ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
โครงการสร้างความตระหนักรู้เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
รับสมัครทีมนักศึกษา สกร. ตัวแทนจากศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศ ชิงเงินรางวัลรวม 172,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร รับสมัครตั้งแต่ 22 พ.ค. 69 – 5 มิ.ย. 69 สมัครออนไลน์ได้ทาง https://forms.gle/GhsggFwdGsLNZ7K1A เมื่อสมัครผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ทีมผู้สมัครต้องนำส่งหลักฐานการสมัคร ซึ่งประกอบด้วย โดยส่งเอกสารทั้งหมดมายังศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 928 ถ.สุขุมวิท แขวงพระโขนงเขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 ภายในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 16.30 น. กำหนดการประกวด สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ หมายเหตุ FacebookFacebookXTwitterLINELine
พฤติกรรมชวนสงสัยของสุนัข
เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินว่าสุนัขคือเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์เพราะสุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีวิวัฒนาการในการปรับตัวให้ใกล้ชิดกับมนุษย์มากที่สุด พร้อมทั้งมีหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูและมีความสามารถที่โดดเด่นทำให้เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่มนุษย์นิยมเลี้ยงมาก แต่ในการเลี้ยงสุนัขนั้นต้องการความเอาใจใส่และความเข้าใจเป็นอย่างมาก วันนี้เราจะมาอธิบายพฤติกรรมสุนัขที่หลายคนไม่เข้าใจตามหลักชีววิทยาให้คนรักสุนัขได้เข้าใจสัตว์เลี้ยงของคุณได้มากยิ่งขึ้น มาพูดกันถึงพฤติกรรมอันน่าสงสัยอย่างแรก คือ ทำไมสุนัขถึงเล่นได้ตลอดทั้งวัน เมื่อพูดถึงเรื่องการเคลื่อนไหวร่างกายของสุนัขนั้น จะต้องบอกเลยว่าสุนัขนั้นมีความแข็งแรงว่องไวเป็นอย่างมาก เพราะสุนัขมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง และระบบหมุนเวียนเลือดที่ช่วยในการวิ่ง ทำให้สามารถวิ่งได้เป็นเวลานาน นี่คือเหตุผลที่สุนัขสามารถเล่นซนได้ทั้งวัน และวิธีที่จะช่วยได้ คือ การพาออกไปวิ่งหรือเดินออกกำลัง เพื่อลดพลังงานที่มีจำนวนมากให้ลดน้อยลง และสิ่งที่คนเลี้ยงสุนัขต้องเจอนั่นก็คือ การเห่า (Barking) การร้องคราง (Whine) และการคำราม (Growl) ซึ่งสุนัขจะใช้การเห่าเป็นการส่งเสียงบอกความเป็นเจ้าของในเขตแดนหรือพื้นที่ของตนเอง ใช้การร้องครางในการเรียกร้องความสนใจจากเจ้าของหรือจากแม่ของมัน และสุนัขจะคำรามบ่งบอกถึงความก้าวร้าว อย่างเช่นเมื่อถูกคุกคามหรือถูกแย่งอาหารไป อีกพฤติกรรมที่น่าสงสัยว่าทำไมสุนัขของคุณจะวิ่งไปดมทุกสิ่งทุกอย่าง ดมจนทั่วบริเวณเลยทีเดียวหรือแม้แต่เวลาเจอสุนัขตัวอื่นก็จะเห็นได้ว่าสุนัขจะดมบริเวณก้นของสุนัขอีกตัว เนื่องจากสุนัขมีประสาทสัมผัสที่ว่องไวมากโดยเฉพาะการดมกลิ่น ภายในจมูกของสุนัขมีเซลล์รับกลิ่นที่เรียกว่า Olfactory