ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
โครงการสร้างความตระหนักรู้เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
รับสมัครทีมนักศึกษา สกร. ตัวแทนจากศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศ ชิงเงินรางวัลรวม 172,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร รับสมัครตั้งแต่ 22 พ.ค. 69 – 5 มิ.ย. 69 สมัครออนไลน์ได้ทาง https://forms.gle/GhsggFwdGsLNZ7K1A เมื่อสมัครผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ทีมผู้สมัครต้องนำส่งหลักฐานการสมัคร ซึ่งประกอบด้วย โดยส่งเอกสารทั้งหมดมายังศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 928 ถ.สุขุมวิท แขวงพระโขนงเขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 ภายในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 16.30 น. กำหนดการประกวด สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ หมายเหตุ FacebookFacebookXTwitterLINELine
“น้ำทะเล” ตัวเลือกสุดท้ายของการดับไฟ
เคยสงสัยกันไหม!! เพราะเหตุใดเวลาเกิดอัคคีภัยนักดับเพลิงจะไม่ใช้น้ำทะเลดับไฟ หรือเลือกใช้เป็นตัวเลือกสุดท้าย ทั้งที่สามารถดับไฟได้เช่นเดียวกับน้ำจืด น้ำ เป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด โลกของเราประกอบไปด้วยน้ำ 2 ใน 3 ของพื้นที่ โดยมีสัดส่วนน้ำเค็มมากกว่าน้ำจืด แหล่งน้ำเค็มที่เรารู้จักกันดีนั่นคือ “ทะเลและมหาสมุทร” ซึ่งเรามักเรียกน้ำเค็มที่อยู่ในแหล่งน้ำเหล่านี้ว่า น้ำทะเล น้ำทะเลมีรสชาติอย่างไรหลายคนคงพอนึกภาพออก ความเค็มที่โดดเด่นที่มีเพียงสิ่งมีชีวิตบางชนิดเท่านั้นที่อาศัยและตอบสนองอยู่ได้ เช่น สัตว์จำพวกมอลลัสก์ (Mollusk) สัตว์ที่มีเปลือกแข็ง (Crustacean) และสาหร่าย (Algae) เป็นต้น ความเค็มของน้ำทะเลเกิดจากอะไร น้ำทะเลมีรสชาติเค็มเกิดจากเกลือหรือแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ละลายอยู่ในมวลน้ำในรูปของสารละลาย ซึ่งเป็นผลมาจากกระบวนการต่าง ๆ ในธรรมชาติ เช่น จากการเน่าเปื่อยของสิ่งมีชีวิตในทะเล การกัดกร่อนทางกายภาพทั้งจากหิน พื้นดิน ภูเขา ซึ่งถูกละลายชะล้างโดยฝนหรือไอน้ำในอากาศและไหลลงสู่ทะเล รวมถึงจากการระเบิดของภูเขาไฟ โดยสารละลายที่ทำให้น้ำทะเลมีความเค็มนั้นประกอบไปด้วย จะเห็นได้ว่ามีแร่ธาตุมากมายที่เป็นองค์ประกอบทางเคมีทำให้น้ำทะเลมีความเค็ม แต่ระดับความเค็มในทะเลแต่ละบริเวณจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น การแปรเปลี่ยนของฤดูกาล ปริมาณน้ำฟ้า อัตราการระเหย ตำแหน่งที่ตั้ง และระยะทางที่ห่างจากปากแม่น้ำหรือชายฝั่ง ซึ่งมีผลต่ออัตราการละลายและตกตะกอนของเกลือและแร่ธาตุในน้ำทะเล ทะเลและมหาสมุทร ไม่เพียงแต่เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตที่ดำรงชีวิตในแหล่งน้ำเค็มเท่านั้น […]
ทำไมรุ้งกินน้ำถึงเป็นเส้นโค้ง ทั้งที่แสงเดินทางเป็นเส้นตรง ?
หลังฝนหยุดตก คุณเคยสังเกตเห็นรุ้งกินน้ำที่ปรากฏบนท้องฟ้ากันบ้างไหมแล้วเคยสงสัยกันหรือไม่ว่ารุ้งกินน้ำที่เราเห็นกันทำไมถึงเป็นเส้นโค้ง ทำไมไม่เป็นรูปร่างอื่นบ้าง เช่น สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม หรือเส้นตรงแล้วมีหลักการทางวิทยาศาสตร์อะไรบ้างที่สามารถอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ได้ รุ้งกินน้ำเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่พบเห็นได้ในช่วงหลังฝนตกและมีแดดออก และยังสามารถพบได้บริเวณน้ำพุ น้ำตก หรือ ละอองน้ำจากกระบอกฉีดน้ำรดต้นไม้ ซึ่งมักจะพบรุ้งกินน้ำในทิศทางตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์เสมอ โดยเกิดจากหลักการทางฟิสิกส์ที่เรียกว่า การหักเห และสะท้อนกลับหมดของแสง รุ้งกินน้ำเกิดขึ้นเมื่อแสงอาทิตย์ หรือแสงขาวตกกระทบเข้าไปในละอองน้ำที่ล่องลอยอยู่ในอากาศหลังฝนตกจะเกิดการหักเห และการสะท้อนลับหมดของแสงออกมา ทำให้แสงสีทั้ง 7 สีของแสงขาวกระจายออกจากกัน แต่เนื่องจากแสงมีการเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางที่มีความหนาแน่นต่างกัน (จากอากาศสู่น้ำ) ผ่านผิวของละอองน้ำ ทำให้แสงสีต่าง ๆ กระจายออกจากกันแล้วเกิดการสะท้อนกลับหมดที่ผิวภายในของละอองน้ำ หลังจากนั้นจะเกิดการหักเหจากภายในละอองน้ำออกสู่อากาศอีกครั้ง และละอองน้ำมีจำนวนมาก จึงทำให้แสงเกิดการหักเหเข้าตาเราไปในทิศทางที่แกต่างกัน โดยมีทั้งหักเหเป็นมุมโค้งขึ้น โค้งลง และโค้งออกมาทางด้านข้างละอองน้ำ แต่เราจะเห็นเพียงแสงที่หักเหเข้าสู่สายตาเป็นมุมออกมาประมาณ 40-42 องศาเท่านั้น ซึ่งนี่เองเป็นสาเหตุทำให้เราเห็นรุ้งกินน้ำเป็นเส้นโค้ง โดยมีสีเรียงจากล่างขึ้นบน คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง ส้ม แดง แต่ในบางครั้งเราก็สามารถเห็นรุ้งกินน้ำ 2 ตัวได้ในเวลาพร้อมกัน รุ้งกินน้ำตัวแรกอยู่ด้านล่างคือ รุ้งปฐมภูมิ ที่เราคุ้นเคยกันคือแถบสีม่วงอยู่ข้างล่าง และแถบสีแดงอยู่ข้างบน ส่วนรุ้งกินน้ำตัวที่สองอยู่ด้านบนเรียกว่า […]
Plant-based food เปลี่ยนอาหารให้รักษ์โลก
จากกระแสความตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า รวมทั้งสวัสดิภาพสัตว์ (animal welfare) ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้รูปแบบของอาหารปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนแปลงไป โดยผลิตภัณฑ์อาหารจากพืช หรือที่เราเรียกกันว่า plant-based food เป็นอาหารในกลุ่มโปรตีนทางเลือก (alternative protein) ที่ทำมาจากพืชที่ให้โปรตีนสูง เช่น ถั่ว เห็ด สาหร่าย ข้าวโอ๊ต อัลมอนด์ เพื่อลดการบริโภคเนื้อสัตว์ ที่ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการเลี้ยงสัตว์และผลิตเนื้อสัตว์ หนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน อีกทั้งการผลิตเนื้อสัตว์มีการใช้ทรัพยากรมากกว่าการปลูกพืชอีกด้วย นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์อาหารจากพืชยังช่วยในเรื่องสุขภาพที่ดีของเรา เนื่องจากการกินเนื้อสัตว์แปรรูปปริมาณมาก ทำให้เกิดคอเลสเตอรอลในเลือดสูง และเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจ ผลิตภัณฑ์อาหารจากพืชนี้สามารถบริโภคทดแทนเนื้อสัตว์ได้เลย เนื่องจากมีการเพิ่มสารอาหาร เพื่อช่วยให้คนที่ไม่กินเนื้อเลย สามารถได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน เช่น วิตามินบี 12, สังกะสี, เหล็ก, แคลเซียม และโอเมก้า-3 จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับคนรักสุขภาพ และคนที่รับประทานมังสวิรัติแบบยืดหยุ่น (flexitarian) ซึ่งเป็นกลุ่มบริโภคมังสวิรัติเป็นหลักสลับกับเนื้อสัตว์หรือเนื้อปลา มีตัวเลือกอาหารที่ทำจากพืชมากขึ้น จริง ๆ แล้วผลิตภัณฑ์อาหารจากพืชเหล่านี้ เราได้บริโภคกันมานานมากแล้ว โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคอาหารมังสวิรัติและอาหารเจ นั่นคือ โปรตีนเกษตร แต่ปัจจุบันมีการนำนวัตกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์อาหารมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทำให้กลิ่นรส เนื้อสัมผัส สีสัน […]
การเคี้ยวเอื้อง คือการเคี้ยวอย่างไร?
เคี้ยวเอื้องเป็นคำที่หลายคนมักคุ้นหูและเคยได้ยินกันมาบ้างว่า “มัวแต่เคี้ยวเอื้องเดี๋ยวไม่ทันกิน” ทำให้หลายคนก็คงแอบสงสัยว่าเคี้ยวเอื้องคือการเคี้ยวอย่างไร ใช่การกินอาหารช้าหรือไม่ แท้จริงแล้วการเคี้ยวเอื้องนั้นไม่ใช่การเคี้ยวช้า ๆ แต่อย่างใด การเคี้ยวเอื้องนั้นก็คือส่วนหนึ่งในกลไกการย่อยอาหารของสัตว์เคี้ยวเอื้องนั่นเอง สัตว์กลุ่ม Ruminant หรือสัตว์เคี้ยวเอื้องเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมในอันดับ Artiodactyla และเป็นสัตว์ที่กินพืชที่มีระบบทางเดินอาหารซับซ้อนกว่าสัตว์กระเพาะเดี่ยว โดยเฉพาะส่วนของกระเพาะอาหารที่มีการพัฒนาให้มีขนาดใหญ่และแบ่งออกเป็น 4 ส่วนการย่อยอาหารจะเริ่มเคี้ยวแบบหยาบ ๆ แล้วส่งไปย่อยอาหารให้นุ่มก่อนในกระเพาะอาหารส่วนแรก ซึ่งเกิดจากการทำปฏิกิริยาของแบคทีเรียเป็นหลัก จากนั้นจึงสำรอกเอาอาหารที่ย่อยแล้วครึ่งหนึ่งออกมา เรียกว่า เอื้อง (cud) แล้วค่อย ๆ เคี้ยวอีกครั้ง กระบวนการเคี้ยวเอื้องอีกครั้งนี้มีเพื่อย่อยสลายสารที่มีอยู่ในพืชและกระตุ้นการย่อยอาหาร เรียกว่า “การเคี้ยวเอื้อง” (ruminating) สัตว์กลุ่มที่พบกระบวนการดังกล่าวนี้จึงถูกเรียกว่าสัตว์เคี้ยวเอื้อง โดยพบว่าโคใช้เวลาในการเคี้ยวเอื้อง 1 ใน 3 ของวัน หรือใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อที่จะทำการเคี้ยวเอื้องให้อาหารมีขนาดเล็กลง ส่วนสัตว์กินพืชทั่วไปเช่น หมู กระต่าย จะมีกระเพาะเดี่ยวเช่นเดียวกับคน ซึ่งจะมีการเคี้ยวอาหารจนละเอียดแล้วส่งต่อไปยังกระเพาะมีเพียงเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยอาหารเท่านั้น กระเพาะอาหารของสัตว์เคี้ยวเอื้องถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วนดังนี้ รูเมน (Rumen) หรือ กระเพาะผ้าขี้ริ้ว ลักษณะมีขนาดใหญ่ผนังภายในมีลักษณะเป็นตุ่มขนเล็ก ๆ ทำหน้าที่คลุกเคล้าอาหารถ่ายเทอาหารไปมากับส่วนเรติคิวลัม และมีจุลินทรีย์ที่ช่วยในการย่อยเซลลูโลสให้เป็นกลูโคส (Glucose) ที่ไม่พบในคน เรติคิวลัม […]

