ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
โครงการสร้างความตระหนักรู้เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
รับสมัครทีมนักศึกษา สกร. ตัวแทนจากศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศ ชิงเงินรางวัลรวม 172,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร รับสมัครตั้งแต่ 22 พ.ค. 69 – 5 มิ.ย. 69 สมัครออนไลน์ได้ทาง https://forms.gle/GhsggFwdGsLNZ7K1A เมื่อสมัครผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ทีมผู้สมัครต้องนำส่งหลักฐานการสมัคร ซึ่งประกอบด้วย โดยส่งเอกสารทั้งหมดมายังศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 928 ถ.สุขุมวิท แขวงพระโขนงเขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 ภายในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 16.30 น. กำหนดการประกวด สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ หมายเหตุ FacebookFacebookXTwitterLINELine
Skateboard เทรนด์ใหม่ในยุคโควิด
ขณะนี้ต้องยอมรับกันเลยว่าเทรนด์ใหม่ที่เรากำลังจะพูดถึงคงเป็นเรื่องอื่นไปไม่ได้นอกจาก Skateboard ซึ่งตอนนี้ทั้งรุ่นเล็กจนถึงรุ่นใหญ่ รวมแม้กระทั่งดาราในวงการหลาย ๆ คน ต่างก็หันมาเล่นเจ้าสเก็ตบอร์ดกันเป็นจำนวนมาก และเนื่องจากความฮอตฮิตของมันนี่เอง เรามาทำความรู้จักกับ Skateboard กันซะหน่อยดีกว่า สเก็ตบอร์ด (Skateboard) เป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีมสุดฮอตที่ถูกดัดแปลงมาจากกีฬาเซิร์ฟมาไว้บนบก ที่ต้องใช้ทักษะในการเล่นค่อนข้างสูง ประกอบไปด้วยหลักการของวิทยาศาสตร์ที่สามารถอธิบายได้ตั้งแต่การออกแบบส่วนประกอบของตัว Skateboard จนกระทั่งถึงวิธีการเล่นในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างน่าสนใจทีเดียว สเก็ตบอร์ด ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่ ส่วนที่ 1 พื้นกระดาน (Deck) เป็นส่วนพื้น สเก็ตบอร์ดที่มีความแข็งแรงทนทานและมีความยืดหยุ่นตัว ส่วนใหญ่มักทำมาจากไม้เมเปิ้ล เป็นแผ่นซ้อนกันประมาณ 7 ชั้นด้วยกาวสูตรน้ำหรืออีพอกซีเรซิ่นพิเศษที่ถูกกดเข้าด้วยกันภายใต้แรงดันสูง โดยทั่วไปจะมีรูปทรงโค้งขึ้นตามแนวขอบด้านข้าง สำหรับให้นักเล่นสเก็ตใช้รักษาการควบคุมและสร้างความแข็งแรงของตัวพื้นกระดานเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งส่วนผิวด้านบนจะมีแผ่นกริ๊ปเทป (Griptape) เพื่อช่วยในการยึดเกาะระหว่างเท้ากับแผ่นสเก็ตบอร์ด ส่วนที่ 2 ทรัคหรือแกนล้อ (Trucks) เปรียบเสมือนเพลาของล้อรถ เป็นส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างพื้นกระดานกับล้อ เป็นส่วนที่รับแรงหมุนบดและการเคลื่อนไหวที่รุนแรงด้วยแกนบูช (Bushings) และลูกปืน (Bearings) ที่ต้องมีความแข็งแรงมาก สามารถปรับแต่งสำหรับควบคุมการเลี้ยวให้ง่ายขึ้นตามความชอบของผู้เล่นได้ ส่วนที่ 3 […]
โรคระบาดในหมู (ASF)
