ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
แมงกะพรุนผู้ไม่มีสมอง
“เคยคิดไหมว่าทำไมสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า แมงกะพรุน ที่ไม่มีสมอง ไม่มีหัวใจ ทำไมยังคงมีชีวิตอยู่มาถึงทุกวันนี้” แมงกะพรุนจัดอยู่ในกลุ่ม Cnidarian ซึ่งเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง แม้จะถูกเรียกว่า jellyfish หรือ ปลาวุ้น ในภาษาอังกฤษ แต่ความจริงแล้วแมงกะพรุนไม่ใช่ปลา แมงกะพรุนเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่บนโลกนี้มานานกว่า 500 ล้านปี ซึ่งนานกว่าสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ และอยู่มาก่อนที่จะมีไดโนเสาร์ถึง 230 ล้านปี แม้จะอยู่มาก่อนการเกิดของไดโนเสาร์ แมงกะพรุนก็ยังคงอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จทางวิวัฒนาการที่น่าประทับใจ แมงกะพรุนไม่มีสมองที่จะช่วยคิดหรือควบคุมการเคลื่อนไหวเหมือนกันกับสัตว์ตัวอื่น ๆ แต่พวกมันมีระบบประสาทที่กระจายตัวอยู่ทั่วร่างกายเรียกว่า “nerve net” ซึ่งทำหน้าที่เหมือนระบบประสาทของสัตว์หลายชนิด ระบบนี้ช่วยให้แมงกะพรุนสามารถตอบสนองต่อสิ่งรอบตัว และใช้วิธีในการเคลื่อนไหว หากิน โดยไม่จำเป็นต้องมีสมองมาคอยสั่งการและพวกมันสามารถปรับตัวเข้ากับธรรมชาติได้อย่างดีเยี่ยม และด้วยความที่แมงกะพรุนมีโครงสร้างร่างกายที่เรียบง่าย ตัวของมันประกอบไปด้วยน้ำมากถึง 95% จึงทำให้เหล่าแมงกะพรุนล่องลอยพริ้วไหวสง่างาม ดูเป็นหนึ่งเดียวกันกับกระแสน้ำ นับว่าเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่น่าทึ่งที่สุดในธรรมชาติ แมงกะพรุนเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติ มากกว่าการควบคุมหรือเอาชนะมัน การปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติอย่างเรียบง่ายอาจเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการอยู่รอดในโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกับแมงกะพรุนที่ล่องลอยไปตามกระแสน้ำ แม้ไม่มีสมองหรือหัวใจ พวกมันยังคงอยู่รอดตลอดหลายล้านปี แสดงถึงความสำเร็จทางชีววิทยา และ สะท้อนให้เห็นว่าความซับซ้อนไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่ทำให้สิ่งมีชีวิตมีวิวัฒนาการ อ้างอิง FacebookFacebookXTwitterLINELine
ทำความรู้จักกับหินอ่อน
เมื่อครั้งยังเป็นเด็กน้อยวัยละอ่อน ผู้เขียนเคยได้ฟังเพลงที่มีเนื้อร้องว่า “น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน แต่หัวใจอ่อน ๆ ของเธอทำด้วยอะไร” เนื้อเพลงได้เปรียบเทียบถึงความแข็งแรงของหินกับความบอบบางของกล้ามเนื้อหัวใจ ครั้นเติบโตขึ้นมาจึงได้เรียนรู้ว่าในบรรดาหินหลากหลายชนิด มีหินบางชนิดที่ชื่อแสดงถึงความนุ่มนวล นั่นคือ หินอ่อน มารู้จักหินอ่อนกันสักนิดว่าอ่อนจริงเหมือนชื่อหรือไม่ หินอ่อน (marble) คือหินที่แปรสภาพมาจากกลุ่มหินตะกอนชนิดหินปูน (limestone) เกิดจากการสะสมตัวของแร่แคลไซต์ (calcite) หรือแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) นั่นเอง ด้วยสมบัติของแร่ชนิดนี้ที่มีความแข็งตามโมห์สเกลในระดับ 3 สามารถขูดเข้าได้โดยเล็บ และทำปฏิกิริยาเกิดเป็นฟองฟู่เห็นเด่นชัดเมื่อโดนกรดเจือจาง ด้วยความแข็งแรงเพียงระดับนี้ของหินอ่อน การรับแรงกระแทกจากหยดน้ำฝนบ่อย ๆ จะส่งผลทำให้หินอ่อนเกิดความเสียหายได้ ซ้ำร้ายบางครั้งเจอหยดน้ำฝนรวมเข้ากับมลพิษในอากาศมีฤทธิ์เป็นกรด จะสามารถกัดผิวทำลายหินอ่อนให้เสียหายได้มากกว่าเดิมอีก ส่วนที่มาของชื่อเรียกนั้น เป็นเพราะว่าคุณสมบัติความแข็งที่มีมากไม่เท่าหินชนิดอื่น ๆ และเราสามารถใช้เครื่องมือแกะสลักเป็นรูปต่าง ๆ ได้โดยง่าย ดังนั้น หินชนิดนี้จึงถูกเรียกชื่อว่า หินอ่อน นั่นเอง อ่านมาจนถึงตอนนี้แล้ว รู้จักหินอ่อนมากขึ้นหรือยัง อ้างอิง แร่:กรมทรัพยากรธรณี FacebookFacebookXTwitterLINELine
