
กิจกรรมค่ายวิ
สำหรับสำหรับค่าย Kids Can Do รุ่น 1 นี้ ดำเนินการจัดกิจกรรมโดยส่

กิจกรรมค่ายวิ
สำหรับสำหรับค่าย Kids Can Do รุ่น 1 นี้ ดำเนินการจัดกิจกรรมโดยส่
โครงการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับนักศึกษา สกร. ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รับสมัครนักศึกษา สกร.ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับพื้นที่จากการจัดประกวดโดยกลุ่มศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั้ง 19 แห่ง ชิงถ้วยพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เงินรางวัลรวม 128,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร เงื่อนไข เมื่อสมัครผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ทีมผู้สมัครต้องนำส่งหลักฐานการสมัคร ซึ่งประกอบด้วย โดยส่งเอกสารทั้งหมดมายัง ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 928 ถ.สุขุมวิท แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 ภายในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 กำหนดการประกวด สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ FacebookFacebookXTwitterLINELine
ทรัพยากรธรรมชาติมีความสำคัญมากต่อระบบนิเวศ สำหรับระบบนิเวศท้องทะเลหนึ่งในทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ หญ้าทะเล ซึ่งเป็นทั้งแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารอัน อุดมสมบูรณ์ของสัตว์ทะเลจำนวนมากรวมถึงเป็นแหล่งทำมาหากินที่สำคัญของชุมชนชายฝั่งทะเล หญ้าทะเล หรือ Seagrass เป็นกลุ่มพืชใบเลี้ยงเดี่ยวที่มีดอกสามารถเจริญเติบโตได้ดีในบริเวณ ทะเลน้ำตื้นที่มีแสงแดดส่องถึง พบได้บริเวณชายฝั่งทะเลตั้งแต่เขตร้อนจนถึงเขตอบอุ่น หญ้าทะเล สามารถสืบพันธุ์ได้ 2 วิธี คือ การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศและแบบอาศัยเพศ โดยหญ้าทะเลจะสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศด้วยการแตกกิ่งก้านจากเหง้าหรือลำต้นใต้ดินที่เรียกว่า ไรโซม ส่วนการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศหญ้าทะเลจะสร้างดอกและถ่ายละอองเกสรโดยอาศัยน้ำและคลื่นลมเป็นตัวช่วยพัดพา เมื่อมีการปฏิสนธิดอกตัวเมียจะพัฒนาเป็นผล ภายในมีเมล็ดที่ใช้ในการขยายพันธุ์ต่อไปได้ โดยทั่วไปแล้วหญ้าทะเลมีลักษณะโครงสร้างประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ ด้วยลักษณะโครงสร้างของใบที่ค่อนข้างซับซ้อนทำให้หญ้าทะเลมีความเหมาะสมในการเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งอนุบาลตัวอ่อน แหล่งหากินของสัตว์ทะเลรวมถึงสัตว์น้ำเศรษฐกิจ และยังมีส่วนช่วยใน การปรับปรุงคุณภาพน้ำ ป้องกันการพังทลายของหน้าดิน จึงทำให้เราสามารถพบสัตว์ทะเลหายากและ ใกล้สูญพันธุ์ได้ โดยสัตว์ที่พบในระบบนิเวศหญ้าทะเลแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม ตามแหล่งอาศัย คือ หญ้าทะเลมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ทะเลในเขตน้ำตื้นเป็นอย่างมาก ระบบนิเวศหญ้าทะเลจึงเป็นระบบนิเวศแรกที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ บนผืนแผ่นดิน ทั้งที่เกิดจากมนุษย์และเกิดจากธรรมชาติเอง เช่น การที่ผู้คนสร้างที่อยู่อาศัยใกล้ชายฝั่งทะเล การพัฒนาด้านเกษตรกรรม และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศหญ้าทะเล เนื่องจากหญ้าทะเลเป็นแนวกั้นของชายฝั่งกับพื้นที่ทะเล เมื่อมีการทำกิจกรรมต่างๆจึงเกิด การเสื่อมโทรมได้ง่าย ดังนั้น แล้วหากเราไม่อนุรักษ์หรือตระหนักถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาในอนาคต […]
เคยสงสัยกันหรือไม่? ว่าผู้คนสมัยก่อนเขาใช้อะไรเป็นหมึกในการเขียนหนังสือ ในเมื่อยุคนั้นยังไม่มีการใช้สารเคมีสำหรับการผลิตน้ำหมึกสีดำ แล้วพวกเขาใช้อะไรแทนล่ะ ใช่น้ำหมึกที่มาจากหมึกทะเล หรือเปล่า น้ำหมึกของหมึกทะเล คือสารที่หมึกผลิตขึ้นมาเองตามธรรมชาติ โดยจะมีลักษณะเป็นของเหลวสีดำเกิดจากการมีเม็ดสีหรือสารเมลานิน (melanin) เป็นจำนวนมาก ซึ่งเมลานินเป็นสารจำพวกเดียวกันกับสารที่กำหนดความเข้มของสีผิวและเส้นผมของมนุษย์ ดังนั้นหากมีความเข้มข้นของเม็ดสีมาก น้ำหมึกก็จะมีสีเข้มมากเช่นกัน โดยทั่วไปแล้วหมึกทะเล (squid) และหมึกยักษ์ (octopus) บางชนิดจะมีการเก็บน้ำหมึกไว้ที่ถุงหมึก (ink sac) ซึ่งเป็นอวัยวะที่อยู่ภายในร่างกาย ใช้สำหรับการพรางตัวเพื่อป้องกันและหลบหนีจากศัตรู ทั้งนี้เรายังสามารถใช้น้ำหมึกในการเขียนหนังสือได้เช่นกัน โดยสีของน้ำหมึกที่พบได้ตามงานเขียนและภาพวาดจะมีสีดำและจางลงจนกลายเป็นสีน้ำตาลตามกาลเวลา ซึ่งเราเรียกน้ำหมึกจากหมึกทะเลที่ใช้สำหรับการเขียนว่า หมึกซีเปีย (Sepia ink) มาจากภาษาละตินที่มีความหมายตรงตัวแปลว่าหมึกทะเล น้ำหมึกที่ได้จากหมึกทะเลนั้นเป็นสิ่งที่คนในสมัยก่อนสามารถนำมาใช้ในการเขียนหนังสือได้จริง รวมถึงนำไปใช้ในการวาดภาพและการสร้างผลงานศิลปะต่าง ๆ ได้อีกด้วย ในปัจจุบันเองก็ยังมีผลิตภัณฑ์หมึกสีดำสำหรับการเขียนที่ได้จากหมึกทะเลวางขายอยู่ทั่วไป ซึ่งคุณภาพและความเข้มของหมึกจะขึ้นอยู่กับชนิดของหมึกทะเลและขั้นตอนการแปรรูปนั่นเอง แหล่งที่มา “น้ำหมึก” จาก “หมึก” เอาหมึกของปลาหมึก มาใช้แทนหมึกปากกาได้จริงหรือไม่? Sepia ink Can I write with squid ink? Is Octopus Ink Similar to […]
เคี้ยวเอื้องเป็นคำที่หลายคนมักคุ้นหูและเคยได้ยินกันมาบ้างว่า “มัวแต่เคี้ยวเอื้องเดี๋ยวไม่ทันกิน” ทำให้หลายคนก็คงแอบสงสัยว่าเคี้ยวเอื้องคือการเคี้ยวอย่างไร ใช่การกินอาหารช้าหรือไม่ แท้จริงแล้วการเคี้ยวเอื้องนั้นไม่ใช่การเคี้ยวช้า ๆ แต่อย่างใด การเคี้ยวเอื้องนั้นก็คือส่วนหนึ่งในกลไกการย่อยอาหารของสัตว์เคี้ยวเอื้องนั่นเอง สัตว์กลุ่ม Ruminant หรือสัตว์เคี้ยวเอื้องเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมในอันดับ Artiodactyla และเป็นสัตว์ที่กินพืชที่มีระบบทางเดินอาหารซับซ้อนกว่าสัตว์กระเพาะเดี่ยว