และสกัดสารอาหารที่ยังคงมีประโยชน์ เพื่อลดปริมาณขยะและทำให้ขยะเป็นศูนย์ (Zero waste) ส่วนผู้บริโภคก็มีวิธีการง่าย ๆ ที่เราสามารถทำได้ คือ วางแผนการซื้ออาหารไม่ซื้อมากเกินความจำเป็น การปรุงอาหาร ควรทำในปริมาณที่สามารถทานได้หมด ไม่เหลือทิ้ง […]

