ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
ทำไม “กอด” ถึงชาร์จพลังได้
อาการหมดไฟ หรือหมดพลังในการทำบางสิ่งบางอย่างที่ถึงแม้ว่าจะเป็นสิ่งที่เคยชื่นชอบ การเหนื่อยกับการทำงาน เหนื่อยกับการใช้ชีวิต สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อสภาพจิตใจของคน ๆ นั้น อาจทำให้มีความคิดที่เลวร้าย เช่น การไม่อยากอยู่บนโลกนี้แล้วซึ่งนำไปสู่การพยายามฆ่าตัวตาย หรือการทำร้ายตัวเอง อาการเหล่านี้ใช่ว่าไม่สามารถรักษาหรือบรรเทาให้ดีขึ้นไม่ได้ สิ่งหนึ่งที่สามารถช่วยได้โดยที่หลายคนอาจไม่รู้มาก่อนนั่นคือ การกอด การกอด คือ การแสดงความรักเป็นภาษากายที่ใช้ทักทายและบอกลาเพื่อน ครอบครัวหรือเพื่อนร่วมงานที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย กอดมีค่ามากกว่าการเป็นสื่อแสดงความรัก เราสามารถเรียกการกอดได้ว่า “พลัง” เพราะขณะที่ร่างกายเรากำลังหมดแรง รู้สึกเหนื่อย ท้อแท้ หรือเศร้าใจ การได้กอดดี ๆ จากคนที่เรารักจะทำให้เรารู้สึกเหมือนได้ชาร์จแบตให้เต็มอีกครั้ง เนื่องจากการกอดเป็นการสัมผัสที่ช่วยลดฮอร์โมนคอร์ติซอล (cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกิดจากความเครียด ช่วยทำให้รู้สึกมั่นคง ปลอดภัยทางอารมณ์ เมื่อมีการสัมผัสไม่ว่าจะเป็นการจับมือหรือการกอดนานกว่า 20 วินาที เราจะรับรู้ถึงความรู้สึกนั้น และร่างกายก็จะมีการตอบสนอง โดยสมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) จะผลิตสารเคมีที่เรียกว่า ออกซิโทซิน (Oxytocin) หรือฮอร์โมนแห่งความรัก ซึ่งปล่อยออกมาจากต่อมใต้สมอง ทำให้รู้สึกอบอุ่น รู้สึกดี นอกจากนี้ยังกระตุ้นการทำงานของฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเม็ดเลือดแดง ทำให้ลำเลียงออกซิเจนไปยังเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกายได้ดีขึ้น ส่งผลให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า แข็งแรง สุขภาพดี […]
“กระต่ายบนดวงจันทร์” จากความเชื่อสู่เรื่องจริงของแพริโดเลีย
ดวงจันทร์ที่ปรากฏบนท้องฟ้าเป็นบริวารของโลกที่ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง เเต่เเสงที่เห็นนั้นเกิดจากแสงสะท้อนของดวงอาทิตย์ ทำให้มองเห็นดวงจันทร์ มีลักษณะต่าง ๆ เช่น ดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยว ดวงจันทร์เสี้ยว เเละดวงจันทร์เต็มดวง นอกจากนี้เมื่อมองจากพื้นโลกหากสังเกตดี ๆ อาจเห็นพื้นผิวดวงจันทร์ที่เหมือนมีเงาสีเทา ซึ่งมีรูปร่างคล้ายกับกระต่ายตัวใหญ่ดังเช่นในนิทานหรือตำนานพื้นบ้านของหลาย