ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
โครงการสร้างความตระหนักรู้เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
รับสมัครทีมนักศึกษา สกร. ตัวแทนจากศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศ ชิงเงินรางวัลรวม 172,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร รับสมัครตั้งแต่ 22 พ.ค. 69 – 5 มิ.ย. 69 สมัครออนไลน์ได้ทาง https://forms.gle/GhsggFwdGsLNZ7K1A เมื่อสมัครผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ทีมผู้สมัครต้องนำส่งหลักฐานการสมัคร ซึ่งประกอบด้วย โดยส่งเอกสารทั้งหมดมายังศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 928 ถ.สุขุมวิท แขวงพระโขนงเขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 ภายในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 16.30 น. กำหนดการประกวด สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ หมายเหตุ FacebookFacebookXTwitterLINELine
ล่อรากด้วยน้ำ เทคนิคปลูกต้นไม้อย่างไรเมื่อไร้ดิน
“ราก” เป็นส่วนสำคัญของต้นไม้ที่ใช้ในการดูดซึม (Absorption) และลำเลียง (Conduction) น้ำ แร่ธาตุเข้าสู่ลำต้น ช่วยยึด (Anchorage) ลำต้นให้ติดกับพื้นดิน รากจึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ต้นไม้มีชีวิตอยู่ได้ นอกจากการปลูกต้นไม้ลงดินโดยตรงเพื่อให้เกิดรากแล้ว ยังมีอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้ต้นไม้สร้างราก และถือว่าเป็นการอนุบาลต้นไม้ที่กำลังอ่อนแอให้มีชีวิตรอด โดยเทคนิคดังกล่าว เรียกว่า การล่อราก “การล่อราก” เป็นเทคนิคการหลอกล่อให้ต้นไม้ที่นำมาเลี้ยงมีรากงอกออกมาด้วยตัวเอง เพื่อใช้ดูดสารอาหารในภาชนะปลูกไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ การล่อรากสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การล่อรากด้วยดินหรือหินภูเขาไฟ การล่อรากด้วยแสงแดด และการล่อรากด้วยน้ำ ซึ่งเทคนิคการล่อรากด้วยน้ำจะกล่าวถึงดังต่อไปนี้ การใช้น้ำเพื่อล่อราก เป็นเทคนิคการเลี้ยงต้นไม้ที่ง่าย ไม่ยุ่งยาก และใช้เวลาไม่นานรากใหม่ก็เริ่มงอกออกมาแล้ว ในช่วงที่ทำการล่อรากต้นไม้อาจหยุดการเจริญเติบโต เนื่องจากยังไม่มีรากที่ใช้ดูดซึมอาหารและน้ำได้ด้วยตัวเอง และจะเริ่มเจริญเติบโตเมื่อโคนต้นเริ่มมีรากสีขาวแทรกออกมา การล่อรากด้วยน้ำนี้มีลักษณะคล้ายกับการปลูกต้นไม้ในแจกันที่มีน้ำ แต่ต่างกันตรงที่การล่อรากจะไม่นำโคนต้นลงไปสัมผัสกับน้ำโดยตรง โดยลำต้นจะต้องลอยอยู่เหนือน้ำและปล่อยให้รากที่งอกออกมายืดออกไปหาน้ำด้านล่างเพื่อความอยู่รอดเอง เตรียมพืชอย่างไรเพื่อใช้ “ล่อราก” การเตรียมต้นไม้สำหรับใช้ล่อราก หากเป็นต้นไม้ที่มีกิ่งควรเลือกตัดกิ่งที่ติดส่วนของโหนดใบมาด้วย หรือที่เรียกว่า Leaf Node เพราะเป็นบริเวณที่มีอาหารสะสมและมีฮอร์โมน เช่น ไซโทไคนิน (Cytokinin) เอทิลีน (Ethylene) และจิบเบอเรลลิน (Gibberellin) ซึ่งสามารถกระตุ้นให้รากเจริญออก มาได้ และควรตัดกิ่งเฉียงประมาณ 45 […]
หยดน้ำข้างแก้ว เกิดขึ้นได้อย่างไร ?