สึนามิ ภัยเงียบจากธรรมชาติที่สร้างความสูญเสีย
หลายคนอาจเคยได้ยินเหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิในมหาสมุทรอินเดีย ในช่วงปี 2547 โดยเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่เกาะสุมาตราในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเกิดจากการยุบตัวของแผ่นเปลือกโลกมหาสมุทรอินเดียและเกิดคลื่นสึนามิขนาดใหญ่ขึ้นตามมา เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสูญเสียเป็นจำนวนมากทั้งในประเทศอินโดนีเซีย ศรีลังกา อินเดียและไทย วันนี้ไปทำความรู้จักกับคลื่นสึนามิ ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร และมีวิธีรับมืออย่างไร สึนามิคืออะไร ทำไมถึงทำให้น้ำในทะเลหรือมหาสมุทรเป็นคลื่นยักษ์ได้ สึนามิ เกิดจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกใต้มหาสมุทรหรือในทะเลลึก หรืออาจจะมีสาเหตุอื่นได้อีก ไม่ว่าจะเป็นดินถล่ม หรือภูเขาไฟใต้ทะเลระเบิดก็ทำให้เกิดคลื่นยักษ์ได้เช่นกัน เมื่อแผ่นเปลือกโลกเกิดการเปลี่ยนรูปร่างอย่างกะทันหัน ทำให้มวลน้ำในทะเลและมหาสมุทรเคลื่อนที่เพื่อให้เข้าสู่สมดุล ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนตัวของน้ำอย่างรวดเร็วด้วยความเร็วสูง เมื่อคลื่นเข้าใกล้ชายฝั่ง จะเคลื่อนที่ช้าลงจึงเกิดการบีบอัด ทำให้ความสูงของคลื่นเพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์ซัดเข้าชายฝั่งและสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง วิธีเตรียมความพร้อมและรับมือกับคลื่นสึนามิ ถึงแม้ประเทศไทยจะมีโอกาสเกิดคลื่นสึนามิได้น้อยมาก แต่เราก็ไม่ควรประมาทต่อภัยธรรมชาตินี้ ดังนั้นเราจึงควรรู้วิธีเตรียมพร้อมและรับมือเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น แนวทางการปฏิบัตินี้ อาจช่วยลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของเรา สิ่งสำคัญคือต้องไม่ตื่นตระหนก และรีบไปพื้นที่ปลอดภัยให้เร็วที่สุด อ้างอิง FacebookFacebookXTwitterLINELine
“Earth Hour” 1 ชั่วโมงลดโลกร้อน [26 March 2022 | 8:30 pm – 9.30 pm]
ทุก ๆ ปี ในวันเสาร์สุดท้ายของเดือนมีนาคม เวลา 20.30 น. หลายกลุ่มคนทั่วทุกมุมโลกจะรวมตัวกันเคลื่อนไหวทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ เพื่อกระตุ้นความตระหนักรู้ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เรารู้จักในชื่อของ “Earth Hour” Earth Hour ก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในเชิงบวกผ่านพลังของฝูงชนของคนทั้งโลก เริ่มต้นในปี 2550 โดยองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล หรือ กองทุนสัตว์ป่าโลก (World Wide Fund for Nature-WWF) ซึ่งเป็นองค์การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ ยับยั้งการทำลายสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนให้มนุษย์อยู่ร่วมกับธรรมชาติและการใช้พลังงานทดแทน ได้ร่วมมือกับพันธมิตรทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ปิดไฟในซิดนีย์เพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นหนึ่งในการเคลื่อนไหวระดับรากหญ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ต่อมา Earth Hour ได้ถูกจัดขึ้นในวันเสาร์สุดท้ายของเดือนมีนาคมของทุกปี โดยปัจจุบันได้มีผู้เข้าร่วมในประเทศและดินแดนต่าง ๆ มากกว่า 190 แห่งทั่วโลก Earth Hour ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแสดงเชิงสัญลักษณ์ของการปิดไฟเท่านั้น แต่มันได้กลายเป็นตัวเร่ง การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมาย สำหรับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ ที่เกิดจากพลังของประชาชนและการดำเนินการขับเคลื่อนร่วมกันของคนทั้งโลก ซึ่งปัจจุบันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้เป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก โดยเฉพาะปัญหาภาวะโลกร้อน วิกฤตสภาพภูมิอากาศได้ถือว่าเป็นหนึ่งในความท้าทายที่สุดที่มนุษยชาติเคยเผชิญมา มันส่งผลกระทบต่อทุกมุมโลกของเราตั้งแต่ขั้วโลก ภูเขา ป่าไม้ไปจนถึงมหาสมุทร ผู้คนต่างรับรู้ถึงผลกระทบอันร้ายแรงที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ […]
การกลับมาของหมาป่ายักษ์ ” Dire Wolf ” สัตว์แห่งยุคดึกดำบรรพ์
เมื่อวิทยาศาสตร์ก้าวหน้า ความเป็นไปไม่ได้ในอดีตกลับเป็นไปได้ในปัจจุบัน ด้วยความพร้อมของอุปกรณ์และความรู้ของสัตว์ที่ชาญฉลาดอย่างมนุษย์ การปลุกให้สิ่งมีชีวิตที่เคยสูญพันธุ์ไปแล้วในอดีตให้มีชีวิตอีกครั้งจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายและสามารถเกิดขึ้นได้จริงแล้วในตอนนี้ สัตว์ดึกดำบรรพ์ที่ประสบความสำเร็จในการทดลองฟื้นคืนชีพนั่นคือ หมาป่าไดร์ (Dire Wolf) สัตว์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคน้ำแข็ง Dire Wolf หรือหมาป่าไดร์ สัตว์ตระกูลสุนัข (Canine) ขนาดใหญ่ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Canis dirus สุดยอดนักล่าที่มีพลังกัดแข็งแกร่ง สามารถล่าสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น ม้าป่าตะวันตก (Equus occidentalis) สลอธดินฮาร์ลาน (Paramylodon harlani) มาสโตดอน (Mammut americanum) อูฐโบราณ (Camelops hesternus) และไบซันโบราณ (Bison antiquus) ในยุคนั้นได้ หมาป่าไดร์มีชีวิตอยู่ในช่วงยุคไพลสโตซีน (Pleistocene) ประมาณ 250,000-10,000 ปีที่แล้ว และเป็นหนึ่งในตัวละครที่มีบทบาทสำคัญในเชิงสัญลักษณ์และเนื้อเรื่องจากภาพยนตร์ Game of Thrones การฟื้นคืนชีพหมาป่าไดร์เป็นหนึ่งในผลงานที่ประสบความสำเร็จของบริษัท Colossal Biosciences ในสหรัฐอเมริกา ที่สามารถทำการทดลองสิ่งมีชีวิตที่ตายและสูญพันธุ์ไปแล้วให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรมโดยการใช้ดีเอ็นเอโบราณจากฟอสซิลของหมาป่าไดร์ และเซลล์เม็ดเลือดจากหมาป่าสีเทาที่ยังมีชีวิตอยู่ มาผ่านกระบวนการ CRISPR ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการดัดแปลงพันธุกรรม แล้วทำการถ่ายโอนสารพันธุกรรมที่ได้ไปยังเซลล์ไข่ของสุนัขบ้านที่ถูกนำนิวเคลียสออก จากนั้นจึงเพาะเลี้ยงให้ตัวอ่อนพัฒนาแข็งแรงในห้องปฏิบัติการ ก่อนจะย้ายไปฝังตัวในมดลูกของสุนัขบ้านตัวแทนเพื่ออุ้มบุญให้เจริญเติบโตเป็นตัวอ่อนที่สมบูรณ์ต่อไป […]