cells อยู่จำนวนมาก ซึ่งทำให้สามารถรับกลิ่นได้ไวมากกว่ามนุษย์ถึง 40 เท่า เซลล์เหล่านี้จะอยู่ตามผิวภายในโพรงจมูก ซึ่งสุนัขจะใช้กลิ่นในการสื่อสาร รับและจดจำข้อมูล ส่งสัญญาณเตือนภัย หรือแสดงอาณาเขต เปรียบได้ว่าสุนัขรับรู้และมองเห็นโลกภายนอกผ่านจมูกนั่นเอง มนุษย์จึงนำความสามารถใช้การรับกลิ่นของสุนัขในภารกิจต่าง ๆ เช่น ใช้สุนัขติดตามค้นหาบุคคลในสถานการณ์ต่าง ๆ ค้นหายาเสพติด หรือวัตถุผิดกฎหมายต่าง ๆ เป็นต้น พฤติกรรมที่มักจะเห็นได้บ่อยคือ การเอียงหัวหรือยกหู เพราะหูของสุนัขนั้นมีกล้ามเนื้อและเส้นประสาทที่มากกว่าในหูของมนุษย์ถึงสี่เท่า […]
ใบหน้าเปล่งประกายด้วยไมกา
เครื่องสำอางเสริมความงามหลากหลายชนิด มักถูกเสริมเติมด้วยคุณสมบัติเด่นมากมายลงในเครื่องสำอางเพื่อสร้างให้เกิดเป็นแรงจูงใจสำหรับการเลือกซื้อไปใช้โดยคุณสมบัติเด่นหนึ่งที่ได้รับความนิยม นั่นคือ ประกายระยิบระยับประดับใบหน้าประกายนี้คืออะไร ประกายที่พบในเครื่องสำอางเสริมความงามเหล่านี้ คือ แร่ในกลุ่มไมกา (Mica) หรือแร่กลีบหิน ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะแร่ไมกาเพียง 2 ชนิด คือ แร่มัสโคไวต์ (Muscovite) และแร่เซริไซต์ (Sericite) เท่านั้น แร่มัสโคไวต์ (Muscovite) มีส่วนประกอบทางเคมี คือ KAI2(AlSi3O10)(OH)2 มีความแข็งประมาณ 2 – 2.5 ตามโมห์สเกล ความวาวแบบแก้วถึงแบบใยไหมหรือแบบมุก ปกติมีสีขาวใสถึงไม่มีสี มักพบแร่ในลักษณะเป็นแผ่นบางซ้อนกันจนหนา รูปหกเหลี่ยม แนวแตกเรียบสมบูรณ์ สามารถลอกแร่ออกเป็นแผ่น ๆ ได้ อีกทั้งแผ่นแร่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถโค้งงอแล้วกลับคืนรูปเดิมได้ แร่มัสโคไวต์เป็นแร่ประกอบหินที่สำคัญ หากเป็นหินอัคนีมักพบในหินเพกมาไทต์ และหินแกรนิต แต่สามารถพบในหินแปร เช่น หินชีสต์ ได้เช่นกัน ซึ่งแร่มัสโคไวต์ในหินชีสต์บางชนิดจะมีลักษณะเป็นเส้นใย ซึ่งเกิดจากการแปรเปลี่ยนสภาพของส่วนประกอบทางเคมีบางชนิดในแร่ จึงเรียกแร่มัสโคไวต์ที่แปรสภาพนี้ว่า แร่เซริไซต์ แร่ไมกาใช้ประโยชน์ในการผลิตเครื่องมือสำคัญหลากหลายชนิด เช่น หากเป็นไมกาแผ่น จะใช้ทำแผ่นกรองแสงของอุปกรณ์ทางตา ผนังกันความร้อนในเตาเผา ใช้ทำเครื่องปรับกระแสไฟฟ้า […]
นิทรรศการความตระหนักรู้ด้านพลังงาน (Energy Literacy)
นิทรรศการความตระหนักรู้ด้านพลังงาน (Energy Literacy) ดำเนินงานภายใต้โครงการสร้างกระบวนการความคิดในการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนและพัฒนาวิชาชีพด้านพลังงานแก่ประชาชน (Energy for Life) ได้รับการสนันสนุนงบประมาณจากกระทรวงพลังงานโดยมีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นคณะที่ปรึกษาดำเนินโครงการเพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมตามกรอบบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการเสริมสร้างความตระหนักรู้ด้านพลังงานแก่ประชาชนระหว่างสำนักงาน กศน.และกระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2557 เรื่องการพัฒนาต้นแบบแหล่งเรียนรู้พลังงานโดยใช้ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาเป็นศูนย์กลางเพื่อให้นักเรียน นักศึกษาและประชาชนทั่วไป เห็นความสำคัญของการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน ร่วมกันอนุรักษ์พลังงานและสามารถนำองค์ความรู้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ นิทรรศการความตระหนักรู้ด้านพลังงาน จัดแสดงภายใต้แนวคิด “รู้ปัญหา รู้ความจริง ร่วมแก้ไข”เป็นนิทรรศการมีชีวิต มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชม และสร้างประสบการณ์เรียนรู้ด้วยตนเองแบ่งการจัดแสดงออกเป็น 4 ส่วน ประกอบด้วยเรื่องต่างๆ ดังนี้ 1) เครื่องตรวจวัดสภาพภูมิอากาศ (Weather Station System)ให้ความรู้เรื่องสภาพภูมิอากาศและศักยภาพพลังงาน มีการแสดงข้อมูลแบบ real-time จากเครื่องตรวจวัดสภาพภูมิอากาศของจริงที่ติดตั้งอยู่ภายนอกอาคาร 2) ความตระหนักรู้ด้านพลัง (Energy Literacy) จัดแสดง 3แนวคิดสำคัญในเรื่องความตระหนักรู้ด้านพลังงานคือ “รู้ปัญหา รู้ความจริง ร่วมแก้ไข”และให้ความรู้เรื่องพลังงานไฟฟ้า ตั้งแต่การจัดหา การส่งผ่าน และการใช้งานจัดแสดงผ่านชุดโมเดลจำลองพร้อมสื่อประสมเชิงโต้ตอบ (interactive multimedia)ที่ให้ผู้ชมได้ทดลองเรียนรู้ด้วยตนเอง 3) พลังงานทดแทน (Alternative Energy)ให้ความรู้เรื่องเทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานในอนาคตจัดแสดงในรูปแบบชุดโมเดลจำลองพร้อมสื่อประสมเชิงโต้ตอบที่ผู้ชมมีปฏิสัมพันธ์ได้ 4) การอนุรักษ์พลังงาน (Energy Conservation) […]
ทำไมต้องใช้หินแกรนิต
เคยสังเกตแผ่นหินขนาดใหญ่ที่นำมาสลักเป็นป้ายชื่อประดับหน้าอาคาร แผ่นหินปูพื้น/ ผนัง หรือปูโต๊ะในห้องครัว หรือแม้กระทั่งหินแกะสลักเป็นรูปทรงต่าง ๆ ที่มักพบประดับตามสวนสาธารณะ ทราบหรือไม่ว่านั่นคือ หินแกรนิต หินแกรนิต (granite) คือ หินอัคนีชนิดหนึ่ง เกิดจากแมกมาเย็นตัวลงอย่างช้า ๆ จึงทำให้แร่ที่เป็นส่วนประกอบในแมกมา มีเวลาจับตัวกันเป็นผลึกขนาดใหญ่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หินแกรนิต ประกอบด้วยแร่หลัก 3 ชนิด นั่นคือแร่ควอตซ์ (quartz) แร่เฟลด์สปาร์ (feldspar) และแร่สีเข้มที่มีประกอบเป็นส่วนน้อย เช่น แร่ฮอร์นเบลนด์ (hornblend) แร่ไพรอกซีน (pyroxene) เป็นต้น หินแกรนิตในธรรมชาติมักมีสีอ่อน ส่วนจะมีสีใดนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณและแร่ธาตุที่เข้าไปปะปนอยู่ในหิน เช่น แร่ควอตซ์ทำให้หินแกรนิตเป็นสีขาวหรือเทา แร่เฟลด์สปาร์ทำให้หินมีสีแดงหรือสีชมพู ส่วนแร่สีเข้มทำให้หินแกรนิตมีสีเข้มของสีเขียว สีน้ำตาลหรือสีดำ ของแร่แต่ละชนิดปะปน ทำให้เกิดลวดลายตามธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์ การนำแกรนิตไปใช้ประโยชน์ ด้วยคุณสมบัติของแร่ประกอบหินแกรนิตแต่ละชนิด มีความทนทานต่อการผุกร่อนตามธรรมชาติหรือการขูดขีด เนื่องจาก แร่ควอตซ์ (quartz) มีความแข็งระดับ 7 ตามโมห์สเกล แร่เฟลด์สปาร์ (feldspar) มีความแข็งระดับ 6 ตามโมห์สเกล […]

