ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
โครงการประกวดแข่งขันนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์สำหรับผู้สูงวัย “แฮปปี้…สูงวัย” ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569
ขอเชิญเข้าร่วมการประกวดแข่งขันนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์สำหรับผู้สูงวัย “แฮปปี้…สูงวัย” ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ประเภท สิ่งประดิษฐ์เพื่อช่วยเสริมคุณภาพชีวิตด้านการประกอบอาชีพสำหรับผู้สูงวัย จัดโดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อส่งเสริม สนับสนุนและดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เสริมสร้างทักษะให้กับกลุ่มผู้สูงวัยอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดรับผลงานจากบุคคลทั่วไปผู้มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป (ต้องผ่านการประกวดระดับพื้นที่จากกลุ่มศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา) ซึ่งผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 13,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร และยังมีรางวัลชมเชยอีก 17 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 89,000 บาท เงื่อนไขการสมัคร หลักฐานการสมัคร ประกอบด้วย กำหนดการประกวด หมายเหตุ สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ FacebookFacebookXTwitterLINELine
ทำความรู้จักกับหินอ่อน
เมื่อครั้งยังเป็นเด็กน้อยวัยละอ่อน ผู้เขียนเคยได้ฟังเพลงที่มีเนื้อร้องว่า “น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน แต่หัวใจอ่อน ๆ ของเธอทำด้วยอะไร” เนื้อเพลงได้เปรียบเทียบถึงความแข็งแรงของหินกับความบอบบางของกล้ามเนื้อหัวใจ ครั้นเติบโตขึ้นมาจึงได้เรียนรู้ว่าในบรรดาหินหลากหลายชนิด มีหินบางชนิดที่ชื่อแสดงถึงความนุ่มนวล นั่นคือ หินอ่อน มารู้จักหินอ่อนกันสักนิดว่าอ่อนจริงเหมือนชื่อหรือไม่ หินอ่อน (marble) คือหินที่แปรสภาพมาจากกลุ่มหินตะกอนชนิดหินปูน (limestone) เกิดจากการสะสมตัวของแร่แคลไซต์ (calcite) หรือแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) นั่นเอง ด้วยสมบัติของแร่ชนิดนี้ที่มีความแข็งตามโมห์สเกลในระดับ 3 สามารถขูดเข้าได้โดยเล็บ และทำปฏิกิริยาเกิดเป็นฟองฟู่เห็นเด่นชัดเมื่อโดนกรดเจือจาง ด้วยความแข็งแรงเพียงระดับนี้ของหินอ่อน การรับแรงกระแทกจากหยดน้ำฝนบ่อย ๆ จะส่งผลทำให้หินอ่อนเกิดความเสียหายได้ ซ้ำร้ายบางครั้งเจอหยดน้ำฝนรวมเข้ากับมลพิษในอากาศมีฤทธิ์เป็นกรด จะสามารถกัดผิวทำลายหินอ่อนให้เสียหายได้มากกว่าเดิมอีก ส่วนที่มาของชื่อเรียกนั้น เป็นเพราะว่าคุณสมบัติความแข็งที่มีมากไม่เท่าหินชนิดอื่น ๆ และเราสามารถใช้เครื่องมือแกะสลักเป็นรูปต่าง ๆ ได้โดยง่าย ดังนั้น หินชนิดนี้จึงถูกเรียกชื่อว่า หินอ่อน นั่นเอง อ่านมาจนถึงตอนนี้แล้ว รู้จักหินอ่อนมากขึ้นหรือยัง อ้างอิง แร่:กรมทรัพยากรธรณี FacebookFacebookXTwitterLINELine
