ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
โครงการสร้างความตระหนักรู้เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
รับสมัครทีมนักศึกษา สกร. ตัวแทนจากศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศ ชิงเงินรางวัลรวม 172,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร รับสมัครตั้งแต่ 22 พ.ค. 69 – 5 มิ.ย. 69 สมัครออนไลน์ได้ทาง https://forms.gle/GhsggFwdGsLNZ7K1A เมื่อสมัครผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ทีมผู้สมัครต้องนำส่งหลักฐานการสมัคร ซึ่งประกอบด้วย โดยส่งเอกสารทั้งหมดมายังศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 928 ถ.สุขุมวิท แขวงพระโขนงเขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 ภายในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 16.30 น. กำหนดการประกวด สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ หมายเหตุ FacebookFacebookXTwitterLINELine
ไขข้อข้องใจการเมาจนเก็บทรงไม่อยู่เกิดจากอะไร
ทำไมเวลาที่คนดื่มแอลกอฮอล์ถึงเมาชนิดที่ว่าเก็บทรงไม่อยู่ ซึ่งเป็นคำที่หลาย ๆ คนคงต้องเคยได้ยินกันมาจากเพลงดังที่กล่าวถึงอาการเมาหลังจากดื่มแอลกอฮอล์แล้วไร้สติ แถมยังไม่สามารถควบคุมตัวเองได้นั่นเอง ในวันนี้เราจะมาไขทุกข้อสงสัยว่าหลังจากการดื่มแอลกอฮอล์นั้นทำไมถึงมีอาการเมา ประเภทของแอลกอฮอล์ที่เราสามารถบริโภคได้ คือ แอลกอฮอล์ที่เกิดจากกระบวนการหมักผลผลิตทางการเกษตรกับยีสต์ได้เป็นเอทิลแอลกอฮอล์หรือที่เรียกกันว่า เอทานอล เมื่อดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปแล้วแอลกอฮอล์ก็จะถูกดูดซึม และเคลื่อนที่ผ่านกระแสเลือดไปยังอวัยวะต่าง ๆ ทำให้ไปกดการทำงานของสมองที่ส่งผลต่ออาการเมาจนเก็บทรงไม่อยู่ดังนี้ 1. แอลกอฮอล์จะไปกดการทำงานบริเวณต่าง ๆ ของสมองส่วนซีรีบรัม (Cerebrum) กดการทำงานสมองกลีบหน้า (Frontal lobe) จะทำให้จำไม่ค่อยได้ ความคิด บุคลิก และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ กดการทำงานสมองกลีบข้าง (Parietal loab) การประมวลผลการรับรู้ตำแหน่งจะแย่ลง และพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง กดการทำงานสมองกลีบขมับ (Temperalloab) จะไปทำให้การรับกลิ่นเสียงและความรู้สึกแย่ลง กดการทำงานสมองกลีบหลัง (Occipital loab) จะทำให้การรับรู้ภาพแย่ลง ตาพร่ามัวมองเห็นไม่ชัด 2. แอลกอฮอล์จะไปกดการทำงานสมองส่วนฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ทำให้ความรู้และความทรงจำเสียหาย เมื่อตื่นมาจะจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ได้ เวลาเมาจะหวนคิดถึงความหลังที่น่าเศร้าและไม่แปลกที่จะพบว่าคนเมามักจะชอบร้องไห้ 3. แอลกอฮอล์จะไปกดการทำงานสมองส่วนซีรีเบลลัม (Cerebellum) มีผลต่อการทรงตัวทำให้ยืนไม่ตรง เดินเซ ถือของไม่ไหวและสุดท้ายหากมีแอลกอฮอล์ในเลือดมากก็จะหลับไปในที่สุด 4. แอลกอฮอล์จะไปกดการทำงานก้านสมอง (Brain stem) […]
กว่าจะมาเป็นผ้าอนามัยในปัจจุบัน