โดยเฉพาะส่วนของกระเพาะอาหารที่มีการพัฒนาให้มีขนาดใหญ่และแบ่งออกเป็น 4 ส่วนการย่อยอาหารจะเริ่มเคี้ยวแบบหยาบ ๆ แล้วส่งไปย่อยอาหารให้นุ่มก่อนในกระเพาะอาหารส่วนแรก ซึ่งเกิดจากการทำปฏิกิริยาของแบคทีเรียเป็นหลัก จากนั้นจึงสำรอกเอาอาหารที่ย่อยแล้วครึ่งหนึ่งออกมา เรียกว่า เอื้อง (cud) แล้วค่อย ๆ เคี้ยวอีกครั้ง กระบวนการเคี้ยวเอื้องอีกครั้งนี้มีเพื่อย่อยสลายสารที่มีอยู่ในพืชและกระตุ้นการย่อยอาหาร เรียกว่า “การเคี้ยวเอื้อง” (ruminating) สัตว์กลุ่มที่พบกระบวนการดังกล่าวนี้จึงถูกเรียกว่าสัตว์เคี้ยวเอื้อง โดยพบว่าโคใช้เวลาในการเคี้ยวเอื้อง 1 ใน 3 ของวัน หรือใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อที่จะทำการเคี้ยวเอื้องให้อาหารมีขนาดเล็กลง ส่วนสัตว์กินพืชทั่วไปเช่น หมู กระต่าย จะมีกระเพาะเดี่ยวเช่นเดียวกับคน ซึ่งจะมีการเคี้ยวอาหารจนละเอียดแล้วส่งต่อไปยังกระเพาะมีเพียงเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยอาหารเท่านั้น กระเพาะอาหารของสัตว์เคี้ยวเอื้องถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วนดังนี้ รูเมน (Rumen) หรือ กระเพาะผ้าขี้ริ้ว ลักษณะมีขนาดใหญ่ผนังภายในมีลักษณะเป็นตุ่มขนเล็ก ๆ ทำหน้าที่คลุกเคล้าอาหารถ่ายเทอาหารไปมากับส่วนเรติคิวลัม และมีจุลินทรีย์ที่ช่วยในการย่อยเซลลูโลสให้เป็นกลูโคส (Glucose) ที่ไม่พบในคน เรติคิวลัม […]
เมื่อครั้งยังเป็นเด็กน้อยวัยละอ่อน ผู้เขียนเคยได้ฟังเพลงที่มีเนื้อร้องว่า “น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน แต่หัวใจอ่อน ๆ ของเธอทำด้วยอะไร” เนื้อเพลงได้เปรียบเทียบถึงความแข็งแรงของหินกับความบอบบางของกล้ามเนื้อหัวใจ ครั้นเติบโตขึ้นมาจึงได้เรียนรู้ว่าในบรรดาหินหลากหลายชนิด มีหินบางชนิดที่ชื่อแสดงถึงความนุ่มนวล นั่นคือ หินอ่อน มารู้จักหินอ่อนกันสักนิดว่าอ่อนจริงเหมือนชื่อหรือไม่ หินอ่อน (marble) คือหินที่แปรสภาพมาจากกลุ่มหินตะกอนชนิดหินปูน (limestone) เกิดจากการสะสมตัวของแร่แคลไซต์ (calcite) หรือแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) นั่นเอง ด้วยสมบัติของแร่ชนิดนี้ที่มีความแข็งตามโมห์สเกลในระดับ 3 สามารถขูดเข้าได้โดยเล็บ และทำปฏิกิริยาเกิดเป็นฟองฟู่เห็นเด่นชัดเมื่อโดนกรดเจือจาง ด้วยความแข็งแรงเพียงระดับนี้ของหินอ่อน การรับแรงกระแทกจากหยดน้ำฝนบ่อย ๆ จะส่งผลทำให้หินอ่อนเกิดความเสียหายได้ ซ้ำร้ายบางครั้งเจอหยดน้ำฝนรวมเข้ากับมลพิษในอากาศมีฤทธิ์เป็นกรด จะสามารถกัดผิวทำลายหินอ่อนให้เสียหายได้มากกว่าเดิมอีก ส่วนที่มาของชื่อเรียกนั้น เป็นเพราะว่าคุณสมบัติความแข็งที่มีมากไม่เท่าหินชนิดอื่น ๆ และเราสามารถใช้เครื่องมือแกะสลักเป็นรูปต่าง ๆ ได้โดยง่าย ดังนั้น หินชนิดนี้จึงถูกเรียกชื่อว่า หินอ่อน นั่นเอง อ่านมาจนถึงตอนนี้แล้ว รู้จักหินอ่อนมากขึ้นหรือยัง อ้างอิง แร่:กรมทรัพยากรธรณี FacebookFacebookXTwitterLINELine
