ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
การประกวดการแสดงทางวิทยาศาสตร์ (Science Show) ระดับประเทศประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
เงื่อนไขการสมัคร กลุ่มเป้าหมาย นักเรียนในระบบ ระดับประถมศึกษาตอนปลาย นักเรียนในระบบระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และนักศึกษา สกร. ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่ผ่านการคัดเลือกโดยการประกวดและได้รางวัลชนะเลิศของศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ในเขตจังหวัดที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาที่รับผิดชอบ กำหนดการประกวด การรับสมัคร สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงาน เอกสารการประกวดการแสดงทางวิทยาศาสตร์ (Science Show) ระดับประเทศ FacebookFacebookXTwitterLINELine
การทำประมงเกินขนาด ปัญหาหนึ่งที่ถูกมองข้าม
ลองจินตนาการว่าภายใต้ท้องทะเลอันกว้างใหญ่ที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เลยจะเป็นอย่างไร ก็คงจะเป็นทะเลที่ว่างเปล่าไร้สีสัน และแน่นอนว่าเรากำลังพูดถึงสัตว์ทะเลเช่น ปลา เต่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมอย่างโลมากับวาฬ และสัตว์น้ำอื่น ๆ ที่อาศัยในท้องทะเล และยังเป็นตัวเพิ่มสีสันความสวยงามให้กับท้องทะเลอีกด้วย ซึ่งสัตว์ทะเลเหล่านี้กำลังมีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว โดยสาเหตุที่สัตว์ทะเลน้อยลงนั้นปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการประมงที่จับสัตว์ทะเลเกินขนาด (Overfishing) โดยอธิบายสั้น ๆ ว่าคือ การจับสัตว์น้ำเกินความสามารถในการผลิตของธรรมชาติ อาจจะเป็นประโยคที่ดูแล้วไม่น่ากลัวอย่างที่คิด แต่ภายใต้ของประโยคนี้ได้สร้างความเสียหายพอ ๆ กับปัญหาขยะในทะเล หรือปัญหามลพิษทางทะเล และอาจจะมีผลกระทบมากกว่านี้ สูญเสียสมดุลทางทะเล การจับสัตว์น้ำพลอยได้ (bycatch) เป็นการจับเฉพาะสัตว์น้ำชนิดหนึ่ง (species target) โดยใช้เครื่องมือประมงอย่างเช่น เรือลากอวน แต่จะลากสัตว์ทะเลชนิดอื่นไปด้วย (non-species target) เช่น โลมา วาฬ เต่าทะเล แมวน้ำ นกทะเล และฉลาม โดยทุก ๆ ปี การทำประมงจะจับสัตว์ทะเลที่ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งส่วนใหญ่สัตว์ที่จับได้จะตายเกือบทั้งหมด มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจยังมีชีวิตรอด แต่เมื่อปล่อยลงสู่ทะเลไม่นานก็คงตายอยู่ใต้ก้นทะเล มีผลให้ประชากรของสัตว์น้ำดังกล่าวลดลง เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์และส่งผลไปถึงสมดุลของระบบนิเวศใต้ท้องทะเล ยกตัวอย่างฉลามที่ทุกคนกลัวกันนั้นเป็นผู้บริโภคลำดับสูงสุดในห่วงโซ่อาหารเป็นเหมือนผู้รักษาสมดุลประชากรของผู้บริโภคลำดับที่รองลงมาจากฉลาม เมื่อฉลามถูกจับไป สัตว์ที่เป็นลำดับรองลงมาก็จะมีประชากรเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสัตว์ทะเลเหล่านี้กินผู้ผลิตอย่างแพลงก์ตอนเป็นอาหาร เมื่อประชากรมากแพลงก์ตอนที่ถูกกินก็จะน้อยลง […]
ทำไมถึงต้องหาว
เมื่อพูดถึงการ “หาว” หรือเห็นคนที่หาวเราจะรู้สึกว่าคนคนนั้นต้องกำลังง่วงแน่นอน แล้วทุกคนเคยสงสัยไหมว่าทำไมเราต้องหาว การหาวเกิดจากอะไรกันแน่เป็นเพราะเราง่วงจริง ๆ หรือไม่ แล้วถ้าหาวบ่อย ๆ จะส่งผลเสียอะไรต่อร่างกายบ้างไหม วันนี้เราจะมาไขทุกข้อสงสัยและทำความเข้าใจกับการหาวให้มากยิ่งขึ้น การหาว (Yawning) ถือเป็นการรักษาสมดุลของร่างกายโดยการนำแก๊สออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายและขับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป จะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายขาดแก๊สออกซิเจนหรือแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดมีมากเกินไป จากการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอากาศไม่ถ่ายเท ร่างกายเกิดความเหนื่อยล้า หรือมีการพักผ่อนไม่เพียงพอนั่นเอง นอกจากนี้แล้วการหาวยังเป็นสัญญาณเตือนอาการป่วยที่รุนแรงของโรคต่าง ๆ ได้เมื่อการหาวเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เช่น โรคเนื้องอกในสมอง โรคหลอดเลือดในสมอง