แน่นอนว่าในช่วงที่ผ่านมาราคาหมูของไทยพุ่งกระฉูดถึงกิโลกรัมละ 200 บาท ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตของประชาชน สาเหตุหนึ่งของวิกฤติครั้งนี้เกิดจากมีโรคระบาดที่ติดเชื้ออย่างรุนแรงในหมูเรียกว่า โรค ASF ย่อมาจาก African Swine Fever นั่นก็คือ โรคอหิวาต์แอฟริกาในหมูนั่นเอง โรคนี้เป็นโรคติดต่อที่มีสาเหตุจากเชื้อไวรัส กลุ่ม Asfarviridae โดยเชื้อไวรัสกลุ่มนี้สามารถแพร่ระบาดได้จากการกินอาหารที่ปนเปื้อน การสัมผัสสารคัดหลั่งที่มีเชื้อ การหายใจนำเชื้อเข้าสู่ปอด ติดเชื้อทางบาดแผล และถูกเห็บอ่อนสกุล Ornithodoros ที่เป็นพาหะกัด ความสามารถในการแพร่กระจายของไวรัสนี้ทำให้โรคสามารถแพร่ระบาดไปได้อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะกับหมูเลี้ยง ส่วนในหมูป่านั้นจะเป็นแหล่งรังโรค หรือแหล่งที่เชื้อก่อโรคอาศัยอยู่เพื่อเติบโตและเพิ่มจำนวนเท่านั้น ไม่ได้ทำให้หมูเกิดการเจ็บป่วย โดยอาการของโรคเมื่อหมูมีการติดเชื้อแล้วจะมีไข้สูง เกิดการอาเจียน ขับถ่ายเป็นเลือด และมีจุดเลือดออกหรือรอยช้ำบริเวณใบหู นอกจากนี้ยังแท้งลูกทุกช่วงของการตั้งครรภ์อีกด้วย หลังจากการติดเชื้อจะแสดงอาการภายใน 3-4 วัน เมื่อเกิดการติดเชื้อโอกาสรอดจะน้อยมากเพราะมีอัตราการตายสูงเกือบ 100% ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้หมูขาดตลาดอย่างที่เรียกได้ว่าเข้าขั้นวิกฤติ เนื่องจากถ้ามีการพบการระบาดของเชื้อภายในฟาร์ม หมูที่ตายจากโรคนี้ผู้เลี้ยงมักจะนำไปทำลายบางครั้งจะต้องมีการเคลื่อนย้าย ซึ่งอาจทำให้อากาศและแหล่งน้ำในเส้นทางที่ใช้ในการเคลื่อนย้ายมีการปนเปื้อนจากเชื้อไวรัสที่ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งในร่างกาย อาหาร หรืออุจจาระของหมู การเคลื่อนย้ายจึงนับว่าเป็นการเพิ่มระดับความรุนแรงของการแพร่ระบาดของโรคนี้ ดังนั้นเมื่อเจ้าของฟาร์มพบว่ามีหมูตายเฉียบพลันแสดงถึงมีการเกิดโรคจะต้องดำเนินการดังต่อไปนี้ ต้องทำลายหมูและซากทั้งฟาร์ม แจ้งกรมปศุสัตว์ให้มีการสอบสวนโรค เก็บตัวอย่างส่งตรวจ จำกัดการเคลื่อนย้ายสัตว์ พ่นน้ำยาฆ่าเชื้อทำลายเชื้อโรคที่ฟาร์ม กำจัดสัตว์พาหะ ระหว่างนั้นจะต้องมีการพักคอกอีกอย่างน้อย 12 สัปดาห์ […]
รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV)
รถยนต์ไฟฟ้าเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในยุคปัจจุบัน ทดแทนรถยนต์ที่ขับเคลื่อนโดยใช้แหล่งพลังงานจากการเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ก่อให้เกิดมลพิษต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม อีกทั้งน้ำมันดิบเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่นับวันจะหมดไปเรื่อย ๆ รถยนต์ไฟฟ้าจะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าโดยใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานที่อาจเป็นแบตเตอรี่หรือแหล่งพลังงานอื่นโดยไม่มีการเผาไหม้เชื้อเพลิง ไม่ปล่อยคาร์บอนมอนอกไซด์ ไม่เกิดฝุ่นและเสียงรบกวน ถือว่าเป็นมิตรกับมนุษย์และสิ่งแวดล้อมเพื่อก้าวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (low carbon society) อย่างไรก็ตาม รถยนต์ไฟฟ้าปัจจุบันยังมีทั้งแบบอาศัยเครื่องยนต์เผาไหม้ภายในมาใช้ร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าทั้งในส่วนการขับเคลื่อนและผลิตพลังงานไฟฟ้าเก็บสะสมในแบตเตอรี่ หรือเป็นแบบที่ใช้เชื้อเพลิงอื่นอย่างแก๊สไฮโดรเจนมาผลิตพลังงานไฟฟ้าโดยใช้เทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงด้วยดังนั้น