ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
โครงการประกวดแข่งขันนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์สำหรับผู้สูงวัย “แฮปปี้…สูงวัย” ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569
ขอเชิญเข้าร่วมการประกวดแข่งขันนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์สำหรับผู้สูงวัย “แฮปปี้…สูงวัย” ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ประเภท สิ่งประดิษฐ์เพื่อช่วยเสริมคุณภาพชีวิตด้านการประกอบอาชีพสำหรับผู้สูงวัย จัดโดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อส่งเสริม สนับสนุนและดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เสริมสร้างทักษะให้กับกลุ่มผู้สูงวัยอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดรับผลงานจากบุคคลทั่วไปผู้มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป (ต้องผ่านการประกวดระดับพื้นที่จากกลุ่มศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา) ซึ่งผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 13,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร และยังมีรางวัลชมเชยอีก 17 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 89,000 บาท เงื่อนไขการสมัคร หลักฐานการสมัคร ประกอบด้วย กำหนดการประกวด หมายเหตุ สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ FacebookFacebookXTwitterLINELine
Dr.Stone กับเรื่องวิทยาศาสตร์พลังงานไฟฟ้าในยุคหิน
ปัจจุบัน สื่อบันเทิงอย่างอนิเมะได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ไม่เพียงแต่ให้ความสนุกสนานเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นสื่อการเรียนรู้ที่ช่วยให้เข้าใจแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ได้ง่ายขึ้น Dr. Stone เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพื่อเอาชีวิตรอดในโลกที่ปราศจากเทคโนโลยี โดยเฉพาะเรื่องของการผลิตพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาอารยธรรมมนุษย์ สร้างไฟฟ้าด้วยแม่เหล็ก ในเรื่อง Dr. Stone ตัวเอก “อิชิงามิ เซ็นคู” ได้ทดลองสร้างพลังงานไฟฟ้าโดยใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบ homopolar ซึ่งเป็นไอเดียของไมเคิล ฟาราเดย์ หลักการง่าย ๆ ก็คือ ถ้ามีแผ่นโลหะหมุนอยู่ในสนามแม่เหล็ก จะเกิดกระแสไฟฟ้าขึ้น กระแสไฟฟ้าที่ได้เป็นไฟฟ้ากระแสตรง โดยทั่วไปแรงดันไฟฟ้าที่ได้จะค่อนข้างต่ำ แม้ว่ากำลังไฟที่ได้จะยังไม่มากพอสำหรับอุปกรณ์ใหญ่ ๆ แต่ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ เปลี่ยนพลังงานฟ้าผ่าให้เป็นแม่เหล็ก ฟ้าผ่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มีพลังงานมหาศาล ที่สามารถเปลี่ยนวัตถุธรรมดาให้กลายเป็นแม่เหล็กได้ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Lightning-induced Remanent Magnetism (LIRM) หรือ แม่เหล็กตกค้างจากฟ้าผ่า ซึ่งมักเกิดกับหินที่มีแร่แม่เหล็ก เช่น แมกนีไทต์ เนื่องจากฟ้าผ่ามีพลังงานไฟฟ้าที่สูงมาก ทำให้เกิดสนามแม่เหล็กไฟฟ้าอย่างเข้มรอบ ๆ วัตถุที่ฟ้าผ่าถึง และเกิดการเหนี่ยวนำไฟฟ้า แต่แม่เหล็กที่เกิดขึ้นมักไม่ถาวร และอาจอ่อนกำลังลงเมื่อเวลาผ่านไป การทำหลอดไฟแบบเอดิสัน แสงสว่างเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์สามารถใช้ชีวิตในยามค่ำคืนได้สะดวกขึ้น ซึ่งโทมัส อัลวา เอดิสัน […]