แฝดสาม พันธุ์ไม้หน้าตาคล้ายกัน
หากใครชอบเดินเล่นตามสวนสาธารณะ หรือมีโอกาสขับรถไปตามถนนสักเส้น รวมถึงเดินผ่านบริเวณด้านหน้าอาคารท้องฟ้าจำลองกรุงเทพของเรา คงจะเคยเห็นไม้ยืนต้นดอกสวยหลากหลายสายพันธุ์บริเวณริมถนนกันมาบ้าง ด้วยลักษณะของดอกเมื่อผลิออกตามช่วงเดือนต่าง ๆ มีความสวยงามและรูปร่างคล้ายคลึงกันมาก จนทำให้หลายคนแยกไม่ออกว่าเป็นสายพันธุ์ไหนกันแน่ วันนี้เราจะพามาทำความรู้จักกับไม้ยืนต้นผลัดใบที่ได้รับฉายาว่า “แฝดสาม” กันสักหน่อย ตะแบก เสลา อินทนิล เป็นพรรณไม้กลุ่มพืชมีดอกในวงศ์ Lythraceae ด้วยลักษณะเด่นของสีดอกที่คุมโทนม่วงเป็นหลัก ได้แก่ ม่วงเข้ม ม่วงอ่อน และม่วงอมชมพู อีกทั้งยังมีสีขาวประปราย ความสวยงามและความแตกต่างของดอกเพียงเล็กน้อยนี้ทำให้เกิดความสับสนในสายพันธุ์ หากว่าเราเจอต้นไม้เหล่านี้ในช่วงฤดูกาลที่ยังไม่ออกดอก จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นต้นไม้สายพันธุ์ใด ตะแบก (Bungor) ชื่อวิทยาศาสตร์ Lagerstroemia floribunda Jack. ไม้ยืนต้นสูง 15-20 เมตร เปลือกลำต้นเรียบเป็นมันและหลุดล่อนคล้ายลำต้นฝรั่ง ใบอ่อนมีขนนุ่มปกคลุมตลอดทั้งใบ ส่วนใบแก่ผิวเรียบเกลี้ยง ดอกออกตามปลายกิ่งชูช่อตามเรือนยอด มีตั้งแต่สีม่วงไปจนถึงม่วงอมชมพู และดอกเมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีขาวแลดูสวยงาม ดอกออกให้เชยชมในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน ตะแบกเป็นไม้ยืนต้น ปลูกง่าย ชอบแดด ทนแล้ง โตเร็ว ทรงพุ่มใหญ่กว้าง และให้ร่มเงาได้ดี จึงนิยมปลูกตามสวนสาธารณะนั่นเอง เสลา (Thai bungor) ชื่อวิทยาศาสตร์ Lagerstroemia loudonii […]
ทำไมน้ำทะเลมีสีฟ้า?
มีใครเคยสงสัยกันบ้างไหมว่า ทำไมน้ำทะเลที่เห็นจึงมีสีฟ้า บ้างก็มีสีเขียว หรือสีน้ำเงินเข้ม แต่เมื่อเราใช้แก้วน้ำตักน้ำทะเลขึ้นมา กลับมีสีใสเหมือนน้ำที่เราใช้ดื่มหรือใช้อาบในทุกวัน ไม่ได้มีสีสันสวยงามเหมือนที่เรามองเห็นเลยแม้แต่น้อย ความจริงสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพียงปรากฏการณ์การกระเจิงแสง โดยการที่เราสามารถมองเห็นสีสันของสิ่งต่าง ๆ ได้นั้น เกิดจากแสงที่มีแหล่งกำเนิดมาจากดวงอาทิตย์ตกกระทบกับพื้นผิวน้ำหรือสิ่งของต่าง ๆ แล้วแสงนั้นสะท้อนมายังดวงตา จึงทำให้เรามองเห็นสีสันของสิ่งต่าง ๆ แต่สำหรับน้ำ เมื่อแสงที่มีช่วงคลื่นของสีต่าง ๆ โดยเฉพาะสีน้ำเงินที่มีความยาวคลื่นสั้นตกกระทบกับน้ำ จะเกิดการกระเจิงหรือการแพร่กระจายของแสงในน้ำได้ดีที่สุดและถูกโมเลกุลของน้ำดูดกลืนไว้ได้น้อย ต่างจากช่วงแสงสีแดงที่จะถูกดูดกลืนไว้ได้มาก และช่วงแสงสีเขียวรองลงมา เมื่อแสงสีแดงและแสงสีเขียวถูกโมเลกุลของน้ำดูดกลืนไว้ได้ดีกว่าสีน้ำเงิน แสงทั้งสองสีนี้จึงหายไปได้ง่ายเมื่อลงสู่น้ำ สีน้ำทะเลที่ปรากฏออกมาให้เห็นจึงเป็นสีฟ้าหรือสีน้ำเงินนั่นเอง