
โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การสร้างสื่อการเรียนการสอนวิ

โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การสร้างสื่อการเรียนการสอนวิ
โครงการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับนักศึกษา สกร. ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รับสมัครนักศึกษา สกร.ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับพื้นที่จากการจัดประกวดโดยกลุ่มศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั้ง 19 แห่ง ชิงถ้วยพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เงินรางวัลรวม 128,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร เงื่อนไข เมื่อสมัครผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ทีมผู้สมัครต้องนำส่งหลักฐานการสมัคร ซึ่งประกอบด้วย โดยส่งเอกสารทั้งหมดมายัง ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 928 ถ.สุขุมวิท แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 ภายในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 กำหนดการประกวด สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ FacebookFacebookXTwitterLINELine
การขยายพันธุ์พืชเป็นการเพิ่มปริมาณต้นพืช มีวัตถุประสงค์เพื่อดำรงสายพันธุ์ของพืชชนิดต่าง ๆ ไว้ไม่ให้สูญพันธุ์และยังเป็นการขยายพันธุ์เพื่อการค้าด้วย ซึ่งมีหลากหลายวิธีขึ้นอยู่กับชนิดของพืชและความเหมาะสม เช่น การเพาะเมล็ด การปักชำ การติดตา การตอนกิ่ง การเสียบยอด และที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก คือ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช หากพูดถึงการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ถ้าเป็นแต่ก่อนหลายคนคงสงสัยว่าคืออะไรกันนะ แต่ปัจจุบันคำนี้ได้แพร่หลายออกไปในแวดวงวิทยาศาสตร์และการเกษตร การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช (Plant tissue culture) คือ การนำชิ้นส่วนพืชที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีชีวิต ได้แก่ ดอก ใบ ลำต้น ผล และรากมาเลี้ยงในอาหารเลี้ยงในสภาพปลอดเชื้อ โดยมีการควบคุมอุณหภูมิ แสง และความชื้น เพื่อให้เซลล์พืชที่นำมาเพาะเลี้ยงปราศจากเชื้ออันเป็นสาเหตุให้พืชหยุดการเจริญเติบโต ถือว่าเป็นวิธีการขยายพันธุ์พืชที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งก็ว่าได้ เนื่องจากสามารถช่วยเพิ่มจำนวนพืชได้ในปริมาณมาก ๆ ในแต่ละครั้งของการเพาะเลี้ยง และการเจริญเติบโตของต้นอ่อนค่อนข้างคงที่และใกล้เคียงกัน จึงเป็นที่นิยมในหมู่เกษตรกรที่ต้องการวันจำหน่ายผลผลิตที่แน่นอน อีกทั้งในเรื่องของการขนย้ายทำได้ง่ายและสะดวก เนื่องจากพืชมีขนาดเล็ก สำหรับพืชที่นิยมนำมาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนั้นส่วนใหญ่แล้วจะเป็นพืชที่มีปัญหาในเรื่องของโรคพืช หรือมีความอ่อนแอในด้านของเซลล์สืบพันธุ์ เช่น ขิง กล้วยไม้ และพืชเศรษฐกิจ เช่นกุหลาบ ดาวเรือง ข้าว แครอท คาร์เนชั่น เยอร์บีร่า เป็นต้น ขั้นตอนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ มี […]
