ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
โครงการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับนักศึกษา สกร. ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
โครงการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับนักศึกษา สกร. ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รับสมัครนักศึกษา สกร.ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับพื้นที่จากการจัดประกวดโดยกลุ่มศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั้ง 19 แห่ง ชิงถ้วยพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เงินรางวัลรวม 128,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร เงื่อนไข เมื่อสมัครผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ทีมผู้สมัครต้องนำส่งหลักฐานการสมัคร ซึ่งประกอบด้วย โดยส่งเอกสารทั้งหมดมายัง ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 928 ถ.สุขุมวิท แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 ภายในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 กำหนดการประกวด สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ FacebookFacebookXTwitterLINELine
LIGHT BULBS ประเภทของหลอดไฟ เลือกใช้ให้เหมาะสม
เมื่อแสงสว่างจากหลอดไฟกลายเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตประจำวันที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์ ทำให้เรามองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้น หรืออาจถูกใช้เพื่อตกแต่งสถานที่ให้สวยงาม สร้างบรรยากาศให้น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย โรงเรียน อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า หรือแหล่งท่องเที่ยวยามราตรี การเลือกใช้หลอดไฟจึงต้องเลือกให้เหมาะสมกับสถานที่และตรงตามจุดประสงค์ของการใช้งาน วันนี้เราจะมาแนะนำหลอดไฟ 5 ประเภท ลองมาดูกันว่าแต่ละประเภทเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรบ้าง 1) หลอดอินแคนเดสเซนต์ (Incandescent Lamp) หลอดอินแคนเดสเซนต์ (Incandescent Lamp) หรือที่เรามักเรียกว่า หลอดไส้ ส่วนใหญ่ใช้ทังสเตนเป็นไส้หลอด มีหลักการทำงานคือเมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านไส้หลอด จะเกิดความร้อนแล้วเปล่งแสงออกมา ข้อดีคือมีขนาดเล็ก ราคาถูก แต่ข้อเสียคืออายุการใช้งานสั้น ประมาณ 1,000 – 1,500 ชั่วโมง กินไฟมาก และสูญเสียพลังงานออกมาในรูปของความร้อนสูง ในอดีตมักใช้ตามอาคารบ้านเรือนทั่วไป แต่ความนิยมลดลงไปเรื่อย ๆ เนื่องจากมีหลอดไฟประเภทอื่นที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าให้เลือกใช้ 2) หลอดแฮโลเจน (Halogen Lamp) หลอดแฮโลเจน (Halogen Lamp) เป็นหลอดอินแคนเดสเซนต์ชนิดหนึ่ง เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านไส้หลอด เกิดความร้อนแล้วเปล่งแสงออกมาเช่นกัน แต่ภายในหลอดมีการบรรจุสารตระกูลแฮโลเจน เช่น ไอโอดีน […]
ลัมปี สกิน โรคอุบัติใหม่ที่ไม่ควรมองข้าม
ปัจจุบันผู้คนกำลังประสบกับสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลต่อการดำรงชีวิตและทำให้เกิดปัญหาสุขภาพอย่างรุนแรงทั่วทั้งโลกไม่เพียงแค่ผู้คนที่กำลังตกอยู่ในวิกฤตการณ์ที่น่าลำบากเช่นนี้ ในขณะเดียวกันเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2564 ได้มีรายงานการพบโคเนื้อที่แสดงอาการของเชื้อไวรัสโรคลัมปี สกิน ซึ่งเป็นโรคที่ไม่เคยพบในประเทศไทยมาก่อน “ลัมปี สกิน” เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส Lumpy skin disease virus สกุล Capripoxvirus ที่พบและแพร่กระจายในโค กระบือ แต่ไม่สามารถติดต่อสู่คนได้ โดยอาการของสัตว์ที่ติดเชื้อจะมีไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต มีตุ่มขนาดใหญ่บนผิวหนัง พบมากที่คอ หัว เต้านม ถุงอันฑะและหว่างขา โดยตุ่มที่เกิดขึ้นสามารถแตกและตกสะเก็ดเกิดเป็นเนื้อตายหรือมีหนอนชอนไชได้ นอกจากนี้ยังพบตุ่มน้ำใสที่เยื่อเมือกทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร ทำให้สัตว์มีอาการน้ำลายไหล ไม่เพียงแค่อาการที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเหล่านี้เท่านั้น แต่สัตว์ที่ติดเชื้อจะมีลักษณะซึม เบื่ออาหาร รวมถึงอาจมีภาวะเป็นหมันหรือแท้งลูก สำหรับในโคนมน้ำนมจะลดลง 25 – 65 เปอร์เซ็นต์ สัตว์ที่ติดเชื้อจะมีอัตราการป่วยอยู่ที่ 5 – 45 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอัตราการตายจะสูงในพื้นที่ที่ไม่เคยมีการระบาดมาก่อน โดยโรคลัมปี สกินนี้มีพาหะมาจากแมลงดูดเลือด เช่น เห็บ แมลงวัน และยุง รวมไปถึงน้ำลาย สารคัดหลั่ง สะเก็ดแผล การใช้อุปกรณ์ร่วมกันของสัตว์ เมื่อสัตว์ได้รับเชื้อในช่วงแรกจะต้องทนกับอาการที่เกิดขึ้นเพราะมันไม่สามารถพูดหรือบอกได้เหมือนมนุษย์เมื่อเจ็บป่วย สำหรับการรักษาจะไม่มีการรักษาที่จำเพาะ ต้องรักษาตามอาการเท่านั้น เนื่องจากวัคซีนป้องกันโรคนี้จะมีเฉพาะในประเทศที่เคยมีการระบาดของโรคมาก่อนแล้วเท่านั้น […]
ชีวิตสัตว์ยามราตรีกาล Night life animals
เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ความมืดมิดเข้าปกคลุม ชีวิตสัตว์กลางคืนจึงเริ่มต้นขึ้น พวกมันสามารถมองเห็นในที่มืดได้อย่างชัดเจน จึงล่าเหยื่อในความมืดได้ เช่น นกฮูก นอกจากนั้น สัตว์กลางคืนยังสามารถได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวของเหยื่อได้เป็นอย่างดี แม้เป็นการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย เช่น ค้างคาว มันจะปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูงออกมา เมื่อคลื่นเสียงกระทบกับวัตถุ จะสะท้อนกลับมายังหูของค้างคาว ทำให้มันรู้ตำแหน่งของเหยื่อจึงล่าเหยื่อได้โดยง่าย ในยามค่ำคืน ดวงจันทร์และดาวยังเป็นเสมือนเข็มทิศในการนำทางให้แก่สัตว์ต่าง ๆ เช่น ลูกเต่าทะเลที่ฟักออกจากไข่ในเวลากลางคืน จะใช้ดวงจันทร์และดาวเป็นตัวบอกทิศทางไปยังมหาสมุทร สัตว์กลางคืนไม่ต้องการแสงอาทิตย์ในวัฏจักรชีวิต พวกมันจะนอนหลับไหลในเวลากลางวัน และออกหากินในเวลากลางคืน นี่คือพฤติกรรมการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ เพื่อความอยู่รอด และการดำรงอยู่ของเผ่าพันธ์ุ ความลับของธรรมชาติยังมีเรื่องราวให้เราค้นหาคำตอบอีกมากมาย มาสนุกกับการไขความลับของธรรมชาติรอบตัวเราได้ที่ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) FacebookFacebookXTwitterLINELine
หน่วยวัดความเผ็ดของพริก
ถ้าหากพูดถึงอาหารไทย หลายคนคงนึกถึงอาหารที่มีความเผ็ดเป็นแน่ ซึ่งสังเกตได้จากอาหารหลาย ๆ อย่างจะต้องมีพริกเป็นส่วนประกอบในเมนูอาหาร ทุกท่านทราบหรือไม่ว่า พริกที่ให้ความเผ็ดนั้นใช้หน่วยอะไรในการวัดระดับกันนะ หน่วยวัดความเผ็ดในพริก เรียกว่า “สโกวิลล์ ฮีต ยูนิต” หรือ“เอสเอชยู” (Scoville Heat Unit ; SHU) โดยคำว่า Scoville มาจากชื่อของผู้คิดค้นวิธีการวัดระดับ คือ วิลเบอร์ สโกวิลล์ (Wilber Scoville) นักเคมีชาวอเมริกัน ซึ่งถูกคิดค้นขึ้นในปี ค.ศ.1912 จากการใช้วิธีทดสอบความเผ็ดของพริกโดยทดสอบทางประสาทสัมผัส และใช้แอลกอฮอล์ละลายสารให้ความเผ็ดหรือแคปไซซิน (Capsaicin) แล้วนำไปเจือจางในน้ำ ทดลองให้คนชิมแล้วเพิ่มปริมาณขึ้นทีละนิดจน 3 ใน 5 คนที่เป็นผู้ทดลองชิมจะไม่สามารถรับรู้ถึงรสเผ็ดได้ ถ้าหากมีการเจือจางมากครั้งก็แสดงว่าพริกนั้นเผ็ดมากถ้าเจือจางน้อยครั้งก็แสดงว่าเผ็ดน้อย ปัจจุบันความเข้มข้นของแคปไซซินถูกกำหนดโดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ซึ่งวิธีการที่ใช้ในการทดสอบทั่วไปนั้นจะใช้วิธี High Pressure Liquid Chromatography (HPLC) เป็นการวัดแคปไซซินโดยตรงที่ให้ผลลัพธ์แม่นยำกว่าวิธีทางประสาทสัมผัส ค่าตัวเลขยิ่งมาก ยิ่งทำให้พริกมีระดับความเผ็ดมากเท่านั้น เรามาดูตัวอย่างระดับความเผ็ดของพริกแต่ละชนิดกันเลย อ้างอิง https://1th.me/Gz6t0https://1th.me/JPfPV FacebookFacebookXTwitterLINELine

