ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
โครงการประกวดแข่งขันนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์สำหรับผู้สูงวัย “แฮปปี้…สูงวัย” ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569
ขอเชิญเข้าร่วมการประกวดแข่งขันนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์สำหรับผู้สูงวัย “แฮปปี้…สูงวัย” ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ประเภท สิ่งประดิษฐ์เพื่อช่วยเสริมคุณภาพชีวิตด้านการประกอบอาชีพสำหรับผู้สูงวัย จัดโดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อส่งเสริม สนับสนุนและดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เสริมสร้างทักษะให้กับกลุ่มผู้สูงวัยอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดรับผลงานจากบุคคลทั่วไปผู้มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป (ต้องผ่านการประกวดระดับพื้นที่จากกลุ่มศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา) ซึ่งผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 13,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร และยังมีรางวัลชมเชยอีก 17 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 89,000 บาท เงื่อนไขการสมัคร หลักฐานการสมัคร ประกอบด้วย กำหนดการประกวด หมายเหตุ สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ FacebookFacebookXTwitterLINELine
สัตว์…มีเหงื่อหรือไม่?
ในวันที่อากาศร้อน สิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ คงจะเป็นเรื่องของ เหงื่อ (Sweat) ซึ่งเป็นของเสียที่ร่างกายขับออกมาจากต่อมเหงื่อในรูปของเหลว ผ่านทางผิวหนังหรือตามซอกต่าง ๆ ของร่างกาย เหงื่อมักมีรสเค็ม เพราะมีเกลือเป็นส่วนประกอบ ในหยดเหงื่อประกอบด้วย น้ำ 99% ส่วนอีก 1% ได้แก่ โซเดียมคลอไรด์ ยูเรีย น้ำตาล ไขมัน กรดอะมิโนบางชนิด โพแทสเซียม แมกนีเซียม เหล็ก ต่อมเหงื่อมี 2 ชนิด คือ Eccrine sweat glands หมายถึง ต่อมเหงื่อทั่วไปที่พบตามร่างกาย ได้แก่ ผิวหนัง ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ผลิตเหงื่อมีลักษณะใสเหมือนน้ำ ไม่มีกลิ่น ร่างกายจะขับเหงื่อนี้ออกมาเมื่อทำกิจกรรม หรืออยู่ในสภาวะอากาศร้อน และต่อมเหงื่ออีกชนิด คือ Apocrine Sweat Glands หมายถึง ต่อมเหงื่อที่พบในบางตำแหน่งของร่างกาย ได้แก่ รักแร้ แผ่นหลัง ขาหนีบ เหงื่อที่ออกมาจะมีกลิ่นเล็กน้อย เพราะมีส่วนผสมของไขมัน […]
ความรักที่น่ายกย่องของนกเงือก
นกเงือก (Hornbills) เป็นนกโบราณที่มีขนาดใหญ่ โดยรูปร่างของมันจะมีจะงอยปากใหญ่และโค้ง มีสีขนส่วนใหญ่เป็นสีดำและขาว มีขนตายาวและโค้งงอน และเมื่อนกบินผ่านก็จะได้ยินเสียงดังตอนที่กระพือปีก เพราะนกเงือกไม่มีขนคลุมปีก ลมจึงผ่านช่องว่างระหว่างโคนขนปีกแล้วทำให้เกิดเสียงขึ้นมา นกเงือกเป็นนกที่กินผลไม้เป็นหลัก โดยเฉพาะผลไม้สุก เช่น ไทร มะเมื่อย ตาเสือ และยางโอน นกเงือกนั้นถูกพูดถึงในแง่ของการเป็นต้นแบบของความรักที่น่ายกย่อง เนื่องจากมีพฤติกรรมที่ช่วยกันสร้างรังเพื่อเลี้ยงลูกในช่วงฤดูผสมพันธุ์ นกเงือกจะจับคู่เพื่อผสมพันธุ์เพียงแค่ตัวเดียว (monogamous) ในหนึ่งช่วงฤดูผสมพันธุ์เท่านั้น พ่อและแม่นกเงือกจะต้องอยู่ด้วยกันตลอดถึงครึ่งปีเพื่อช่วยดูแลลูกนกเงือกให้ออกมาใช้ชีวิตได้อย่างสมบูรณ์และแข็งแรงพร้อมที่จะดูแลชีวิตของตัวเองได้ กว่าที่ตัวผู้จะมัดใจตัวเมียได้นั้นจะต้องมีการเตรียมความพร้อมไม่ว่าจะเป็นการหารังที่เหมาะสม