ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
การประกวดการแสดงทางวิทยาศาสตร์ (Science Show) ระดับประเทศประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
เงื่อนไขการสมัคร กลุ่มเป้าหมาย นักเรียนในระบบ ระดับประถมศึกษาตอนปลาย นักเรียนในระบบระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และนักศึกษา สกร. ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่ผ่านการคัดเลือกโดยการประกวดและได้รางวัลชนะเลิศของศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ในเขตจังหวัดที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาที่รับผิดชอบ กำหนดการประกวด การรับสมัคร สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงาน เอกสารการประกวดการแสดงทางวิทยาศาสตร์ (Science Show) ระดับประเทศ FacebookFacebookXTwitterLINELine
ภาพติดตา…ก่อกำเนิดภาพยนตร์
ปัจจุบันความเครียดในช่วงโควิด 19 แพร่ระบาด เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่หลายคนต้องเผชิญ เมื่อต้องจัดการกับความเครียดนั้นมีหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือที่ชอบ การออกไปท่องเที่ยว แต่มีอีกหนึ่งวิธีที่ผู้คนเลือกที่จะทำเพื่อผ่อนคลายความเครียด นั่นคือการดูภาพยนตร์ที่ตนเองชอบ เพราะว่าการดูภาพยนตร์นั้นจะช่วยทำให้ร่างกายของเรามีการผ่อนคลาย รู้สึกเหมือนได้พักผ่อน ได้เรียนรู้กับภาพยนตร์ที่ฉายที่จะทำให้เรามีความสุขมากขึ้นอยู่เสมอ แต่รู้หรือไม่ว่าภาพยนตร์ที่เราดูนั้นมีจุดกำเกิดมาจากอะไร สามารถศึกษาได้จากข้อมูลดังต่อไปนี้ ภาพยนตร์ คือ กระบวนการบันทึกภาพด้วยฟิล์ม แล้วนำมาฉายให้เห็นภาพเคลื่อนไหว ภาพที่ปรากฏบนฟิล์มภาพยนตร์หลังจากผ่านกระบวนการถ่ายทำแล้ว เป็นเพียงภาพนิ่งจำนวนมากที่แสดงอิริยาบถต่างๆ มาเรียงติดกันอย่างต่อเนื่องทำให้ผู้ชมมองเห็นเป็นภาพที่เคลื่อนไหว โดยใช้หลักการที่เรียกว่า “การเห็นภาพติดตา” (Persistence of vision) คิดค้นโดย Dr. John Ayrton Paris และเมื่อนำเอาภาพนิ่งเหล่านั้นมาฉายดูทีละภาพด้วยอัตราความเร็วในการฉายภาพต่อภาพเท่า ๆ กัน สายตามนุษย์จะยังคงรักษาภาพไว้ที่เรติน่าเป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 1/15 วินาที ถ้าหากภายในระยะเวลาดังกล่าวมีอีกภาพแทรกเข้ามาแทนที่ สมองของเราจะทำการเชื่อมโยงสองภาพเข้าด้วยกัน และจะทำหน้าที่ดังกล่าวต่อไปเรื่อย ๆ หากภาพต่อไปปรากฏในเวลาไล่เลี่ยกัน โดยเฉพาะในกรณีที่ภาพแต่ละภาพเป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องในลักษณะของการเคลื่อนไหว เมื่อนำมาเรียงต่อกันในระยะเวลากระชั้นชิด ภาพนิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็นภาพเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องกัน สำหรับเครื่องฉายภาพยนตร์เครื่องแรกของโลกที่เรียกว่า Kinetoscope ได้ถูกออกแบบในปี 1891 โดย William Kennedy Laurie […]