จึงแบ่งรถยนต์ไฟฟ้าออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1) รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle: BEV) เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% จากแบตเตอรี่ในการขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า โดยต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานภายนอก และไม่มีเครื่องยนต์ที่ต้องเผาไหม้เชื้อเพลิงจึงไม่มีการปล่อยไอเสียออกมา 2) รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle: HEV) เป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมประกอบไปด้วยเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนเป็นหลัก ร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าพร้อมแบตเตอรี่ ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงต่ำกว่ารถยนต์ทั่วไป ไม่มีช่องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานภายนอก 3) รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดปลั๊กอิน (Plug-in Hybrid Electric Vehicle: PHEV) เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่พัฒนามาจากแบบไฮบริด แต่มีช่องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานภายนอกได้สามารถวิ่งได้ระยะทางที่ไกลกว่าแบบไฮบริด 4) รถยนต์ไฟฟ้าแบบเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell Electric […]
ฮันนี่แบดเจอร์ ท้าชนทุกเผ่าพันธุ์
หากใครที่ชอบเรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์โลก เราจะพบสัตว์อยู่ชนิดหนึ่งที่มันไร้ซึ่งความกลัวใด ๆ พร้อมท้าชนกับสัตว์ทุกสายพันธุ์ ประมาณว่าต่อให้มันโดนล้อมด้วยสิงโต 4 ตัว มันก็สู้ยิบตา ไม่กลัวถูกกินอีกต่างหาก สัตว์ชนิดนี้ คือ ฮันนี่แบดเจอร์ (honey badger, Ratel) (ชื่อวิทยาศาสตร์: Mellivora capensis) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในอันดับสัตว์กินเนื้อ จัดอยู่ในวงศ์เพียงพอน (Mustelidae) ชนิดหนึ่ง (ไม่ได้เขียนผิด ไม่ใช่วงศ์พังพอน) รูปร่างเล็กราวหมาน้อยธรรมดา แต่ดันเป็นสัตว์ที่ไม่กลัวเกรงสิ่งมีชีวิตอื่นแม้แต่น้อย พร้อมบวกกับสายพันธุ์อื่นได้ทุกสถาบัน อย่างที่เห็นภาพและในคลิปวิดีโอหลายแห่ง เจ้าฮันนี่แบดเจอร์ต่อสู้กับสิงโตหลายตัวแบบไม่กลัวอะไรเลย ซึ่งตามปกติแล้วสัตว์อื่นต่างกลัวสิงโตกันทั้งสิ้น ไม่เพียงแค่นั้นฮันนี่แบดเจอร์ยังไม่กลัวพิษร้าย ในชื่อก็บอกแล้วว่าฮันนี่ คือ มันชอบกินน้ำผึ้งอย่างมาก เวลาไปเอาน้ำผึ้งโดนผึ้งต่อยแค่ไหนก็ไม่ระคายผิว กินได้อย่างสบาย หรือว่าจะเป็นพิษจากงูเห่า เพราะบางครั้งฮันนี่แบดเจอร์ก็กินงูเห่า และถึงโดนกัดแล้วจะมีอาการจนนอนฟุบไปบ้าง แต่สักพักก็ลุกขึ้นมากินงูเห่าที่เพิ่งจัดการต่อจนอิ่ม แล้วเดินออกไปแบบปกติเหมือนไม่ได้โดนพิษอะไร เหตุที่ฮันนี่แบดเจอร์ไม่กลัวอะไรเลย เป็นเพราะร่างกายของมันมีลักษณะพิเศษ ผิวหนังของฮันนี่แบดเจอร์มีความหนามาก ๆ หนาในระดับที่ว่าเขี้ยวเล็บของสัตว์อื่นแทงไม่เข้า จะบอกว่าต่อให้โดนหอกของมนุษย์แทงก็น่าจะไม่เข้าอีกด้วย แล้วพอผิวหนังหนาแบบนี้ มันเลยลุย ๆ แบบไม่กลัวอะไร โดนผึ้งต่อยก็เฉย ๆ แค่คัน ๆ […]