โรคลมชัก โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เป็นต้น โรคที่กล่าวมาข้างต้นนี้จะมีอาการร่วมกันคือหาวบ่อยที่เกิดจากแก๊สออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ มีความผิดปกติของหลอดเลือดหรือการกดทับของเนื้องอก ทำให้ร่างกายอ่อนเพลียและมีการหาวบ่อย ดังนั้นเราควรที่จะสังเกตตัวเองอยู่เสมอและควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอให้ร่างกายได้รับแก๊สออกซิเจนอย่างเพียงพอ ดื่มน้ำเปล่าเพื่อเพิ่มแก๊สออกซิเจนให้กับเลือด ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่อากาศถ่ายเท และห้ามมองข้ามอาการผิดปกติเล็ก ๆ น้อย ๆ ของร่างกายเพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาสุขภาพของเราก็ได้ อ้างอิง https://bit.ly/3BnCLGhhttps://bit.ly/3DvAPxm FacebookFacebookXTwitterLINELine
สนทนาภาษามด
เราคงเคยเห็นมดเดินตามกันเป็นแถวยาวไปยังแหล่งอาหาร เมื่อมดตัวหนึ่งพบอาหารแล้ว มันมีวิธีบอกมดตัวอื่น ๆ ในรังอย่างไรว่าแหล่งอาหารของพวกมันอยู่ที่ไหน ภายในรังมดมืด และมดมีการมองเห็นไม่ดีนักฉะนั้น การสื่อสารจึงเป็นสิ่งสำคัญ และยังเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของพวกมันด้วย มดสื่อสารโดยใช้สารเคมีในร่างกาย ที่เรียกว่า “ฟีโรโมน” ส่งผ่านอวัยวะรับสัมผัสและรับกลิ่น คือ “หนวด” มดใช้ฟีโรโมนในร่างกาย ซึ่งจะมีกลิ่นแตกต่างกันไป มดงานจะออกจากรังไปหาอาหาร เมื่อพบแหล่งอาหาร มันจะกินจนอิ่มแล้วเดินทางกลับรัง ระหว่างนั้นมันจะผลิตฟีโรโมนออกมา เมื่อพบมดตัวอื่น มันจะใช้หนวดสัมผัสเพื่อให้มดอื่น ๆ ตามกลิ่นออกมาจากรัง และเดินทางไปยังแหล่งอาหาร ซึ่งเราอาจเรียกว่า “เส้นทางมด” มดใช้ “ฟีโรโมน” เป็นภาษาในการสนทนา และสิ่งนี้เอง ที่ทำให้มดเดินตามกันเป็นแถวอย่างมีระเบียบไปยังแหล่งอาหาร และนำอาหารกลับมายังรังโดยไม่หลงทาง อ้างอิง https://bit.ly/3qSXw8xwww://biology.ipst.ac.th/?p=723 FacebookFacebookXTwitterLINELine
หมุนตามความรักของทานตะวัน
ดอกทานตะวันมักถูกมองเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความสดใส ความรักที่เชื่อมั่น มั่นคง เช่นเดียวกับพฤติกรรมที่ทานตะวันหันตามแสงอาทิตย์อยู่เสมอ และพฤติกรรมนี้มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ ทานตะวัน (Helianthus annuus) เป็นพืชตระกูลเดียวกับ คำฝอย ดาวเรือง เป็นพืชล้มลุกที่นิยมปลูกกันมากในเขตอบอุ่น ทานตะวันมีลำต้นตั้งตรงแข็งแรง และรากของทานตะวันยังมีประสิทธิภาพในการดูดซึมน้ำมาก ทานตะวันเป็นพืชที่ขึ้นชื่อในเรื่องการหันตามแสง (heliotropism) ซึ่งเป็นกลไกที่น่าสนใจในแง่ชีววิทยาของพืช ในเวลากลางวันดอกทานตะวันจะหันหน้าไปทางดวงอาทิตย์ ขณะที่กลางคืนจะค่อย ๆ หมุนกลับไปทางทิศตะวันออกเพื่อรอรับแสงในเช้าวันถัดไป พฤติกรรมนี้จะเห็นได้ชัดในช่วงที่ทานตะวันยังเป็นต้นกล้า นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าการที่ดอกทานตะวันมีพฤติกรรมหันตามแสงเป็นผลจากการทำงานของฮอร์โมนพืชที่เรียกว่า ออกซิน (auxin) ซึ่งเป็นสารควบคุมการเจริญเติบโตหลักในพืช ออกซินมีบทบาทสำคัญในการยืดตัวของเซลล์พืช และกระจายตัวไปในส่วนที่ได้รับแสงน้อยกว่า ทำให้ด้านที่อยู่ในร่มเงาของลำต้นเติบโตเร็วกว่าและดันให้ลำต้นเอนไปทางแหล่งกำเนิดแสง ส่งผลให้ต้นทานตะวันสามารถหมุนตามดวงอาทิตย์ได้ตลอดวัน อย่างไรก็ตามเมื่อดอกทานตะวันโตเต็มที่และเริ่มออกดอกใหญ่ขึ้นการเคลื่อนไหวนี้ก็จะค่อย ๆ ลดลง หยุดหมุน และหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเป็นหลัก เป็นเพราะช่วงเวลานี้ดอกทานตะวันมุ่งเน้นรับแสงอาทิตย์ในตอนเช้า เพื่อช่วยกระตุ้นกระบวนการสังเคราะห์แสงทำให้สร้างพลังงานได้ดียิ่งขึ้น ดอกทานตะวันไม่ได้หันตามแสงอาทิตย์ตลอดไป แต่เลือกที่จะหันไปยังทิศทางที่ดีที่สุดสำหรับตัวมันเอง เช่นเดียวกับความรักที่ไม่ได้หมายถึงการตามหาใครสักคนไปตลอดชีวิต แต่เป็นการเติบโตไปด้วยกันและเลือกสิ่งที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้ความสัมพันธ์แข็งแรงและยั่งยืน ทั้งดอกทานตะวันและหัวใจของเรา ต่างต้องการแสงที่ทำให้เติบโตได้อย่างแท้จริง อ้างอิง FacebookFacebookXTwitterLINELine