“ราก” เป็นส่วนสำคัญของต้นไม้ที่ใช้ในการดูดซึม (Absorption) และลำเลียง (Conduction) น้ำ แร่ธาตุเข้าสู่ลำต้น ช่วยยึด (Anchorage) ลำต้นให้ติดกับพื้นดิน รากจึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ต้นไม้มีชีวิตอยู่ได้ นอกจากการปลูกต้นไม้ลงดินโดยตรงเพื่อให้เกิดรากแล้ว ยังมีอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้ต้นไม้สร้างราก และถือว่าเป็นการอนุบาลต้นไม้ที่กำลังอ่อนแอให้มีชีวิตรอด โดยเทคนิคดังกล่าว เรียกว่า การล่อราก “การล่อราก” เป็นเทคนิคการหลอกล่อให้ต้นไม้ที่นำมาเลี้ยงมีรากงอกออกมาด้วยตัวเอง เพื่อใช้ดูดสารอาหารในภาชนะปลูกไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ การล่อรากสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การล่อรากด้วยดินหรือหินภูเขาไฟ การล่อรากด้วยแสงแดด และการล่อรากด้วยน้ำ ซึ่งเทคนิคการล่อรากด้วยน้ำจะกล่าวถึงดังต่อไปนี้ การใช้น้ำเพื่อล่อราก เป็นเทคนิคการเลี้ยงต้นไม้ที่ง่าย ไม่ยุ่งยาก และใช้เวลาไม่นานรากใหม่ก็เริ่มงอกออกมาแล้ว ในช่วงที่ทำการล่อรากต้นไม้อาจหยุดการเจริญเติบโต เนื่องจากยังไม่มีรากที่ใช้ดูดซึมอาหารและน้ำได้ด้วยตัวเอง และจะเริ่มเจริญเติบโตเมื่อโคนต้นเริ่มมีรากสีขาวแทรกออกมา การล่อรากด้วยน้ำนี้มีลักษณะคล้ายกับการปลูกต้นไม้ในแจกันที่มีน้ำ แต่ต่างกันตรงที่การล่อรากจะไม่นำโคนต้นลงไปสัมผัสกับน้ำโดยตรง โดยลำต้นจะต้องลอยอยู่เหนือน้ำและปล่อยให้รากที่งอกออกมายืดออกไปหาน้ำด้านล่างเพื่อความอยู่รอดเอง เตรียมพืชอย่างไรเพื่อใช้ “ล่อราก” การเตรียมต้นไม้สำหรับใช้ล่อราก หากเป็นต้นไม้ที่มีกิ่งควรเลือกตัดกิ่งที่ติดส่วนของโหนดใบมาด้วย หรือที่เรียกว่า Leaf Node เพราะเป็นบริเวณที่มีอาหารสะสมและมีฮอร์โมน เช่น ไซโทไคนิน (Cytokinin) เอทิลีน (Ethylene) และจิบเบอเรลลิน (Gibberellin) ซึ่งสามารถกระตุ้นให้รากเจริญออก มาได้ และควรตัดกิ่งเฉียงประมาณ 45 […]
โลกของเรามีพื้นที่ที่ปกคลุมไปด้วยทะเลทรายมากกว่า 1 ใน 5 ของพื้นโลก ทะเลทราย คือ พื้นที่ที่เป็นทรายกว้างใหญ่ มีอากาศร้อน แห้งแล้ง และมีฝนตกน้อยมาก โดยมีปริมาณน้ำฝนน้อยกว่า 250 มิลลิเมตรต่อปี สิ่งมีชีวิตที่ดำรงชีวิตอยู่ได้ในทะเลทราย คือ สายพันธุ์ที่ทนต่อความแห้งแล้งเท่านั้น สิ่งมีชีวิตในทะเลทรายมีการปรับเปลี่ยนการดำรงชีวิตให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศเพื่อความอยู่รอด สัตว์ในทะเลทรายส่วนใหญ่จะออกหากินในเวลากลางคืนและปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เช่น เต่าทะเลทรายจะใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ใต้ดิน หรือ อูฐ ที่อยู่ในทะเลทรายได้โดยไม่ต้องกินอาหารหรือน้ำนานถึง 2 สัปดาห์ เพราะสะสมไขมันไว้ในหนอก และร่างกายเก็บน้ำได้เป็นอย่างดี หรือ หมาจิ้งจอกทะเลทราย ที่มีขนอุ้งเท้าหนาสำหรับใช้เดินบนพื้นทรายที่ร้อนระอุ ขนสีน้ำตาลของมันเหมือนสีของทรายช่วยพรางตัวจากศัตรู และยังทำหน้าที่สะท้อนความร้อนจากแสงแดด ไม่มีพืชชนิดใดอยู่รอดได้ถ้าขาดน้ำ พืชจึงต้องดิ้นรนเพื่อให้มีน้ำเก็บสะสมอยู่มากพอกับความต้องการ พืชทะเลทรายเกือบทุกชนิดเก็บสะสมน้ำไว้ในลำต้นและใบ พวกมันจึงมีรูปร่างพิเศษกว่าต้นไม้ทั่วไป เช่น กระบองเพชร มีลำต้นอวบใหญ่เพื่อเก็บน้ำไว้ในลำต้น มันปรับเปลี่ยนใบให้เป็นหนามเพื่อลดการคายน้ำ และมีรากยาวชอนไชลงสู่ชั้นใต้ดินเพื่อหาแหล่งน้ำ หรือ ต้นครีโอโสต (creosote) ที่ใบของมันจะเหี่ยวแห้งคาต้นในฤดูแล้ง ทำให้ดูเหมือนต้นไม้ที่ตายแล้ว แต่ในหน้าฝนมันจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาสดชื่นใหม่อีกครั้ง แม้ทะเลทรายจะมีสภาพโหดร้ายสักเพียงใด ธรรมชาติก็ยังสร้างสิ่งมีชีวิตสุดพิเศษที่มีความสามารถในการปรับตัวด้านรูปร่างลักษณะ การปรับตัวด้านสรีระ และการปรับตัวด้านพฤติกรรม เพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่รอดได้ท่ามกลางความร้อนจัดและแห้งแล้งนั้น อ้างอิง มารู้จักทะเลทราย […]
เมื่อเข้าสู่หน้าหนาวมักเกิดไฟฟ้าสถิตได้ง่ายและบ่อยมากขึ้นกว่าเดิม มาร่วมหาคำตอบไปด้วยกันว่ามีสาเหตุมาจากอะไร ไฟฟ้าสถิต (Static Electricity) เป็นปรากฏการณ์ทางไฟฟ้าที่เกิดการเสียดสีหรือการขัดถูกันของวัตถุ ส่งผลให้ประจุไฟฟ้าลบและประจุไฟฟ้าบวกไม่สมดุลกัน ทำให้เกิดแรงดึงดูดหรือแรงผลักกันของวัตถุ แล้วหน้าหนาวเกี่ยวข้องกับไฟฟ้าสถิตอย่างไร? สาเหตุมาจาก “ความชื้นในอากาศที่ต่ำ” นั่นเอง ก่อให้เกิดการสะสมของประจุไฟฟ้าและถ่ายเทประจุได้ง่ายขึ้นกว่าช่วงอากาศร้อน เมื่อประจุไฟฟ้าเกิดการสะสมประจุที่ผิวหนังเป็นจำนวนมาก และไปสัมผัสกับสิ่งของที่เป็นตัวนำไฟฟ้า เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได เป็นต้น จะทำให้เกิดการถ่ายเทประจุไฟฟ้าไปยังตัวนำไฟฟ้าอย่างรวดเร็วทำให้เกิดอาการช็อตเบา ๆ ขึ้นมา ไฟฟ้าสถิตที่เกิดในชีวิตประจำวันไม่มีอันตรายใดต่อร่างกาย เพียงแต่จะสร้างความรำคาญใจให้แก่ตัวเราเองในเวลาทำกิจกรรมต่าง ๆ แต่เราสามารถป้องกันการเกิดไฟฟ้าสถิตได้ เช่น อย่าให้ผิวแห้ง ดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ หรือใช้โลชั่นทาผิวเพื่อให้ผิวชุ่มชื้นขึ้น ก่อนจะเปิดประตูหรือสัมผัสสิ่งที่เป็นตัวนำไฟฟ้า หาสิ่งของต่าง ๆ ไปสัมผัสก่อนจะเอามือไปจับสิ่งของนั้น ๆ ลดการใส่เสื้อขนสัตว์และผ้าใยสังเคราะห์ เพราะผ้าเหล่านี้มีความสามารถในการนำไฟฟ้าได้ง่าย เข้าหน้าหนาวแบบนี้แล้ว นอกจากจะระวังเรื่องฝุ่น PM 2.5 แล้ว ยังต้องป้องกันการเกิดไฟฟ้าสถิตอีกด้วย อย่าลืมดูแลสุขภาพแลดื่มน้ำกันเยอะ ๆ ด้วยนะ อ้างอิง FacebookFacebookXTwitterLINELine
