
ปัจจุบันเทคโนโลยีได้

ปัจจุบันเทคโนโลยีได้
รับสมัครทีมนักศึกษา สกร. ตัวแทนจากศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศ ชิงเงินรางวัลรวม 172,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร รับสมัครตั้งแต่ 22 พ.ค. 69 – 5 มิ.ย. 69 สมัครออนไลน์ได้ทาง https://forms.gle/GhsggFwdGsLNZ7K1A เมื่อสมัครผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ทีมผู้สมัครต้องนำส่งหลักฐานการสมัคร ซึ่งประกอบด้วย โดยส่งเอกสารทั้งหมดมายังศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 928 ถ.สุขุมวิท แขวงพระโขนงเขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 ภายในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 16.30 น. กำหนดการประกวด สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ หมายเหตุ FacebookFacebookXTwitterLINELine
สกรู โบลท์ น็อต (Screw, Bolt, Nut) มีบทบาทสำคัญในงานยึดประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ ตั้งแต่เครื่องใช้ในชีวิตประจำวันไปจนถึงโครงสร้างขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นงานก่อสร้าง เครื่องจักรกล ยานยนต์ หรือเฟอร์นิเจอร์ ล้วนต้องอาศัยอุปกรณ์เหล่านี้เพื่อความแข็งแรงและมั่นคงของโครงสร้าง โดยทั่วไปสกรูและโบลท์จะมีลักษณะแท่งโลหะที่มีเกลียว พร้อมหัวที่ออกแบบมาให้สามารถขันเข้ากับชิ้นงานได้อย่างแน่นหนา นอกจากนี้สกรูและโบลท์ยังมีรูปทรง ขนาด ประเภทเกลียว รวมถึงวัสดุที่ใช้ผลิตมีความหลากหลาย ตั้งแต่เหล็กกล้าไปจนถึงสเตนเลส ซึ่งช่วยเพิ่มความแข็งแรง ทนต่อการกัดกร่อน และเหมาะกับการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน สกรู (Screw) ใช้สำหรับขันยึดวัตถุได้ทั้งรูตันและรูทะลุ สำหรับชิ้นงานที่ยึดด้วยสกรูจะมีการทำเกลียวภายในชิ้นงานไว้แล้ว หรือใช้พุกเสริมสำหรับงานก่อสร้าง หรือหากเป็นงานยึดพื้นหรือผนังจะใช้คู่กับพุก หัวสกรูมีหลายประเภท เหมาะสำหรับใช้งานยึดแผ่นเหล็ก แผ่นยิปซั่ม โครงเหล็ก และโครงสร้างไม้ต่าง ๆ สามารถแบ่งออกได้เป็น โบลท์ (Bolt) หรือสลักเกลียวหรือน็อตตัวผู้ เป็นตัวยึดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับสกรู โดยการขันยึดรูทะลุชิ้นงานและยึดปลายเกลียวอีกฝั่งด้วยน็อตตัวเมีย เพื่อประกอบชิ้นงานหรือโครงสร้างเข้าด้วยกันอย่างแน่นหนา สำหรับชิ้นงานที่ยึดด้วยโบลท์จะไม่ทำเกลียวที่ชิ้นงานและใช้น็อตตัวเมียยึดอีกฝั่งเสมอ เหมาะสำหรับยึดโครงสร้างต่าง ๆ เช่น ยานพาหนะ เครื่องจักรกล แม่พิมพ์ ฯลฯ นอกจากนี้โบลท์ยังมีประเภทที่ใช้เป็นจุดยก จุดดึง หรือจุดแขวนวัตถุอีกด้วย ขณะที่มีเกลียวเพื่อเอาไว้ยึดติดกับนัทหรือน็อตตัวเมีย วิธีใช้งานต้องทำการขันยึดกับอุปกรณ์ที่ต้องการยึดติดให้ทะลุผ่านไปโดยไม่มีการทำเกลียวกับตัวชิ้นงาน แต่จะเป็นวิธีเจาะช่องมาเรียบร้อยแล้วจากนั้นเมื่อหมุนจนสุดก็จะมีน็อตตัวเมียเพื่อช่วยสร้างความแข็งแรงนิยมใช้เพื่อการยึดโครงสร้างหลายชนิด […]
