ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
การประกวดการแสดงทางวิทยาศาสตร์ (Science Show) ระดับประเทศประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
เงื่อนไขการสมัคร กลุ่มเป้าหมาย นักเรียนในระบบ ระดับประถมศึกษาตอนปลาย นักเรียนในระบบระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และนักศึกษา สกร. ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่ผ่านการคัดเลือกโดยการประกวดและได้รางวัลชนะเลิศของศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ในเขตจังหวัดที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาที่รับผิดชอบ กำหนดการประกวด การรับสมัคร สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงาน เอกสารการประกวดการแสดงทางวิทยาศาสตร์ (Science Show) ระดับประเทศ FacebookFacebookXTwitterLINELine
สัมผัสที่ปลายลิ้น แมลงวันรับรสได้อย่างไร
คนเรามีอวัยวะเรียกว่า ลิ้น ที่มีต่อมรับรสของสารเคมีจากอาหารทำให้เรารับรสชาติ เปรี้ยว หวาน เค็ม ขมและอูมามิได้ โดยความสำคัญของการรับรู้ สามารถบอกได้ว่าอาหารแบบไหนกินได้แบบไหนกินไม่ได้ เพื่อป้องกันอันตรายจากอาหาร ซึ่งรสชาติจะถูกแปลสัญญาณการรับรู้เป็นชนิดของสารอาหาร เราจึงเลือกอาหารให้ตอบสนองต่อความต้องการและไม่ต้องการของร่างกายได้ ความสามารถนี้สัตว์ขาปล้องอย่างแมลงวันก็มีสัมผัสเช่นเดียวกับมนุษย์ ที่มีลิ้นเพื่อรับรส เพียงแต่ว่าแมลงวันมีตำแหน่งและลักษณะของลิ้นแตกต่างกั แมลงวันเป็นแมลงที่มีปีกคู่เดียว (Diptera) เป็นสัตว์ขาปล้อง (Phylum Arthropoda) คนส่วนใหญ่มักจะมองว่าเป็นสัตว์ที่สกปรก พบได้บริเวณที่มีซากพืช ซากสัตว์ หรือขยะที่เป็นเศษอาหารต่าง ๆ ซึ่งแมลงวันนั้นสามารถรับรสชาติได้เช่นเดียวกับมนุษย์ โดยมีประสาทสัมผัสรับรส (Chemoreceptor) ทำให้แมลงวันรู้รสชาติของอาหาร แต่ว่าแมลงวันมีเส้นขน (Gustatory sensilla) ที่มีหน้าที่ในการรับรส ซึ่งตรงบริเวณปลายขนจะมีลักษณะเป็นรูกลวง เพื่อรับรสอาหารที่เป็นของเหลว ซึ่งภายในเส้นขนก็จะมีเซลล์ประสาทที่เป็นตัวรับสัญญาณ (Receptors) จากตัวกระตุ้นภายนอก ในที่นี้คืออาหาร และส่วนใหญ่จะพบเส้นขนบริเวณต่อไปนี้ ขา (Legs) ขา (Legs) เมื่อแมลงวันเจออาหาร มันจะบินไปเกาะและมักจะเดินไปมารอบ ๆ อาหาร โดยขาที่เกาะอยู่ของมันนั้นมีขนนี้ขึ้นอยู่ ซึ่งเป็นอวัยวะแรกที่ได้สัมผัสอาหารและรับรู้รสชาติ ซึ่งมันจะตรวจสอบก่อนที่จะกิน ว่าอาหารเหล่านั้นสามารถกินได้ไหม หรือรสชาติเป็นที่พอใจที่จะกินไหม ริมฝีปาก (Labellum) […]
ช็อกโกแลตมีฝ้าขาว ๆ คล้ายเชื้อราแบบนี้กินได้มั้ยนะ?
