
ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
โครงการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับนักศึกษา สกร. ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
โครงการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับนักศึกษา สกร. ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รับสมัครนักศึกษา สกร.ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับพื้นที่จากการจัดประกวดโดยกลุ่มศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั้ง 19 แห่ง ชิงถ้วยพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เงินรางวัลรวม 128,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร เงื่อนไข เมื่อสมัครผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ทีมผู้สมัครต้องนำส่งหลักฐานการสมัคร ซึ่งประกอบด้วย โดยส่งเอกสารทั้งหมดมายัง ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 928 ถ.สุขุมวิท แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 ภายในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 กำหนดการประกวด สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ FacebookFacebookXTwitterLINELine
ชีวิตสัตว์ยามราตรีกาล Night life animals
เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ความมืดมิดเข้าปกคลุม ชีวิตสัตว์กลางคืนจึงเริ่มต้นขึ้น พวกมันสามารถมองเห็นในที่มืดได้อย่างชัดเจน จึงล่าเหยื่อในความมืดได้ เช่น นกฮูก นอกจากนั้น สัตว์กลางคืนยังสามารถได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวของเหยื่อได้เป็นอย่างดี แม้เป็นการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย เช่น ค้างคาว มันจะปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูงออกมา เมื่อคลื่นเสียงกระทบกับวัตถุ จะสะท้อนกลับมายังหูของค้างคาว ทำให้มันรู้ตำแหน่งของเหยื่อจึงล่าเหยื่อได้โดยง่าย ในยามค่ำคืน ดวงจันทร์และดาวยังเป็นเสมือนเข็มทิศในการนำทางให้แก่สัตว์ต่าง ๆ เช่น ลูกเต่าทะเลที่ฟักออกจากไข่ในเวลากลางคืน จะใช้ดวงจันทร์และดาวเป็นตัวบอกทิศทางไปยังมหาสมุทร สัตว์กลางคืนไม่ต้องการแสงอาทิตย์ในวัฏจักรชีวิต พวกมันจะนอนหลับไหลในเวลากลางวัน และออกหากินในเวลากลางคืน นี่คือพฤติกรรมการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ เพื่อความอยู่รอด และการดำรงอยู่ของเผ่าพันธ์ุ ความลับของธรรมชาติยังมีเรื่องราวให้เราค้นหาคำตอบอีกมากมาย มาสนุกกับการไขความลับของธรรมชาติรอบตัวเราได้ที่ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) FacebookFacebookXTwitterLINELine
นิทรรศการโค้ดดิ้ง ทักษะเพื่อชีวิต
นิทรรศการโค้ดดิ้ง ทักษะเพื่อชีวิต เป็นนิทรรศการที่ให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวโค้ดดิ้ง (CODING) ในรูปแบบต่าง ๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งภายในนิทรรศการประกอบด้วยเนื้อหา ดังนี้ ความหมายของโค้ดดิ้ง (CODING) ทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (DIGITAL LITERACY) ตรรกศาสตร์ (LOGIC) อัลกอริทึม หรือการลำดับขั้นตอนของคำสั่ง (ALGORITHM) ภาษาคอมพิวเตอร์ (COMPUTER LANGUAGE) ระบบเลขฐานสอง (BINARY DIGIT) การเขียนโปรแกรม (PROGRAMMING) ปัญญาประดิษฐ์ (AI : ARTIFICIAL INTELLIGENCE) หุ่นยนต์ (ROBOTIC) โดยในนิทรรศการจะมีกิจกรรมเกี่ยวกับโค้ดดิ้งหลากหลายรูปแบบให้ผู้ชมได้เข้าร่วม เช่น เกมเรือข้ามฝั่ง ทดลองขบคิดหาวิธีพาสุนัขจิ้งจอก กระต่าย และเห็ด นั่งเรือข้ามฝั่งไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ให้ได้ เกมเรียงลำดับฮีโร่ ฮีโร่แต่ละคนมีพลังแตกต่างกัน จงพาฮีโร่ไปยังตำแหน่งที่เรียงลำดับถูกต้องตามคำสั่งและรูปแบบที่กำหนดไว้ เกมแปลงเลขฐานสองเป็นอาร์ต ทดลองวางตำแหน่งของบล็อกสี ที่แต่ละสีแทนด้วยเลข 0 และ 1 เพื่อสร้างภาพแบบต่าง ๆ ขึ้นมา เกมถอดรหัสเลขฐานสอง จากเลขฐานสองที่กำหนดให้ […]