แต่แล้วทำไมน้ำทะเลบางที่ถึงมีสีเขียว สีน้ำเงิน หรือสีฟ้า แตกต่างกันออกไป สิ่งนี้เกิดจากความตื้นและลึกของน้ำทะเล และสิ่งเจือปนต่าง ๆ ที่อยู่ในน้ำทะเล การที่น้ำในทะเลลึกอยู่ห่างไกลจากแผ่นดินมาก จะมีสิ่งเจือปนต่าง ๆ อยู่น้อย น้ำในบริเวณนี้จะใสมากและเกิดการดูดกลืนแสงสีแดงและแสงสีเขียวอย่างสมบูรณ์ จึงเห็นเพียงแสงสีน้ำเงินเข้มเท่านั้นที่กระเจิงได้ดีและโดดเด่นขึ้นมา ต่างจากบริเวณชายฝั่งที่มีสิ่งเจือปนอยู่มาก สีของน้ำทะเลบริเวณชายฝั่งจึงมีสีที่ผิดเพี้ยนแตกต่างกันออกไปตามสีของสิ่งเจือปนนั้น ๆ แต่สำหรับทะเลบางที่ที่มีสีเขียว จะแสดงถึงทะเลที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก บริเวณนั้นจะเต็มไปด้วยแพลงก์ตอนพืช ซึ่งแพลงก์ตอนเหล่านี้จะดูดกลืนแสงสีน้ำเงินและสะท้อนแสงสีเขียวออกมาแทน จึงทำให้น้ำทะเลมีสีเขียวสวยงาม อ้างอิง https://bit.ly/2YlqVOChttps://bit.ly/3Fn3aH FacebookFacebookXTwitterLINELine
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของหลอดพลาสติก
หลอดพลาสติกขนาดเล็ก ที่ถูกใช้จนเคยชินและกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน เป็นสิ่งที่ถูกแถมมากับเครื่องดื่มที่เราสั่ง ที่มีอายุการใช้งานไม่กี่ชั่วโมงแล้วก็ทิ้งไป หลอดจำนวนมากที่ถูกทิ้งนั้นจะกลายเป็นขยะและจะเป็น อันตรายต่อสิ่งแวดล้อมเหตุใดหลอดพลาสติกจึงไม่ดีต่อสิ่งแวดล้อม 1. หลอดพลาสติกรีไซเคิลได้ยาก หลอดมักทำจากพลาสติกประเภท 5 หรือโพลีโพรพีลีน (Polypropylene : PP) แม้จะเป็นพลาสติกประเภท 5 ที่สามารถรีไซเคิลได้แต่ปัญหาคือเครื่องรีไซเคิลส่วนใหญ่ไม่รองรับพลาสติกที่มีขนาดเล็กอย่างหลอด และการรีไซเคิลหลอดนั้นมีต้นทุนที่สูง นอกจากรอการถูกกำจัดและทำให้เกิดมลพิษตามมา 2. พลาสติกไม่มีการย่อยสลายอย่างสมบูรณ์ การสลายได้ (decompose) เป็นคุณสมบัติหนึ่งของพลาสติกอยู่แล้ว แต่การย่อยสลายของพลาสติกนั้นไม่สามารถย่อยสลายได้ด้วยจุลินทรีย์เหมือนซากพืชซากสัตว์ ปัญหาคือพลาสติกใช้เวลาย่อยสลายนานหลายร้อยปี ย่อย สลายกลายเป็นไมโครพลาสติกที่ปนเปื้อนในน้ำ ดิน และวนกลับเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ อีกทั้งระหว่างที่พลาสติกยังไม่ย่อยสลาย ยังสร้างปัญหาขยะมากมาย และเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย 3. หลอดมักถูกทิ้งไม่ถูกที่และเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทร เมื่อใดก็ตามที่มีการทำความสะอาดชายฝั่ง หลอดพลาสติกจะอยู่ในรายชื่อของขยะที่ถูกพบ และเมื่อดูขยะทะเลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พบว่าหลอดหรือที่คนเครื่องดื่มอยู่ในอันดับที่ 10 ซึ่งมีจำนวน 80,730 ชิ้น คิดเป็นร้อยละ 5.21 ของขยะทะเลที่พบ (พฤษภาคม 2564) นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล ผลวิจัยพบว่านกทะเลกว่าร้อยละ 70 และเต่าทะเลกว่าร้อย ละ 30 มีขยะพลาสติกอยู่ในท้องของพวกมัน […]