หลายคนคงเคยสังเกตเห็นเวลาเราดื่มน้ำเย็น จะมีหยดน้ำเกาะข้างแก้วน้ำหรือขวดพลาสติก แล้วเคยสงสัยกันหรือไม่ว่า หยดน้ำนั้นมาจากไหน บางคนอาจคิดว่าเป็นน้ำที่อยู่ในแก้วหรือขวดพลาสติกซึมออกมา แต่จริง ๆ แล้วหยดน้ำที่เกาะอยู่ข้างภาชนะนั้น เป็นน้ำที่มาจากไอน้ำที่มีอยู่ในอากาศ! ไอน้ำ (vapor) คือน้ำที่อยู่ในสถานะแก๊ส หากอากาศมีปริมาณไอน้ำอยู่มาก แสดงว่ามีความชื้น (humidity) สูง แต่ถ้ามีไอน้ำน้อยแสดงว่ามีความชื้นต่ำ เมื่อวางแก้วน้ำเย็นไว้บนโต๊ะ ไอน้ำที่มีอยู่ในอากาศเจอกับความเย็นที่ผิวแก้ว จะเกิดการควบแน่น (condensation)โดยถ่ายเทพลังงานภายในออกมาในรูปของการคายความร้อนแฝง ทำให้เปลี่ยนสถานะจากแก๊สกลายมาเป็นของเหลว จึงทำให้เราพบเห็นหยดน้ำที่เกาะอยู่ข้างแก้วได้นั่นเอง อ้างอิง การเปลี่ยนสถานะของน้ำ ความชื้นสัมพัทธ์ FacebookFacebookXTwitterLINELine
ภาวะโลกร้อนกำเนิดหมีพิซลี อวสานหมีขั้วโลก
ในภาวะที่สภาพอากาศแปรปรวนเพราะภาวะโลกร้อนได้ส่งผลกระทบอันใหญ่หลวงให้กับสัตว์อย่างหมีขั้วโลก เมื่อน้ำแข็งขั้วโลกที่เป็นที่อยู่อาศัยของหมีขั้วโลกเกิดละลายทำให้น้ำแข็งที่เคยกั้นขวางระหว่างหมีขั้วโลก (polar bears) และหมีกริซลี (grizzly bears) ที่อาศัยอยู่ห่างไกลกันในเขตอาร์กติกต้องเดินทางเพื่อมาหาอาหาร และได้มาพบรักต่างสายพันธุ์จนให้กำเนิด “หมีพิซลี (pizzly bears)” แต่มันไม่ได้เป็นผลที่ดีนัก เพราะเจ้าหมีลูกผสมนั้นเพิ่มจำนวนไปทั่วพื้นที่เขตขั้วโลกเหนือในขณะที่หมีขั้วโลก ซึ่งเป็นเจ้าถิ่นลดน้อยลงและเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ เนื่องจากหมีขั้วโลกมีหัวกะโหลกทรงยาวเหมาะสำหรับการจับแมวน้ำผ่านรูในผืนน้ำแข็ง ประกอบกับมีฟันกรามที่เล็กและบดเคี้ยวของแข็งได้ไม่ดีนัก ทำให้มันกินชั้นไขมันของแมวน้ำเป็นอาหารหลัก แต่เมื่อน้ำแข็งละลายก็ทำให้ยากต่อการหาอาหารเกิดภาวะขาดแคลนอาหารอย่างหนักทำให้หมีขั้วโลกต้องเดินทางขึ้นไปหากินบนบกเป็นอุปสรรคต่อการหาอาหารเลี้ยงลูก ๆ ของมัน แต่ฝั่งของเจ้าหมีพิซลีนั้นมันมีฟันกรามที่ใหญ่และแข็งแรงสามารถเลือกกินอาหารได้หลากหลายชนิดเหมือนกับหมีกริซลี รวมไปถึงมีความยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศในปัจจุบันพอสมควรแม้ว่ามันจะมีพฤติกรรมที่มาจากหมีขั้วโลกค่อนข้างมาก แต่ก็สามารถอยู่ในอากาศอบอุ่นได้ดีกว่าหมีขั้วโลก ทำให้มันมีโอกาสรอดมากกว่าในภาวะที่น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ในสถานการณ์ภาวะโลกร้อนเช่นนี้เป็นเหตุให้โลกของเราอาจจะสูญเสียหมีขั้วโลกไปในไม่ช้า และการที่เราจะช่วยชีวิตเพื่อนร่วมโลกของเราไว้ได้ก็คือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้มากที่สุด หากน้ำแข็งขั้วโลกละลายน้อยลงหมีขั้วโลกก็จะยังมีที่อยู่อาศัยและสามารถหาอาหารต่อไปได้ อ้างอิง https://1th.me/g4AQdhttps://1th.me/9DfGuhttps://1th.me/g4AQdhttps://1th.me/Gorrz FacebookFacebookXTwitterLINELine
MRE คืออะไร?
ในแง่ของปัจจัยสี่สิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต อาหารจัดเป็นปัจจัยสำคัญสุดข้อแรก สรรพชีวิตทุกสายพันธุ์บนโลกล้วนเจริญเติบโตขึ้นมาได้ด้วยอาหาร สำหรับนักรบแล้วในขณะที่มีการรบอาหารถือเป็นสิ่งจำเป็นสุด ผลแพ้ชนะในศึกใดก็ตาล้วนขึ้นอยู่กับอาหาร ครั้งหนึ่ง นโปเลียน โบนาปาร์ต จอมกษัตริย์ผู้ลือนามแห่งฝรั่งเศสเคยกล่าวไว้ว่า “กองทัพต้องเดินด้วยท้อง เพราะถ้าเหล่าทหารหิวโหยจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนมาสู้รบ” สมัยก่อนทหารที่จะออกรบก็จะต้องเตรียมอาหารแห้งอย่างเนื้อเค็ม และขนมปังติดตัวไปด้วย ในยุคต่อมาได้พัฒนาเป็นอาหารกระป้อง แต่ด้วยน้ำหนักที่มากทำให้มีการคิดค้นอาหารพร้อมทานที่มีน้ำหนักเบาพกง่ายจึงเกิดเป็น MRE ที่ย่อมาจาก Meal Ready to Eat หรือที่คนไทยเรียกกันกว่า “อาหารสนาม” ในปัจจุบัน MRE ไม่ได้ใช้แค่ในวงการทหารเท่านั้น แต่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป สำหรับคนที่ชอบแอดเวนเจอร์เดินเข้าป่าแต่ไม่สะดวกแบกอุปกรณ์วัตถุดิบต่าง ๆ ไปทำอาหารเอง คุณสมบัติของ MRE 1 มื้อ ให้พลังงานสูงถึง 1,250 กิโลแคลลอรี่ โดยมีโปรตีน 13% ไขมัน 36% และคารโบไฮเดรต 51% รวมถึงแร่ธาตุต่างๆ เก็บไว้ได้นานถึง 3 ปี และยังคงรสชาติเดิมไว้ (ในอุณหภูมิไม่เกิน 26 องศาเซลเซียส) ปริมาณฟเบอร์ในอาหารจะต่ำกว่าอาหารปกติ (อยู่กลางป่าคงไม่มีห้องน้ำ) แพคเกจป้องกันความชื้นและกันแสง ใน […]