ๆ ประเทศ ที่มักกล่าวถึงเรื่องราวการอาศัยอยู่บนดวงจันทร์ของกระต่าย เช่น แอฟริกา ทิเบต จีน ญี่ปุ่น อเมริกากลางเเละอเมริกาใต้ แล้วกระต่ายบนดวงจันทร์มีจริงหรือไม่ กระต่ายบนดวงจันทร์ คือ บริเวณเงาสีเทาที่เกิดจากการพุ่งชนดวงจันทร์ของอุกกาบาต ประมาณ 3.9-3 พันล้านปีที่แล้ว การพุ่งชนของอุกกาบาตส่งผลให้เกิดหลุมขนาดใหญ่ เเละทำให้พื้นผิวของดวงจันทร์ทะลุจนแมกมาซึ่งอยู่ด้านล่างไหลออกมาเป็นลาวาจำนวนมาก เมื่อลาวาเย็นตัวลงอย่างรวดเร็วจึงเกิดเป็นหินบะซอลต์ที่มีสีเทาถึงดำ ซึ่งบริเวณเเอ่งราบที่ลาวาไหลมาปกคลุมนี้ถูกเรียกว่าทะเล (Sea) หรือมาเร (Mare) เพราะมีพื้นที่กว้างใหญ่เปรียบได้กับทะเลบนพื้นโลกเพียงแค่ไม่มีน้ำเท่านั้นเอง หากมองจากโลกพื้นที่ที่เป็นหินบะซอลต์จะมีสีทึบมองดูคล้ายกับกระต่าย ส่วนพื้นที่ที่อยู่สูงกว่าทะเลจะมีสีจางเรียกว่า ที่สูงดวงจันทร์ หรือ Lunar highland ความสูง-ต่ำของพื้นที่เเละหินบะซอลต์นี่เองที่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลว่าทำไมเราถึงมองเห็นเหมือนว่ามีกระต่ายอยู่บนดวงจันทร์ แพริโดเลีย (Pareidolia) กับกระต่ายบนดวงจันทร์ เคยสงสัยกันไหม เเค่หินบะซอลต์ทำไมจึงกลายเป็นกระต่ายได้ล่ะ กระต่ายที่เราเห็นนั้นเเท้จริงเเล้วเกิดจากปรากฏการณ์แพริโดเลีย (Pareidolia) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางจิตใจของมนุษย์เท่านั้น เเพริโดเลียเป็นทักษะการจดจำใบหน้าที่มนุษย์มีติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด ช่วยให้สามารถระบุหน้าตาสิ่งต่าง ๆ […]
กาแฟ หรือแกฟะ?
กาแฟหรือแกฟะ? วิทยาศาสตร์ของอาการใจสั่นเมื่อกินกาแฟ ไม่รู้ว่าใจฉันที่กำลังสั่นเป็นเพราะกาแฟ หรือเป็นเพราะแพ้ให้คนน่ารักอย่างแกฟะ กาแฟหรือแกฟะ – Intoverse ถึงจะไม่รู้ว่าอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นเป็นเพราะคนตรงหน้า หรือเป็นเพราะคาเฟอีนจากกาแฟแก้วใหญ่ที่ดื่มอย่างรวดเร็วด้วยความประหม่าคนตรงหน้าอีกที แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นอาการที่ทำให้รู้สึกไม่สบายตัวเอาซะเลย ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับกาแฟและกระบวนการก่อนจะมาเป็นกาแฟสักเล็กน้อย กาแฟเป็นพืชชนิดหนึ่ง เมล็ดกาแฟได้จากผลกาแฟสุกสีแดงที่ทำได้จากการบีบเบา ๆ จากนั้นนำไปคั่วให้มีกลิ่นหอมตามกรรมวิธีหลากหลายแบบ ในกาแฟมีสารคาเฟอีนอยู่โดยธรรมชาติเพื่อป้องกันตัวเองจากแมลง เราสามารถพบคาเฟอีนเป็นส่วนประกอบในช็อกโกแลต ชา