เจาะลึกใต้ผิวหนัง ส่องดูส่วนประกอบของเลือด
เลือดเปรียบเสมือนระบบขนส่งของร่างกาย มีหน้าที่สำคัญคือ นำออกซิเจนที่เราได้จากการหายใจ สารอาหารที่เรารับประทานเข้าไป รวมทั้งสารอื่น ๆ ไปยังเซลล์และอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย ส่วนของเสียจากร่างกาย เลือดก็มีหน้าที่นำของเสียเหล่านี้ไปยังอวัยวะที่ใช้ในการขับถ่าย เพื่อกำจัดออกจากร่างกายอีกด้วย เรามาเจาะลึกลงไปดูกันว่า ในเลือดมีส่วนประกอบอะไรบ้าง เลือดที่เราเห็นสีแดงเข้มนี้ ถ้าเราลองนำไปปั่นเหวี่ยงแยกชั้นตามความหนาแน่นของสาร เราจะเห็นเลือดมีการแยกชั้นแบ่งออกเป็น 3 ชั้น โดยชั้นบนสุดเป็นของเหลว เรียกว่า น้ำเลือดหรือพลาสมา (Plasma) พบประมาณ 55% ประกอบด้วยสารที่ทำให้เลือดแข็งตัว (Fibrinogen), แอนติบอดี (Antibody), เอนไซม์, ฮอร์โมน เป็นต้น ชั้นถัดมาอยู่ตรงกลางมีสีขาวเป็นส่วนของเกล็ดเลือดและเม็ดเลือดขาว มีปริมาณไม่ถึง 1% ส่วนชั้นล่างสุดมีสีแดง เป็นส่วนของเม็ดเลือดแดง มีประมาณ 45% เมื่อเรานำเลือดมาส่องดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์ จะเห็นส่วนประกอบของเซลล์หลัก ๆ 3 ชนิด คือ 1. เซลล์เม็ดเลือดแดง (Red blood cells หรือ RCB) เป็นเซลล์ที่พบได้มากที่สุดในน้ำเลือด พัฒนามาจากสเต็มเซลล์ในไขกระดูก มีขนาดประมาณ 6 ไมโครเมตร […]
โดปามีน:สารเสพติดหรือสารแห่งความสุข
เคยสงสัยไหมว่าทำไมเราถึงรู้สึกดีเมื่อได้รับความพึงพอใจในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความรัก คำชม การประสบความสำเร็จ หรือเพียงแค่การได้กินอาหารที่อร่อยถูกใจ ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่สมองของเรามีสารเคมีที่ชื่อว่า โดปามีน (Dopamine) หลายคนเรียกมันว่า “สารเคมีแห่งความสุข” ขณะที่บางครั้งก็ถูกมองว่าเป็นต้นเหตุของพฤติกรรมเสพติด โดปามีน (Dopamine,C8H11NO2 ) เป็นทั้งฮอร์โมน(Hormone) และสารสื่อประสาท(Neurotransmitter) สมองของเราจะหลั่งโดปามีนเมื่อได้รับการตอบสนองต่อประสบการณ์ที่ให้ความพึงพอใจหรือบรรลุเป้าหมายตามที่คาดหวัง โดยเมื่อโดปามีนถูกหลั่งออกแล้วจะส่งผลต่ออารมณ์ให้มีความตื่นตัว กระฉับกระเฉง มีสมาธิมากขึ้น และไวต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆ รอบตัว โดปามีนทำเรารู้สึกมีความสุขและอยากทำเช่นนั้นอีก แม้จะถูกเรียกว่า “สารแห่งความสุข” แต่ในความเป็นจริง โดปามีนไม่ได้สร้างความสุขโดยตรง มันคือสารที่กระตุ้นให้เรามุ่งมั่นทำสิ่งต่างๆ เพื่อตอบสนองความพึงพอใจที่เราได้รับ อย่างไรก็ตาม ความสุขที่เกิดจากโดปามีนนั้นมักเป็นความสุขชั่วคราว หากเราไล่ตามความรู้สึกนี้มากเกินไป อาจทำให้เราติดพฤติกรรมบางอย่างโดยไม่รู้ตัว เพราะโดปามีนไม่ได้เป็นเพียงตัวช่วยให้เรามีแรงจูงใจเท่านั้น แต่มันยังเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมเสพติดอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการติดเกม การช้อปปิ้ง หรือแม้แต่การเสพติดสารเคมี เช่น แอลกอฮอล์และยาเสพติดเพื่อหลั่งโดปามีนอีกครั้ง พฤติกรรมนี้หากเกิดซ้ำๆ อาจนำไปสู่ “วงจรเสพติด” ที่ยากจะหลุดพ้น เมื่อเราทำกิจกรรมที่กระตุ้นโดปามีนในระดับมากเกินไป จะส่งผลต่อร่างกาย ทำให้เป็นคนคิดเร็ว แต่ก็อาจก้าวร้าวและเป็นโรคสมาธิสั้น ซึ่งหากมีมากเกินขีดจำกัดก็อาจทำให้เกิดอาการป่วยทางจิต หากสมองของเราได้รับโดปามีนในระดับที่เหมาะสม ก็จะทำให้รู้สึกตื่นตัว กระฉับกระเฉง และมีสมาธิ […]
ชีวิตยามค่ำคืนของนกแสก
นกแสกเป็นนกที่ออกหากินในตอนกลางคืน (Nocturnal animal) โดยนกแสกจะมีพฤติกรรมการล่าหนูหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมขนาดเล็กด้วยวิธีการการซุ่มโจมตี ในค่ำคืนที่มืดมิดไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการหาอาหารของนกแสกเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่าเหยื่อจะว่องไว และซ่อนตัวภายใต้พื้นหญ้ารกทึบแค่ไหนก็ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงของนกแสก แล้วทุกคนสงสัยไหมว่านกแสกใช้ชีวิตในค่ำคืนที่ไร้แสงสว่างได้อย่างไร ก็เพราะว่านกแสกนั้นมีการปรับตัวและมีวิธีการออกล่าเหยื่อในยามค่ำคืนดังต่อไปนี้ มองเห็นได้ดีในที่มืด เนื่องจากภายในดวงตาจะมีจอรับภาพที่เรียกว่า จอประสาทตา (Retina) เมื่อแสงตกกระทบเซลล์ภายในจอประสาทตา ทำหน้าที่รับรูปทรงและสีของวัตถุที่มองส่งไปยังสมอง โดยจะประกอบด้วยเซลล์ที่เรียกว่า เซลล์รูปแท่ง ที่ทำงานได้ดีในที่สลัวหรือที่มีแสงน้อย และรับการเคลื่อนไหวของวัตถุ แต่มองเห็นสีได้เพียงสีขาวกับสีดำ ส่วนอีกเซลล์หนึ่งเรียกว่า เซลล์รูปกรวย จะทำงานได้ดีในที่มีแสงมาก สามารถมองเห็นสีต่าง ๆ ของวัตถุได้ แต่จะทำงานไม่ได้เมื่อไม่มีแสงหรือทำงานได้ไม่ดีในที่แสงสลัว นกแสกมีทั้งสองเซลล์แต่เซลล์รูปแท่งจะมีมากกว่า ซึ่งสามารถมองเห็นเหยื่อในที่แสงสลัว นอกจากนี้เนื้อเยื่อพิเศษที่อยู่หลังเรตินาที่เรียกว่า Tapetum lucidum ซึ่งเหมือนกระจกสะท้อนแสงที่จะสะท้อนแสงกลับเข้าไปในจอประสาทตาอีกครั้งหนึ่ง เป็นส่วนที่ช่วยการมองเห็นในที่มืดได้ดีขึ้น เราจึงเห็นตาของสัตว์เหล่านี้สะท้อนแสงออกมาจากดวงตา สายตามองได้กว้างไกล นกแสกมีตาทั้งสองข้างอยู่ด้านหน้าเหมือนมนุษย์ ทำให้มองเห็นวัตถุพร้อมกันในเวลาเดียวกัน (Binocular vision) ภาพจึงมีความกว้าง ความยาวและความลึก หรือที่เรียกว่าภาพสามมิติ ทำให้รู้ระยะทางของเหยื่อได้ เมื่อเปรียบเทียบกับนกที่มีตาอยู่ด้านข้าง (Monocular vision) จะมีมุมการมองเห็นภาพสามมิติน้อยกว่า ข้อจำกัดของตานกแสกคือไม่สามารถกลอกลูกตาได้ จึงอาศัยอวัยวะอย่างคอที่มีกระดูกคอมากกว่ามนุษย์ถึงสองเท่า ใช้แทนการกลอกของลูกตาจึงสามารถหันหัวได้ 270 องศา มีหูดีช่วยระบุตำแหน่งเหยื่อ ถึงแม้ว่าตาจะมีความสามารถมองเห็นในที่มืดได้ […]