เนื่องจากปกตินกเงือกมักจะอยู่กันเป็นฝูง แต่พอถึงช่วงฤดูผสมพันธุ์ก็จะแยกจากฝูงไปเป็นคู่ เพื่อทำรังเลี้ยงลูก นกเงือกจะทำรังในโพรงไม้ แต่ไม่สามารถสร้างโพรงรังขึ้นมาเองได้จึงต้องอาศัยโพรงที่เกิดจากสัตว์ตัวอื่นที่สร้างโพรงทิ้งไว้แล้วอย่างเช่น เกิดจากนกหัวขวานมาเจาะทำรัง เมื่อเวลาผ่านไปโพรงก็จะขยายขึ้นจากเชื้อรา และเกิดจากผึ้งมาทำรังทำให้หมีมาขุดหาน้ำหวานจนเกิดเป็นโพรง นกเงือกตัวเมียจะต้องอยู่ภายในรังประมาณ 3-4 เดือนเพื่อฟักไข่และเลี้ยงลูก ลักษณะของโพรงจะต้องไม่ใหญ่หรือแคบไปเพราะฉะนั้นการหารังที่ดี ๆ ของตัวผู้จึงเป็นการมัดใจให้ตัวเมียตัดสินใจพร้อมผสมพันธุ์โดยต้องใช้เวลาเกือบเดือน นอกจากนี้ตัวผู้ยังต้องดูแลเอาใจใส่โดยจะตามติดตัวเมียตลอดเวลา ตัวเมียบินไปไหนตัวผู้ก็จะบินตามไปด้วยพร้อมทั้งหาอาหารมาให้ตัวเมีย จนในที่สุดตัวเมียก็พร้อมที่จะรับคำขอของตัวผู้เมื่อตัวเมียตัดสินใจจะเข้าไปอยู่ในโพรง ก็เริ่มทำความสะอาดโพรงและตัวเมียจะปิดปากโพรงโดยใช้เศษดิน เศษไม้หรือมูลของมันมาฉาบรอบรูโพรงให้แคบลง ให้สามารถรับอาหารจากตัวผู้และถ่ายมูลได้อย่างเดียว หลังจากนี้พ่อและแม่นกเงือกจะรับหน้าที่ที่สำคัญในการเลี้ยงลูกนกเงือก โดยแม่นกจะอยู่ในรังกับลูกตลอด ไม่ใช่แค่เพียงที่กล่าวมาเท่านั้นเพราะพ่อนกยังจะคอยหาอาหารมาให้แม่นกและจะเริ่มหาอาหารมาป้อนบ่อยขึ้น หลังจากมีลูกนกฟักไข่ออกมา พ่อนกจะไม่ได้หาเฉพาะผลไม้แต่จะหาอาหารชนิดอื่นอย่างเช่น แมลง งู ไข่ และลูกนก เพื่อให้ได้โปรตีน และแคลเซียมสูง ทำให้ลูกนกเจริญเติบโตได้สมบูรณ์และแข็งแรงถึงแม้พ่อนกจะเจออุปสรรคหรือบาดเจ็บอย่างไร […]
คลื่น Ultrasonic และ Ultrasonic Sensor: เทคโนโลยีใกล้ตัวที่คุณอาจไม่เคยรู้
เคยสงสัยไหมว่าเซนเซอร์ที่ช่วยให้รถจอดเองได้ หรือเครื่องอัลตราซาวด์ที่ใช้ตรวจสุขภาพในร่างกายเราทำงานยังไง? ทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่เรียกว่า “คลื่น Ultrasonic” และ “Ultrasonic Sensor” ซึ่งฟังดูซับซ้อน แต่จริง ๆ แล้วมีหลักการทำงานที่น่าสนใจและเข้าใจไม่ยากเลย คลื่น Ultrasonic คือคลื่นเสียงที่มีความถี่สูงมากจนหูมนุษย์ไม่ได้ยิน มันสามารถเดินทางไปในทิศทางที่เราต้องการ และจะสะท้อนกลับเมื่อเจอวัตถุ หลักการนี้เป็นแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ เหมือนที่ค้างคาวใช้คลื่นเสียงเพื่อนำทางในความมืด โดยค้างคาวจะส่งเสียงความถี่สูงออกไป แล้วฟังเสียงสะท้อนกลับมาเพื่อบอกตำแหน่งหรือระยะห่างของสิ่งกีดขวาง Ultrasonic Sensor ก็ทำงานในลักษณะเดียวกัน เซนเซอร์จะปล่อยคลื่นเสียงออกไป แล้วจับเวลาที่คลื่นสะท้อนกลับเพื่อคำนวณออกมาเป็นระยะทาง ด้วยความแม่นยำและสามารถทำงานในทุกสภาพแวดล้อม ทำให้เซนเซอร์ชนิดนี้ถูกใช้ในหลายสถานการณ์ เช่น ระบบช่วยจอดรถที่ตรวจจับวัตถุรอบรถ หุ่นยนต์ที่ใช้หลบสิ่งกีดขวาง หรือแม้แต่การวัดระดับน้ำในถัง นอกจากนี้ คลื่น Ultrasonic ยังมีประโยชน์ในวงการอื่นอีกมาก เช่น เทคโนโลยีอัลตราซาวด์ในการตรวจสุขภาพ ดูพัฒนาการของทารกในครรภ์ หรือหาความผิดปกติในอวัยวะต่าง ๆ โดยเครื่องจะส่งคลื่นเสียงเข้าไปในร่างกายและสะท้อนกลับตามความหนาแน่นของเนื้อเยื่อ และแปลงเป็นภาพให้เราเห็น ในอุตสาหกรรม คลื่น Ultrasonic ถูกใช้ตรวจหาความเสียหายของวัตถุ เช่น รอยร้าวในโลหะหรือท่อ โดยไม่ต้องตัดหรือทำลายชิ้นงาน และในงานสำรวจใต้น้ำ เทคโนโลยี SONAR ก็ใช้คลื่นนี้เพื่อตรวจหาความลึกของทะเลหรือค้นหาเรือที่จมอยู่ เทคโนโลยีนี้อาจดูเหมือนไกลตัว […]
โลกของแมว มองเห็นเป็นสีอะไรกันนะ?
แมวเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ทั้งในด้านพฤติกรรมและลักษณะทางกายภาพ หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจจากทั้งเจ้าของสัตว์เลี้ยงและนักวิทยาศาสตร์มาอย่างยาวนานก็คือ ความสามารถในการมองเห็นของแมว โดยเฉพาะการรับรู้สี หลายคนอาจเคยตั้งคำถามว่า แมวสามารถมองเห็นสีต่าง ๆ ได้เหมือนกับมนุษย์หรือไม่ หรือโลกของแมวนั้นเป็นเพียงภาพขาวดำเท่านั้น คำถามเหล่านี้นำไปสู่การศึกษาอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับระบบการมองเห็นของแมว ซึ่งพบว่ามีความแตกต่างจากมนุษย์ในหลายประการ และเผยให้เห็นว่าโลกในมุมมองของแมวนั้นไม่ได้ไร้สีสันอย่างที่เคยเข้าใจกัน การมองเห็นของแมวขึ้นอยู่กับการทำงานของเซลล์รับแสงภายในดวงตา ซึ่งประกอบด้วยเซลล์หลัก 2 ประเภท ได้แก่ เซลล์แท่ง (rod cells) และเซลล์กรวย (cone cells) เซลล์แท่งมีบทบาทในการรับรู้ความสว่างและการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะในสภาวะแสงน้อย ในขณะที่เซลล์กรวยทำหน้าที่รับรู้และแยกแยะสี แมวมีเซลล์กรวยอยู่ 3 ประเภท เช่นเดียวกับมนุษย์ ทำให้สามารถแยกแยะสีได้หลายเฉด ได้แก่ สีแดง สีเขียว และสีน้ำเงิน อย่างไรก็ตาม ความไวต่อแสงของเซลล์กรวยในแมวนั้นแตกต่างจากของมนุษย์อย่างมาก ส่งผลให้การรับรู้สีของแมวมีข้อจำกัด โดยแมวสามารถแยกแยะเฉดสีฟ้าและสีเขียวได้ดี แต่มีความยากลำบากในการแยกแยะสีแดงและสีชมพู ซึ่งมักปรากฏเป็นสีเทาหรือสีที่มีความจางในสายตาของพวกมัน ส่วนสีม่วงอาจถูกรับรู้เป็นสีน้ำเงิน การมองเห็นสีของแมวจึงคล้ายคลึงกับผู้ที่มีภาวะตาบอดสีบางประเภท โครงสร้างของเรตินาถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การมองเห็นของแมวแตกต่างจากมนุษย์อย่างชัดเจน เรตินาเป็นชั้นเนื้อเยื่อที่อยู่บริเวณด้านหลังของดวงตา มีหน้าที่ในการแปลงแสงที่เข้าสู่ดวงตาให้กลายเป็นสัญญาณไฟฟ้า ก่อนจะส่งต่อไปยังสมองเพื่อประมวลผลเป็นภาพที่มองเห็น ในมนุษย์เรตินาจะประกอบด้วยเซลล์กรวยเป็นปริมาณมาก จึงส่งผลให้มีความสามารถในการรับรู้สีที่หลากหลาย แต่ในแมว กลับมีเซลล์แท่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่า จึงทำให้แมวสามารถมองเห็นได้ดีในที่มืดและมีความสามารถในการตรวจจับการเคลื่อนไหวได้ดีกว่ามนุษย์ แม้ว่าการมองเห็นสีของแมวจะมีขีดจำกัด แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตของสัตว์นักล่า […]