เมื่อถึงวันนั้นของเดือน เหล่าสุภาพสตรีต่างทราบกันดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของตน และเริ่มมองหาตัวช่วยในการป้องกันไม่ให้เลือดประจำเดือนไหลเลอะเปรอะเปื้อนไปตามเสื้อผ้าที่สวมใส่ในวันนั้น สิ่งที่เป็นที่นิยมมากที่สุดนั่นคือ ผ้าอนามัย ซึ่งในปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบให้เลือกใช้ตามความชื่นชอบ เช่น ผ้าอนามัยแบบแผ่น ผ้าอนามัยแบบสอด หรือผ้าอนามัยแบบสวมใส่เหมือนกางเกงชั้นใน เป็นต้น แต่กว่าจะมาเป็นผ้าอนามัยที่ใช้ได้อย่างสะดวกสบายเฉกเช่นทุกวันนี้ ทราบหรือไม่ว่าผู้หญิงในสมัยก่อนเขาจัดการกับปัญหานี้กันอย่างไร ประจำเดือน หรือ รอบเดือน เกิดจากการเจริญของเยื่อบุผนังมดลูกชั้นใน (Endometrium) จนผนังมดลูกมีความหนามากขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสืบพันธุ์ แต่หากไม่มีการปฏิสนธิระหว่างไข่กับอสุจิ เยื่อบุผนังมดลูกชั้นในจะหลุดลอกออกมาและกลายเป็นประจำเดือนในที่สุด โดยการเป็นประจำเดือนจะเริ่มเกิดขึ้นเมื่อเพศหญิงเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ตั้งแต่อายุประมาณ 11-50 ปี เป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับร่างกายของผู้หญิง ซึ่งมาพร้อมกับความยากลำบากในการดูแลหรือรักษาความสะอาด และในแต่ละยุคสมัยที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไม่เท่ากัน เครื่องมือที่ใช้ในการป้องกันการไหลของประจำเดือนก็ย่อมแตกต่างกันออกไป ในสมัยก่อนแต่ละประเทศยังไม่สามารถติดต่อสื่อสารหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้มากนัก ทำให้เทคโนโลยีและวัฒนธรรมยังมีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก ส่งผลให้วิธีการจัดการกับประจำเดือนในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันออกไป ส่วนมากจะเป็นการใช้วัสดุที่หาได้ตามธรรมชาติ เช่น การใช้ผ้าหรือกระดาษที่อ่อนนุ่ม เยื่อไม้ สำลี หรือแม้แต่ขนสัตว์ วางเป็นแผ่น ๆ ซ้อนกันจนหนาพอที่จะซึมซับประจำเดือนได้ นำมาลอดผ่านระหว่างขาแล้วใช้เชือกหรือเข็มขัดผูกคาดไว้กับช่วงเอว ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้มีการคิดค้นผ้าที่สามารถใช้ซับเลือดของทหารในสงคราม จึงมีการนำแนวคิดนี้มาดัดแปลงใช้กับผ้าอนามัยในสมัยนั้น เกิดเป็นผ้าอนามัยแบบห่วง ที่ใช้ผ้าในการดูดซับประจำเดือน แต่ยังคงต้องใช้เข็มขัดคาดไว้กับเอว บางยี่ห้อสามารถซักและนำกลับมาใช้ซ้ำได้ แต่บางยี่ห้อเป็นแบบใช้แล้วทิ้ง ทำให้ผู้ใช้ส่วนมากมักเป็นสตรีที่มีฐานะเสียมากกว่า ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา […]
รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV)
รถยนต์ไฟฟ้าเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในยุคปัจจุบัน ทดแทนรถยนต์ที่ขับเคลื่อนโดยใช้แหล่งพลังงานจากการเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ก่อให้เกิดมลพิษต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม อีกทั้งน้ำมันดิบเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่นับวันจะหมดไปเรื่อย ๆ รถยนต์ไฟฟ้าจะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าโดยใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานที่อาจเป็นแบตเตอรี่หรือแหล่งพลังงานอื่นโดยไม่มีการเผาไหม้เชื้อเพลิง ไม่ปล่อยคาร์บอนมอนอกไซด์ ไม่เกิดฝุ่นและเสียงรบกวน ถือว่าเป็นมิตรกับมนุษย์และสิ่งแวดล้อมเพื่อก้าวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (low carbon society) อย่างไรก็ตาม รถยนต์ไฟฟ้าปัจจุบันยังมีทั้งแบบอาศัยเครื่องยนต์เผาไหม้ภายในมาใช้ร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าทั้งในส่วนการขับเคลื่อนและผลิตพลังงานไฟฟ้าเก็บสะสมในแบตเตอรี่ หรือเป็นแบบที่ใช้เชื้อเพลิงอื่นอย่างแก๊สไฮโดรเจนมาผลิตพลังงานไฟฟ้าโดยใช้เทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงด้วยดังนั้น จึงแบ่งรถยนต์ไฟฟ้าออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1) รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle: BEV) เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% จากแบตเตอรี่ในการขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า โดยต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานภายนอก และไม่มีเครื่องยนต์ที่ต้องเผาไหม้เชื้อเพลิงจึงไม่มีการปล่อยไอเสียออกมา 2) รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle: HEV) เป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมประกอบไปด้วยเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนเป็นหลัก ร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าพร้อมแบตเตอรี่ ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงต่ำกว่ารถยนต์ทั่วไป ไม่มีช่องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานภายนอก 3) รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดปลั๊กอิน (Plug-in Hybrid Electric Vehicle: PHEV) เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่พัฒนามาจากแบบไฮบริด แต่มีช่องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานภายนอกได้สามารถวิ่งได้ระยะทางที่ไกลกว่าแบบไฮบริด 4) รถยนต์ไฟฟ้าแบบเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell Electric […]
“Earth Hour” 1 ชั่วโมงลดโลกร้อน [26 March 2022 | 8:30 pm – 9.30 pm]
ทุก ๆ ปี ในวันเสาร์สุดท้ายของเดือนมีนาคม เวลา 20.30 น. หลายกลุ่มคนทั่วทุกมุมโลกจะรวมตัวกันเคลื่อนไหวทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ เพื่อกระตุ้นความตระหนักรู้ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เรารู้จักในชื่อของ “Earth Hour” Earth Hour ก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในเชิงบวกผ่านพลังของฝูงชนของคนทั้งโลก เริ่มต้นในปี 2550 โดยองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล หรือ กองทุนสัตว์ป่าโลก (World Wide Fund for Nature-WWF) ซึ่งเป็นองค์การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ ยับยั้งการทำลายสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนให้มนุษย์อยู่ร่วมกับธรรมชาติและการใช้พลังงานทดแทน ได้ร่วมมือกับพันธมิตรทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ปิดไฟในซิดนีย์เพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นหนึ่งในการเคลื่อนไหวระดับรากหญ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ต่อมา Earth Hour ได้ถูกจัดขึ้นในวันเสาร์สุดท้ายของเดือนมีนาคมของทุกปี โดยปัจจุบันได้มีผู้เข้าร่วมในประเทศและดินแดนต่าง ๆ มากกว่า 190 แห่งทั่วโลก Earth Hour ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแสดงเชิงสัญลักษณ์ของการปิดไฟเท่านั้น แต่มันได้กลายเป็นตัวเร่ง การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมาย สำหรับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ ที่เกิดจากพลังของประชาชนและการดำเนินการขับเคลื่อนร่วมกันของคนทั้งโลก ซึ่งปัจจุบันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้เป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก โดยเฉพาะปัญหาภาวะโลกร้อน วิกฤตสภาพภูมิอากาศได้ถือว่าเป็นหนึ่งในความท้าทายที่สุดที่มนุษยชาติเคยเผชิญมา มันส่งผลกระทบต่อทุกมุมโลกของเราตั้งแต่ขั้วโลก ภูเขา ป่าไม้ไปจนถึงมหาสมุทร ผู้คนต่างรับรู้ถึงผลกระทบอันร้ายแรงที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ […]