หลาย ๆ คนคงเคยสังเกตเห็นฝ้าขาว ๆ ที่บนผิวช็อกโกแลต อาจจะไม่กล้ากินเพราะคิดว่าเป็นเชื้อรา จริง ๆแล้วเกิดจากส่วนผสมของช็อกโกแลตเปลี่ยนสภาพจากอุณหภูมิและความชื้น ทำให้มีการเรียงตัวของโมเลกุลใหม่แยกตัวออกจากเนื้อช็อกโกแลตไปอยู่ที่ผิวช็อกโกแลต เราจึงเห็นช็อกโกแลตจากเดิมที่ผิวเงาสวยกลายเป็นฝุ่นฝ้าขาว หรือลายสีน้ำตาลอ่อนบนผิวช็อกโกแลต ปรากฏการณ์ในลักษณะนี้ เรียกว่า Chocolate Bloom ทำไมจึงเกิด Chocolate Bloom ช็อกโกแลตมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิจึงสามารถเกิด Chocolate Bloom ได้จากการเก็บช็อกโกแลตที่อุณหภูมิไม่เหมาะสม โดยมักเกิดเมื่อนำช็อกโกแลตที่แช่ตู้เย็นนำออกมาไว้ที่อุณหภูมิห้องและเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดบนพื้นผิวของช็อกโกแลต ทำให้ช็อกโกแลตไม่เงาสวยเหมือนเดิม สามารถแบ่งลักษณะการเกิด Chocolate Bloom ได้เป็น 2 กรณี คือ Sugar bloom เกิดเมื่อมีความชื้นจากการที่เรานำช็อกโกแลตจากตู้เย็นออกมาที่อุณหภูมิห้อง ความชื้นนี้ไปละลายผลึกน้ำตาลที่แยกตัวจากเนื้อช็อกโกแลตมาที่พื้นผิวจากการเปลี่ยนอุณหภูมิ เมื่อความชื้นหายไปน้ำตาลตกผลึกเห็นเป็นฝุ่นเม็ดเล็ก ๆ หรือจุดดวงขาว ๆ ที่อยู่บนผิวช็อกโกแลต Fat bloom เกิดจากการผันแปรของอุณหภูมิในการเก็บ เมื่ออุณหภูมิสูงช็อกโกแลตเกิดการละลายทำให้โมเลกุลของไขมันที่เรียงตัวเกิดการแยกตัวจัดรูปแบบใหม่ เมื่ออุณหภูมิเย็นลงช็อกโกแลตกลับมาแข็งตัวใหม่เกิดลักษณะเป็นฝ้าขาวหรือเป็นลายเส้นสีน้ำตาลอ่อนบนผิวช็อกโกแลต ช็อกโกแลตที่เกิด Chocolate Bloom ไม่เป็นอันตรายในการบริโภค แต่มีผลกับรสชาติและเนื้อสัมผัสของช็อกโกแลต วิธีการป้องกันการเกิด Chocolate Bloom การเก็บช็อกโกแลต – ควรเก็บในอุณหภูมิที่เหมาะสม […]
บลูชีส (Blue cheese) อาหารจากเชื้อรา
มารู้จักชีสกันเถอะ ชีสทำมาจากอะไร? ชีส (Cheese) หรือเนยแข็ง เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนม โดยใช้น้ำนมที่ผ่านกระบวนการพลาสเจอร์ไรส์หรือน้ำนมดิบ แล้วใส่เชื้อแบคทีเรียแลคติกพร้อมกับเติมเอนไซม์เรนนิน เพื่อให้โปรตีนตกตะกอนจับกันเป็นลิ่มสีขาว (Curd) หลังจากนั้นนำมาอัดรวมกันเป็นก้อนและนำไปบ่มเพื่อให้ได้รสชาติที่ต้องการ นอกจากนี้ชีสยังมีวิธีการผลิตที่ซับซ้อนแตกต่างกันออกไป โดยชีสบางชนิดมีการใส่วัตถุดิบแปลกๆ ลงไปด้วย นั่นคือ เชื้อรา (mold) อย่างเช่นในบลูชีส แล้วทำไมราที่อยู่บนบลูชีสถึงกินได้ ? วันนี้ลองมารู้จักบลูชีสกันเถอะ บลูชีส (Blue cheese) คืออะไร? บลูชีสเกิดจากการใส่สปอร์ของราเพนิซิลเลียม (Penicillium) โดยใช้เพนิซิลเลียม ร็อคฟอร์ติ (Penicillium roqueforti) หรือเพนิซิลเลียม กลูคัม (Penicillium glaucum) ซึ่งเป็นเชื้อราที่เป็นประโยชน์ลงไปในระหว่างกระบวนการผลิต