น้ำอัดลมและเครื่องดื่มชูกำลังต่างๆและยังสามารถพบคาเฟอีนได้ในพืชอีกมากกว่า 60 ชนิด เรากินคาเฟอีนไปเพื่ออะไร? ถึงแม้ว่าคาเฟอีนจะเป็นสารที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตก็ตาม แต่ในบางกิจกรรมในชีวิตประจำวันของวัยเรียนวัยทำงานหรือช่วงเวลาพิเศษ เช่น การไปเดท การขับรถระยะไกล การรับคาเฟอีนก็เป็นส่วนช่วยในด้านการกระตุ้นของระบบร่างกายต่าง ๆ ไม่ว่าจะความกระปรี้กระเปร่า การออกจากความรู้สึกเหนื่อยล้า หลุดจากความง่วง การเพิ่มการเผาผลาญ และส่วนใหญ่มักจะรับคาเฟอีนเพื่อให้สมองตื่น แล้วสมองเราตื่นได้อย่างไร? กลไกการดีดเด้งของสมองจากกาแฟหรือคาเฟอีนเริ่มขึ้นจากสารอะดีโนซีน (adenosine) ซึ่งเป็นต้นเหตุของอาการเฉื่อยชาง่วงนอนจากการลดกิจกรรมของเซลล์ประสาท สารนี้จะทำงานต่อเมื่อไปจับกับตัวรับสาร (Adenosine receptor) แต่ด้วยโครงสร้างสารของคาเฟอีนมีความคล้ายกับโครงสร้างของอะดีโนซีน ดังนั้น คาเฟอีนจึงสามารถหลอกเจ้าตัวรับแล้วเข้าไปแทนอะดีโนซีนได้ การสวมรอยนี้ของคาเฟอีนส่งผลให้เพิ่มการทำงานของเซลล์ประสาทในสมอง และในเวลาเดียวกันก็มีการกระตุ้นการสร้างอะดรีนาลีนร่วมด้วย อะไรทำให้ใจสั่น แล้วใจสั่นจากสิ่งอื่นได้มั้ย? ใจสั่น (Palpitation) คือหัวใจเต้นเร็วหรือผิดจังหวะไม่สม่ำเสมอ อาการวิตกกังวล กระวนกระวาย ไม่มีสมาธิ เนื่องจากคาเฟอีนมีผลในการเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจจากการหลั่งของอะดรีนาลีนร่วมด้วยกับการได้รับคาเฟอีนในปริมาณที่มากเกินไปที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว […]
IoT คืออะไร ใครรู้บ้าง
Internet of Things (IoT) หมายถึง “สิ่ง” จำนวนมากมายที่เชื่อมต่อกับ อินเทอร์เน็ต หรือหมายถึงการเชื่อมโยงของอุปกรณ์อัจฉริยะทั้งหลายผ่านอินเทอร์เน็ตเพื่อให้สามารถแบ่งปันข้อมูลกับสิ่งต่าง ๆ และนำเทคโนโลยีนี้เข้ามาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกมากยิ่งขึ้น ในบทความนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับอุปกรณ์ IoT ที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ตัวอย่างอุปกรณ์ IoT ในชีวิตประจำวัน 1. ระบบการสั่งงานสมาร์ตโฟนด้วยเสียงเป็นระบบ IoT ที่ถูกนำมาใช้กับการควบคุมสมาร์ตโฟนจะเห็นได้ในมือถือแทบทุกยี่ห้อ เช่น ระบบ Voice Access ของระบบปฏิบัติการ Android ที่บริษัท Google พัฒนาขึ้นมาแทนการสั่งการสัมผัสหน้าจอ 2. ระบบไฟอัจฉริยะเป็นระบบ IoT ที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถดูแลสั่งการ การทำงานของระบบไฟส่องสว่างภายในบ้าน การปรับระดับแสงหรือสีไฟ รวมทั้งการตั้งเวลาเปิดปิด ทั้งจากการสั่งการด้วยเสียงและระบบตรวจจับการเคลื่อนไหว รวมทั้งการสั่งงานผ่านสมาร์ตโฟน 3. ระบบควบคุมเครื่องปรับอุณหภูมิภายในบ้านเป็นระบบ IoT ที่สามารถสั่งงานเครื่องปรับอุณหภูมิได้ล่วงหน้าก่อนเดินทางกลับถึงบ้าน เหมาะสำหรับเมืองไทยซึ่งเป็นเมืองร้อน และทำให้เย็นได้ทันทีที่กลับบ้าน 4. ระบบสวิตช์ไฟอัจฉริยะภายในบ้านเป็นระบบ IoT ซึ่งติดตั้งระบบเซนเซอร์แต่ละตัวลงไปยังระบบไฟส่องสว่างตามจุดที่สำคัญของบ้าน เช่น ประตู หน้าต่าง ห้องเก็บตู้เซฟ เป็นต้น เมื่อเซนเซอร์ตรวจพบการทำงานที่ผิดปกติก็จะแจ้งไปยังผู้ใช้งาน ผ่านทางแอปพลิเคชันในสมาร์ตโฟนทันที […]
พิสูจน์กลิ่นด้วยลิ้นสองแฉก
ในขณะที่มนุษย์ใช้จมูกในการรับรู้กลิ่น แต่สำหรับสัตว์บางชนิดกลับต่างออกไป เพราะพวกมันใช้ลิ้นในการตรวจจับและพิสูจน์กลิ่นได้อย่างน่าทึ่ง สัตว์กลุ่มนี้มีลักษณะเฉพาะที่โดดเด่น คือ มี “ลิ้นสองแฉก” ซึ่งแตกต่างจากมนุษย์อย่างสิ้นเชิง เมื่อได้ยิน อาจชวนให้คิดถึงความหมายในเชิงลบ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับสัตว์ที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยชื่นชอบอย่างงู ภาพของงูแลบลิ้นเข้าออกแผลบ ๆ อาจทำให้หลายคนรู้สึกขยะแขยง แต่ใครจะรู้ว่าการกระทำที่ดูน่าขนลุกนี้ แท้จริงแล้วคือกลไกอันชาญฉลาดของธรรมชาติ ที่ช่วยให้พวกมันสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ลิ้นสองแฉก (Forked Tongue) เป็นลักษณะของลิ้นที่มีการแยกออกเป็นสองแฉกมักพบในสัตว์กลุ่ม Squamata ซึ่งเป็นอันดับของสัตว์เลื้อยคลานที่ประกอบด้วยงูและกิ้งก่าหลายชนิด เช่น งูเห่า งูจงอาง งูเหลือม เตกู ตะกวด เหี้ย มังกรโคโมโด เป็นต้น พวกมันใช้ลิ้นเพื่อรับรู้กลิ่นและสารเคมีในสิ่งแวดล้อม โดยมีกระบวนการทำงานดังนี้ 1. ยืดลิ้นออกจากปาก สัตว์ที่มีลิ้นสองแฉกจะยื่นลิ้นของมันออกจากปากไปในอากาศหรือสัมผัสพื้นดิน โดยลิ้นจะมีลักษณะแยกออกเป็นสองแฉก เพื่อทำหน้าที่เก็บสารเคมีหรือกลิ่นจากสิ่งแวดล้อม เช่น กลิ่นของเหยื่อ, เพื่อนร่วมสายพันธุ์, หรือภัยคุกคามจากสัตว์นักล่า 2. สัมผัสสารเคมี ลิ้นสองแฉกไม่ใช่แค่การดมกลิ่นจากอากาศ แต่ยังช่วยให้สัตว์สัมผัสสารเคมีที่ลอยอยู่ในอากาศและบนพื้นดิน ซึ่งจะถูกเก็บไว้ที่ปลายลิ้นแต่ละข้าง 3. นำสารเคมีไปที่อวัยวะวิเคราะห์ หลังจากที่ลิ้นสัมผัสสารเคมีจากสิ่งแวดล้อม สัตว์จะนำลิ้นทั้งสองข้างไปใกล้ ๆอวัยวะพิเศษที่เรียกว่า Jacobsen’s organ […]