รถยนต์ไร้คนขับ…อีกก้าวแห่งนวัตกรรม
โลกที่เปลี่ยนแปลงไป ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยสร้างความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันเทคโนโลยีหนึ่งในนั้น คือ เทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับที่เริ่มใช้จริงแล้วในปัจจุบัน เทคโนโลยีด้านการคมนาคมของรถยนต์ไร้คนขับเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและรองรับผู้ใช้งานที่หลากหลาย โดยเฉพาะกลุ่มของผู้สูงอายุและผู้พิการ รวมทั้งช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนให้ลดลง โดยเทคโนโลยีดังกล่าวมีหลักการทำงานประกอบด้วย 1. Navigation System เป็นการระบุตำแหน่งของรถว่าตอนนี้เราอยู่ที่ไหนบนโลก เรากำลังอยู่บนถนนอะไร ควรอยู่เลนไหนและควรไปทางไหน 2. Computer Vision เป็นตัวบอกว่ามีอะไรอยู่รอบ ๆ รถบ้าง ด้วยระบบเซนเซอร์ที่อยู่รอบตัวรถที่สามารถตรวจสอบได้ว่าวัตถุที่อยู่รอบ ๆ รถของเรานั้นมันคืออะไร มีขนาดและรูปร่างอย่างไร 3. Deep Learning การคาดการณ์ของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น หรือรถควรขับขี่อย่างไรเพื่อให้ผู้ขับขี่ปลอดภัยที่สุด รวมทั้งผู้ที่ขับขี่ใกล้เคียงปลอดภัยด้วย 4. Robotics เป็นระบบที่เชื่อมต่อระบบส่วนกลางเข้ากับระบบการทำงานต่าง ๆ ในตัวรถเพื่อการสื่อสารข้อมูลระหว่างกันกับผู้ใช้งาน รถยนต์ไร้คนขับสามารถช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งเกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ แบ่งเบาภาระในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะผู้สูงอายุซึ่งมักมีอุปสรรคในการขับรถเนื่องจากข้อจำกัดทางร่างกายช่วยผู้พิการทางสายตาให้สามารถใช้รถยนต์ได้ง่ายและปลอดภัย แต่ทว่าผลเสียก็อาจทำให้เกิดการเลิกจ้างของคนขับรถความผิดพลาดในกรณีใด ๆ ก็ตามใครจะเป็นผู้รับผิดชอบการนำไปก่อการร้ายเราจะป้องกันอย่างไร ซึ่งประเด็นเหล่านี้จะเป็นประเด็นท้าทายของรถยนต์ไร้คนขับต่อไปในอนาคต อ้างอิงhttps://bit.ly/2TR9xPIhttps://bit.ly/3xzYsRshttps://bit.ly/2SgGOTNhttps://bit.ly/35HpYk7 FacebookFacebookXTwitterLINELine
แก้วตาเสือ (Tiger’s eye) ได้มาจากแก้วตาของเสือจริงหรือไม่
หินสีสวย เล่นแสงเหลือบวับวาวดูลึกลับมีพลังอำนาจข่มขวัญลายคล้ายนัยน์ตาของเสือ ด้วยลักษณะเด่นที่แตกต่างจากหินและแร่ทั่วไป จึงถูกนำมาใช้ทำเครื่องประดับ ทำเครื่องรางนำโชคตามความเชื่อของแต่ละบุคคล แก้วตาเสือ..ชื่อนี้มีที่มา แก้วตาเสือ มีสมบัติทั่วไปคล้ายแร่ควอตซ์ทุกประการ มีส่วนประกอบทางเคมี คือ SiO2 ความแข็งระดับ 7 ตามโมห์สเกล มีความถ่วงจำเพาะ 2.65 โปร่งใสถึงโปร่งแสง มีความวาวแบบแก้ว บางครั้งอาจพบว่ามีความวาวคล้ายน้ำมันหรือยางสน เป็นต้น มักพบสีเหลืองแกมน้ำตาลจนถึงน้ำตาลแดง บางครั้งพบสีน้ำเงินอีกด้วย แก้วตาเสือ หรือ Tiger’s eye เกิดจากการที่แร่ควอตซ์เข้าไปแทนที่แร่โครซิโดไลต์เดิมซึ่งมีลักษณะเป็นเสี้ยน โดยรูปร่างภายนอกของผลึกแร่ยังคงสภาพเดิมทุกประการ ซึ่งการแทนที่ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า สัณฐานเทียม หรือ Pseudomorph ทำให้เกิดการเล่นแสงเหลือบพราวเป็นแถบคล้ายเส้นไหม ปรากฏการณ์เหลือบแสงเช่นนี้เรียกว่า chatoyancy หรือ chatoyance หรือ cat’s eye effect ซึ่งสามารถพบได้ในแร่ที่มีโครงสร้างแบบเสี้ยน ซึ่งจากการที่แร่มีผลึกเรียงตัวในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นระเบียบนี้ เมื่อมีแสงตกกระทบจึงทำให้เกิดการเล่นแสงเหลือบเป็นแนวดังกล่าวเช่น การเหลือบแสงของพลอยตาแมวพบในแร่คริโซเบอริล (Chrysoberyl) และการเหลือบแสงของหินแก้วตาเสือพบในแร่โครซิโดไลต์ (Crocidolite) เป็นต้น จากคุณสมบัติที่กล่าวมาแล้วในข้างต้นของหินแก้วตาเสือ ประกอบกับสีสันและลักษณะภายนอกที่ให้ความรู้สึกเคร่งขรึมดุดันคล้ายกับแววตาของเสือที่จับจ้องเหยื่อ จึงทำให้ได้รับความนิยมนำมาทำเครื่องประดับต่าง ๆ เพื่อเอาใจนักสะสมหาไว้มาประดับสะสมตามความชอบ เช่น […]