อาหารปลอดภัย จากฟาร์มสู่โต๊ะอาหาร (From farm to table)
กว่าอาหารจะเดินทางมาถึงโต๊ะอาหารที่พร้อมเสริฟให้กับผู้บริโภคได้นั้น ต้องผ่านกระบวนการต่างๆ มากมาย ทำให้ง่ายต่อการปนเปื้อนจากเชื้อจุลินทรีย์และสารเคมี โดยถ้าไม่มีการตรวจสอบ ควบคุม และป้องกันที่ดี อาหารก็สามารถก่อให้เกิดโรคกับผู้บริโภคได้ เช่น โรคอาหารเป็นพิษ โรคอุจจาระร่วง เป็นต้น ดังนั้นเพื่อให้ได้อาหารที่มีมาตรฐาน และปลอดภัยจากมือผู้ผลิตส่งถึงมือผู้บริโภค แต่ละขั้นตอนจึงต้องมีการตรวจสอบ และป้องกันการปนเปื้อนของอาหาร โดยใช้ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เพื่อตรวจวิเคราะห์หาสาเหตุและปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดการปนเปื้อนในอาหารได้ ฟาร์มคือจุดเริ่มต้นของอาหาร ผู้ผลิตจึงต้องให้ความสำคัญในเรื่องความสะอาดของวัตถุดิบ และการปนเปื้อนของอาหารให้น้อยที่สุด เช่น ใช้การทำเกษตรอินทรีย์ ที่มีวิธีการทางธรรมชาติในการควบคุมศัตรูพืช รวมทั้งการตรวจสอบคุณภาพน้ำที่ใช้ทำการเกษตรต้องไม่ปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้อาหารไม่สะอาด เป็นต้น วัตถุดิบจากฟาร์มเหล่านี้จะถูกส่งต่อมาถึงโรงงานที่ต้องนำวัตถุดิบมาผ่านกระบวนการแปรรูป เพื่อยืดเวลาเก็บรักษาและเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตในรูปแบบต่างๆ เช่น การแปรรูปนม ต้องนำมาฆ่าเชื้อ (พาสเจอไรซ์) เพื่อให้เก็บได้นานขึ้น หรือการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นมในรูปแบบต่างๆ เช่น ชีส เป็นต้น โดยกระบวนการแปรรูปนี้ต้องมีการตรวจสอบและควบคุมให้ได้มาตรฐานและมีความสะอาด ตั้งแต่สถานที่ผลิต เครื่องมือและอุณหภูมิที่ใช้ในแปรรูป เพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนในระหว่างการแปรรูปอาหารได้ อาหารที่แปรรูปแล้วจะถูกขนส่งออกจากโรงงาน เพื่อส่งให้กับผู้บริโภค โดยขั้นตอนการขนส่งนี้ ถ้าควบคุมความสะอาดไม่ดีก็อาจจะทำให้เกิดการปนเปื้อนได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น รถขนส่งที่ไม่สะอาดและไม่ได้ควบคุมอุณหภูมิที่เหมาะสม เชื้อจุลินทรีย์สามารถเจริญเติบโตได้ดี ทำให้อาหารเกิดการเน่าเสียก่อนถึงมือผู้บริโภคได้ เมื่อผลิตภัณฑ์อาหารเหล่านี้ส่งถึงมือผู้บริโภคแล้ว การปนเปื้อนก็ยังคงสามารถเกิดขึ้นได้จากความสะอาดในขั้นตอนการปรุงอาหารของผู้บริโภคนั่นเอง โดยทางองค์การอนามัยโลก ได้กำหนดข้อปฏิบัติตามหลัก […]
โกโก้บัตเตอร์ ผลิตภัณฑ์จากเมล็ดโกโก้
หากพูดถึง “โกโก้” คงไม่มีใครไม่รู้จัก โกโก้เป็นพรรณไม้พื้นเมืองของประเทศเม็กซิโก ปัจจุบันได้มีการนำมาปลูกในเขตร้อนสามารถพบได้ในหลายประเทศรวมถึงในประเทศไทยด้วย ผลโกโก้เมื่อแก่จัดเมล็ดจะถูกนำมาสกัดและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น ช็อกโกแลต หรือผงโกโก้ ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้บริโภคไม่น้อย ทั้งสีที่เป็นเอกลักษณ์และรสชาติที่แตกต่างกันตามแหล่งที่ปลูก และกรรมวิธีการผลิต นอกจากผลิตภัณฑ์ที่มีสีเป็นเอกลักษณ์อย่างสีน้ำตาลเข้มแล้ว ยังมีอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเมล็ดโกโก้ที่เราอาจไม่คุ้นตากันนั่นคือ “โกโก้บัตเตอร์” โกโก้บัตเตอร์ (Cocoa Butter) หรือเนยโกโก้ เป็นไขมันธรรมชาติที่ได้จากเมล็ดโกโก้ ปกติเมล็ดโกโก้มีส่วนที่เป็นเนื้อประมาณ 50% และเป็นไขมันตามธรรมชาติ 50% ที่เรียกว่า โกโก้บัตเตอร์ ซึ่งแทรกตัวอยู่ในเมล็ดและจะถูกขับออกมาเมื่อเมล็ดโกโก้ถูกบดและโดนความร้อน ปัจจุบันสามารถสกัดโกโก้บัตเตอร์ออกจากส่วนเนื้อได้ด้วยเครื่องสกัดไขมันโกโก้ หรือเครื่องโกโก้เพรส โดยโกโก้บัตเตอร์ที่ได้จะมีสีครีมเหลืองเหมือนเนยทั่วไป แต่จะไม่มีรสชาติ และเนื้อสัมผัสคล้ายขี้ผึ้ง มีจุดหลอมละลายอยู่ที่ 34-38 องศาเซลเซียส จึงนิยมนำมาเป็นส่วนผสมของช็อกโกแลต โดยเฉพาะในช็อกโกแลตระดับพรีเมียมและคราฟต์ช็อกโกแลต ซึ่งจะให้เนื้อสัมผัสนุ่มละมุนละลายในปากและยังทำให้ช็อกโกแลตขึ้นรูปได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้โกโก้บัตเตอร์ยังอุดมไปด้วยคุณประโยชน์ คือ มีวิตามินอี โปรตีน และกรดไขมันสูง จึงได้รับความสนใจจากวงการเครื่องสำอางและความงาม เนื่องจากสามารถให้ความชุ่มชื้น บำรุงผิวพรรณ ปรับความยืดหยุ่นให้แก่ผิว ปกป้องผิวจากรังสียูวี และช่วยลดเลือนรอยแตกลายของผิวได้ นอกจากที่กล่าวมาข้างต้น โกโก้บัตเตอร์ยังมีสารพฤกษเคมี (Phytochemical) ชนิดฟลาโวนอยด์สูง (Flavonoid) […]
ทำอย่างไร…ถ้าราขึ้นบนอาหาร
อาหารอุดมไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ ที่เป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีพของสิ่งมีชีวิต เชื้อราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องการอาหาร น้ำ อากาศ และอุณหภูมิที่เหมาะสม เพื่อใช้ในการเจริญเติบโต โดยการย่อยสลายอาหาร ทำให้สารเกิดการหมุนเวียนในระบบนิเวศ ราที่เราเห็นบนอาหาร เกิดจากสปอร์ของราที่มีขนาดเล็ก ลอยฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ แล้วตกลงบนอาหาร ที่มีความชื้นและสภาวะที่เหมาะสม ราจะเริ่มเจริญเติบโต สร้างใยรา (hyphae) ออกมา ซึ่งเหมือนกับรากที่ยึดพื้นผิวนั้นไว้ และปล่อยเอนไซม์ออกมาย่อยอาหารแล้วดูดซึมกลับ เพื่อใช้ในการเจริญเติบโตและสร้างสปอร์เพื่อแพร่กระจายออกไปบริเวณรอบ ๆ ได้มากขึ้น ทำให้มันแพร่กระจายตัวเองได้อย่างรวดเร็ว ราบางชนิดสามารถใช้เวลาย่อยสลายอาหารได้ภายใน 12 – 24 ชั่วโมง แต่ในบางชนิดอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ เราไม่สามารถมองเห็นสปอร์ของราที่ตกลงบนอาหารได้ แต่เราจะเริ่มมองเห็นราก็ต่อเมื่อราเริ่มเจริญเติบโตสร้างใยรา (hyphae) ที่รวมกลุ่มกันเป็นก้อน ๆ เรียกว่า กลุ่มใยรา (mycelium) เจริญเติบโตฝังรากลึกลงไปมากแล้ว ดังนั้นกว่าเราจะรู้ว่าราขึ้นบนอาหาร ก็สายไปแล้วเพราะเชื้อราได้ครอบครองอาหารของเราไปหมดแล้ว เราจะทำอย่างไรกับอาหารที่ขึ้นรานี้ ควรกินหรือควรทิ้ง… หลายคนอาจคิดว่า ถ้าให้ความร้อนกับอาหารจะสามารถทำลายเชื้อราได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วถึงราจะไวต่อความร้อนและสามารถถูกทำลายได้ที่อุณหภูมิ 60 – 70°C แต่ราบางชนิดมีการสร้างสปอร์ที่ทนกับความร้อนสูงไม่สามารถทำลายโดยความร้อนได้ และยังคงมีสารพิษจากเชื้อรา (mycotoxins) ที่ราสร้างขึ้นมากระจายอยู่ทั่วในอาหาร ไม่สามารถทำลายออกไปได้ […]