เชื้อราจะเจริญเติบโตจนได้ชีสที่เราเห็นเป็นจุดสีฟ้าปนเขียวอยู่เต็มทั้งก้อน จึงทำให้กลายเป็นชื่อเรียกของชีสชนิดนี้นั่นเอง ทางด้าน รสชาติ กลิ่น สี ลักษณะเนื้อสัมผัส (texture) ที่แตกต่างกันนั้นขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการเก็บรักษา ชนิดของน้ำนมและกรรมวิธีการผลิตของแต่ละท้องถิ่น ชีสชนิดนี้มีการผลิตในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก จึงมีชื่อเรียกแตกต่างกัน เช่น ในประเทศฝรั่งเศส เรียกว่า ร็อคฟอร์ต (Roquefort) ประเทศอังกฤษเรียกว่า สติลตัน (Stilton) และในอิตาลี เรียกว่า กอร์กอนโซล่า (Gorgonzola) […]
อวสานสิ่งมีชีวิต สัญญาณเตือนการสูญพันธุ์ครั้งที่ 6
การหายไปหรือการลดจำนวนลงของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ต่าง ๆ ที่เคยมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ภัยพิบัติทางธรณี และการเกิดอุกกาบาตชนโลก ทำให้ไม่สามารถพบเห็นได้ในปัจจุบันหรือบางสายพันธุ์พบในปริมาณน้อยลงมาก ซึ่งลักษณะการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ เรียกว่า การสูญพันธุ์ (Extinction) ตั้งแต่โลกของเราถือกำเนิดขึ้นเป็นช่วงเวลายาวนานหลายพันล้านปี สิ่งมีชีวิตที่เคยอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ค่อย ๆ หายสาบสูญไป ขณะที่สิ่งมีชีวิตรุ่นใหม่พยายามวิวัฒนาการและปรับตัวให้มีชีวิตรอดในสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศอยู่ตลอดเวลา การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตแม้ว่าจะเกิดขึ้นบ่อยแต่มีอัตราไม่คงที่ ไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลาหรือมีระยะเวลาที่แน่นอน การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่เคยเกิด บนโลกมีทั้งหมด 5 ครั้ง จากข้อมูลการพบหลักฐานซากดึกดำบรรพ์ของสิ่งมีชีวิตในช่วงเวลาต่าง ๆ ดังนี้ การสูญพันธุ์ครั้งที่ 1 ปลายยุคแคมเบรียนถึงยุคออร์โดวิเชียน (488 ล้านปีที่แล้ว) มีสาเหตุมาจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก (Continental Drift) ทำให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง เกิดยุคน้ำแข็งฉับพลัน สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในน้ำไม่สามารถปรับตัวให้มีชีวิตรอดได้ นำมาซึ่ง การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในทะเลจำพวก Brachiopod, Conodont และ Trilobite การสูญพันธุ์ครั้งที่ 2 ปลายยุคดีโวเนียน (375 ล้านปีที่แล้ว) ต่อเนื่องมาจากการเกิดยุคน้ำแข็ง ทำให้ปริมาณน้ำทะเล อุณหภูมิ และออกซิเจนในน้ำลดลง เกิดการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในเขต น้ำตื้นรวมทั้งปะการังเป็นจำนวนมาก การสูญพันธุ์ครั้งที่ 3 […]