หากใครที่เคยรับประทานสับปะรดแบบผลสด นอกจากรสเปรี้ยวอมหวานที่หลาย ๆ คน ชื่นชอบกันแล้ว สำหรับบางคนอาจจะมีอาการ คัน แสบ หรือเกิดการระคายเคืองบริเวณลิ้น ขณะหรือหลังรับประทานสับปะรด ทำให้เกิดความกังวลว่าจะเป็นอันตรายต่อร่างกายของเราหรือไม่ ? วันนี้จะพามารู้จักเกี่ยวกับสารที่เกี่ยวข้องในสับปะรดกัน สับปะรดเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน เนื่องจากมีกรดซิตริก และกรดมาลิก เป็นองค์ประกอบ จึงทำให้สับปะรดมีรสเปรี้ยว ซึ่งกรดซิตริกสามารถพบได้ทั่วไปในพืชตระกูลส้มและผลไม้หลาย ๆ ชนิด เช่น ส้ม มะนาว เป็นต้น นอกจากนี้ภายในสับปะรด ยังพบเอนไซม์ตามธรรมชาติที่ชื่อว่า บรอมมีเลน (Bromelain) อยู่ในส่วนต่าง ๆ ของสับปะรด แต่พบปริมาณมากบริเวณแกนกลางผล มีคุณสมบัติในการย่อยสลายโปรตีน เมื่อเรารับประทานสับปะรดเข้าไปลิ้นของเราซึ่งมีโปรตีนธรรมชาติเคลือบอยู่ เอนไซม์ชนิดนี้จะทำการย่อยสลายโปรตีนที่ลิ้นของเราไปด้วย นั่นจึงทำให้บริเวณลิ้นเกิดการระคายเคือง รู้สึกแสบ คันได้ หลังจากนั้นลิ้นจะสร้างโปรตีนใหม่ขึ้นมาทดแทน นอกจากนี้สับปะรดยังมีแร่ธาตุ วิตามินซี วิตามินบี 2 ,3, 5 กรดโฟลิก แคลเซียม และอื่น ๆ อีกหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ซึ่งสับปะรดมีสรรพคุณช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก ปัสสาวะขัด […]
ภูเขาไฟฟูจิ (富士山 / Mount Fuji / ฟูจิซัง) คือหนึ่งในสัญลักษณ์ทางธรรมชาติที่สำคัญและโดดเด่นที่สุดของประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดชิสึโอกะและยามานาชิ ด้วยรูปลักษณ์ที่เป็นทรงกรวยที่สมมาตร มีความสูงถึง 3,776 เมตร จากระดับน้ำทะเล และมีหิมะปกคลุมยอดเขาเกือบตลอดทั้งปี ทำให้ภูเขาไฟฟูจิเป็นภาพจำของความงดงามทางธรรมชาติที่ใครหลายคนใฝ่ฝันอยากจะมาสัมผัส ณ ที่แห่งนี้ ภูมิประเทศบริเวณยอดเขามีลักษณะเป็นเขตทุนดรา ในด้านธรณีวิทยา เป็นภูเขาไฟประเภทกรวยสลับชั้น (stratovolcano) ซึ่งก่อตัวขึ้นจากการสะสมของชั้นหินเถ้าและลาวาที่แข็งตัวซ้อนทับกันมาเป็นเวลาหลายพันปี ที่ตั้งของภูเขาไฟฟูจิอยู่ระหว่างแผ่นเปลือกโลก 3 แผ่น ได้แก่ แผ่นอเมริกาเหนือ แผ่นยูเรเซีย และแผ่นฟิลิปปินส์ ทำให้พื้นที่นี้มีการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกและกิจกรรมทางธรณีวิทยาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการมุดตัวของแผ่นแปซิฟิกใต้แผ่นฟิลิปปินส์บริเวณร่องลึกนันไกทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นการปะทุของภูเขาไฟในบริเวณนี้ จากการศึกษาทางประวัติศาสตร์และทางธรณีวิทยาพบว่า ภูเขาไฟฟูจิมีการปะทุใหญ่โดยเฉลี่ยทุก 500 ปี การปะทุครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 1707 ซึ่งรุนแรงจนเถ้าภูเขาไฟปกคลุมทั่วพื้นที่ และส่งผลกระทบไปถึงเมืองเอโดะ (เมืองโตเกียวในปัจจุบัน) องค์ประกอบของลาวาที่พ่นออกมาส่วนใหญ่เป็นหินบะซอลต์ที่มีความหนืดต่ำ ทำให้การปะทุมีลักษณะไม่รุนแรง ลาวาที่พุ่งออกมาจะไหลไปตามพื้นดินมากกว่าระเบิดขึ้นสู่ฟ้า อย่างไรก็ตาม ภูเขาไฟฟูจิยังสามารถเกิดการปะทุแบบรุนแรงได้เช่นกัน โดยขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทางเคมีและแรงดันของแมกมาภายใน ในการจำแนกประเภทของภูเขาไฟทั่วโลก นักวิทยาศาสตร์ได้แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ […]
สิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์อาศัยอยู่ในห้วงมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ คนมักจะนึกถึงกลุ่มสัตว์ขนาดมหึมา เช่น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมอย่างกลุ่มของวาฬ หรือไม่ก็ปลาฉลาม แต่ในทะเลไม่ได้มีแค่กลุ่มวาฬกับปลาฉลามเท่านั้นที่ตัวใหญ่ ยังมีสัตว์ทะเลชนิดหนึ่งเป็นปลากระดูกอ่อนเช่นเดียวกันกับปลาฉลาม มีร่างกายที่แบน และว่ายน้ำเหมือนกำลังบินบนอากาศ สัตว์น้ำชนิดนี้ถูกเรียกว่าปลากระเบนแมนตานั่นเอง ซึ่งก็เป็นปลาขนาดใหญ่ที่น่าสนใจอีกชนิดหนึ่ง มาทำความรู้จักกับปลาชนิดนี้ไปด้วยกัน ยักษ์ใหญ่ของเรามีชื่อเต็มว่า ปลากระเบนแมนตาแนวปะการัง (Reef manta ray) และมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Mobula alfredi จัดอยู่ในกลุ่มของปลากระเบนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาปลากระเบนทั้งหมด ความกว้างโดยเฉลี่ยของมันอยู่ที่ 300-350 เซนติเมตร แต่ตัวที่เคยสำรวจแล้วพบว่ากว้างมากที่สุดกว้างถึง 400 เซนติเมตร รูปร่างเหมือนสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน หางแหลมยาว มักกินแพลงก์ตอนเป็นอาหารในบริเวณแนวปะการังและทะเลลึก โดยกินแบบกรองเหมือนวาฬ คือ การเคลื่อนน้ำผ่านอวัยวะที่กรองแพลงก์ตอนในน้ำเหมือนเครื่องกรองน้ำ อย่างไรก็ตามปลาชนิดนี้ตัวไม่ได้ใหญ่อย่างเดียว แต่สมองก็มีขนาดใหญ่ตามตัวเช่นกัน ทำให้ปลากระเบนแมนตานี้สามารถเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมได้ เมื่อเห็นตัวเองในกระจกจะเข้าใจว่าสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในกระจกคือตัวเอง (Self-directed) เหมือนกับลิงชิมแปนซีหรือนก และสมองที่มีขนาดใหญ่ก็ยังช่วยจดจำได้มากกว่าปลาชนิดอื่น ๆ จึงสามารถรู้สถานที่ในการหาอาหาร เป็นเหตุผลว่าทำไมปลากระเบนแมนตาแนวปะการังจึงสามารถว่ายไปและกลับจากแนวปะการังเดิมได้ โดยตอนกลางวันจะอยู่ตามแนวปะการัง ส่วนตอนกลางคืนหาแพลงก์ตอนในทะเลลึก จากพฤติกรรมการหาอาหารที่ได้ศึกษาล่าสุด พบว่าหลังจากปลากระเบนแมนตาแนวปะการังได้หาอาหารในทะเลลึกแล้วจะว่ายขึ้นมาในแนวปะการังเพื่อทำความสะอาดตัว เช่น การกำจัดปรสิต และถ่ายของเสีย อันประกอบไปด้วยสารต่างๆ ที่ช่วยเสริมความแข็งแรงและการเจริญเติบโตให้กับปะการัง มันจึงช่วยให้เกิดวัฏจักรของสารอาหารระหว่างระบบนิเวศแนวปะการังกับระบบนิเวศในทะเลลึก เพียงแต่ข้อมูลดังกล่าวยังไม่มีการศึกษาที่มากพอ นอกจากนั้นปลากระเบนแมนตาแนวปะการังยังถูกจัดเป็นสัตว์ที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (Vulnerable) ตามสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติหรือ […]
