
ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ยินดีต้อนรับคณะครูและนักเรียนจากโรงเรียนจินดาพงศ์ กรุงเทพมหานคร ที่เข้าชมการแสดงท้องฟ้าจำลองและเยี่ยมชมนิทรรศการวิทยาศาสตร์ ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2564

ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ยินดีต้อนรับคณะครูและนักเรียนจากโรงเรียนจินดาพงศ์ กรุงเทพมหานคร ที่เข้าชมการแสดงท้องฟ้าจำลองและเยี่ยมชมนิทรรศการวิทยาศาสตร์ ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2564
โครงการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับนักศึกษา สกร. ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รับสมัครนักศึกษา สกร.ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับพื้นที่จากการจัดประกวดโดยกลุ่มศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั้ง 19 แห่ง ชิงถ้วยพระราชทานจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เงินรางวัลรวม 128,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร เงื่อนไข เมื่อสมัครผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ทีมผู้สมัครต้องนำส่งหลักฐานการสมัคร ซึ่งประกอบด้วย โดยส่งเอกสารทั้งหมดมายัง ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 928 ถ.สุขุมวิท แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 ภายในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 กำหนดการประกวด สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ FacebookFacebookXTwitterLINELine
เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทําให้หลาย ๆ คนต้อง work from home อยู่กับบ้าน นั่งทํางานผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือมือถือเป็นเวลานานติดต่อกันหลายชั่วโมงก็อาจทําให้เกิดอาการปวดเมื่อยบริเวณคอ บ่า ไหล่ ข้อมือ หรือปวดศีรษะ แต่คุณรู้หรือไม่อาการเหล่านี้อาจเป็นสาเหตุของการเกิดออฟฟิศซินโดรมก็เป็นได้ ออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) คืออะไร ออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome) คือกลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากลักษณะการทํางานที่ไม่เหมาะสม มักพบได้บ่อยในคนที่นั่งทํางานนาน ๆ โดยไม่ขยับลุกไปไหน ไม่มีการปรับเปลี่ยนท่า ท่านั่งไม่เหมาะสมสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออํานวยต่อการทํางาน ซึ่งลักษณะเช่นนี้อาจทําให้ปวดกล้ามเนื้อ รวมถึงอาการชาบริเวณแขน มือ และปลายนิ้ว จากปลายประสาทที่ถูกกดทับอย่างต่อเนื่อง อาการของออฟฟิศซินโดรม • ปวดตึงบริเวณ คอ บ่า ไหล่ จากการนั่งท่าเดิมนาน ๆ• มือชา เอ็นอักเสบ นิ้วล็อค จากการกดทับปลายประสาท และการอักเสบของเส้นเอ็น• อาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ และปวดกระบอกตา• อาการเหน็บชา และแขนขาอ่อนแรง การป้องกันเพื่อลดปัญหาออฟฟิศซินโดรม เตรียมร่างกายให้พร้อม […]
มีใครเคยเห็นแอ่งน้ำบนถนนตอนกลางวันบ้างไหม? แอ่งน้ำนี้มักปรากฏในเวลากลางวัน และเมื่อเราเข้าใกล้จนถึงระยะหนึ่งกลับพบว่าแอ่งน้ำที่เรามองเห็นนั้นหายไป ซึ่งแอ่งน้ำที่เห็นนั้นเกิดจากปรากฏการณ์ภาพลวงตาหรือมิราจ (Mirage) มิราจ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่อากาศร้อน ตามท้องถนนหรือในเขตทะเลทราย เมื่ออากาศที่อยู่ติดพื้นถนนมีอุณหภูมิสูงมาก และอากาศที่อยู่เหนือถนนขึ้นไปมีอุณหภูมิต่ำกว่า ทำให้ความหนาแน่นของอากาศแตกต่างกัน แสงจึงเดินทางผ่านด้วยความเร็วที่เปลี่ยนไป เพราะตัวกลางทั้ง 2 ชนิดมีความหนาแน่นแตกต่างกัน เกิดการหักเหของแสงขึ้น และเมื่อมุมตกกระทบของแสงดังกล่าวกว้างกว่ามุมวิกฤต ก็จะเกิดการสะท้อนกลับหมด แล้วเมื่อเรามองไปที่ถนน จึงเห็นคล้ายกับน้ำนองหรือกระจกอยู่บนพื้นแต่แท้จริงแล้วพื้นที่ตรงนั้น ไม่ได้มีแอ่งน้ำอยู่นั่นเอง อ้างอิง เพราะอะไรถึงเห็นแอ่งน้ำบนถนน ปรากฏการณ์ที่เกิดจากการหักเหของแสง FacebookFacebookXTwitterLINELine
ดอกทานตะวันมักถูกมองเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความสดใส ความรักที่เชื่อมั่น มั่นคง เช่นเดียวกับพฤติกรรมที่ทานตะวันหันตามแสงอาทิตย์อยู่เสมอ และพฤติกรรมนี้มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ ทานตะวัน (Helianthus annuus) เป็นพืชตระกูลเดียวกับ คำฝอย ดาวเรือง เป็นพืชล้มลุกที่นิยมปลูกกันมากในเขตอบอุ่น ทานตะวันมีลำต้นตั้งตรงแข็งแรง และรากของทานตะวันยังมีประสิทธิภาพในการดูดซึมน้ำมาก ทานตะวันเป็นพืชที่ขึ้นชื่อในเรื่องการหันตามแสง (heliotropism) ซึ่งเป็นกลไกที่น่าสนใจในแง่ชีววิทยาของพืช ในเวลากลางวันดอกทานตะวันจะหันหน้าไปทางดวงอาทิตย์ ขณะที่กลางคืนจะค่อย ๆ หมุนกลับไปทางทิศตะวันออกเพื่อรอรับแสงในเช้าวันถัดไป พฤติกรรมนี้จะเห็นได้ชัดในช่วงที่ทานตะวันยังเป็นต้นกล้า นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าการที่ดอกทานตะวันมีพฤติกรรมหันตามแสงเป็นผลจากการทำงานของฮอร์โมนพืชที่เรียกว่า ออกซิน (auxin) ซึ่งเป็นสารควบคุมการเจริญเติบโตหลักในพืช ออกซินมีบทบาทสำคัญในการยืดตัวของเซลล์พืช และกระจายตัวไปในส่วนที่ได้รับแสงน้อยกว่า ทำให้ด้านที่อยู่ในร่มเงาของลำต้นเติบโตเร็วกว่าและดันให้ลำต้นเอนไปทางแหล่งกำเนิดแสง ส่งผลให้ต้นทานตะวันสามารถหมุนตามดวงอาทิตย์ได้ตลอดวัน อย่างไรก็ตามเมื่อดอกทานตะวันโตเต็มที่และเริ่มออกดอกใหญ่ขึ้นการเคลื่อนไหวนี้ก็จะค่อย ๆ ลดลง หยุดหมุน และหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเป็นหลัก เป็นเพราะช่วงเวลานี้ดอกทานตะวันมุ่งเน้นรับแสงอาทิตย์ในตอนเช้า เพื่อช่วยกระตุ้นกระบวนการสังเคราะห์แสงทำให้สร้างพลังงานได้ดียิ่งขึ้น ดอกทานตะวันไม่ได้หันตามแสงอาทิตย์ตลอดไป แต่เลือกที่จะหันไปยังทิศทางที่ดีที่สุดสำหรับตัวมันเอง เช่นเดียวกับความรักที่ไม่ได้หมายถึงการตามหาใครสักคนไปตลอดชีวิต แต่เป็นการเติบโตไปด้วยกันและเลือกสิ่งที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้ความสัมพันธ์แข็งแรงและยั่งยืน ทั้งดอกทานตะวันและหัวใจของเรา ต่างต้องการแสงที่ทำให้เติบโตได้อย่างแท้จริง อ้างอิง FacebookFacebookXTwitterLINELine
ปัจจุบันด้วยภาวะโรคระบาด ภาวะเศรษฐกิจต่าง ๆ ส่งผลให้คนมีความเครียดจนก่อเกิดอาการนอนไม่หลับ หลับยาก หลับๆ ตื่นๆ พักผ่อนไม่เพียงพอ จนกลายเป็นปัญหาสุขภาพส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต บางคนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมยังไม่สามารถช่วยให้นอนหลับได้จึงเลือกที่จะใช้ตัวช่วยโดยการรับประทานยาหรือฮอร์โมนทดแทนเพื่อช่วยบรรเทาปัญหานอนไม่หลับ ฮอร์โมนนั้นคือเมลาโทนิน เมลาโทนินคืออะไรนะ ? เมลาโทนิน (Melatonin) เป็นฮอร์โมนที่สังเคราะห์มาจากกรดอะมิโนทริปโตเฟน (Tryptophan) ที่ต่อมไพเนียล (pineal gland) ในสมอง โดยมีความมืดเป็นตัวกระตุ้นให้หลั่งเมลาโทนินเข้าสู่กระแสเลือดและจะหยุดหลั่งเมื่อเจอแสงสว่าง โดยร่างกายจะเริ่มหลั่งเมลาโทนินออกมาตั้งแต่ช่วงที่พระอาทิตย์ตกดินทำให้คนเรารู้สึกง่วงและระดับฮอร์โมนเมลาโทนินจะคงอยู่ในกระแสเลือดประมาณ 10 – 60 พิโคกรัมต่อมิลลิตร (pg/mL) ติดต่อกัน 12 ชั่วโมง ก่อนที่ระดับฮอร์โมนเมลาโทนินจะลดลงตอนเช้า จนกระทั่งถึงเวลาประมาณ 9.00 น. ระดับเมลาโทนินในร่างกายจะลดต่ำลงจนวัดระดับไม่ได้ เมลาโทนินเหมาะกับใคร ? เนื่องจากเมลาโทนินมีคุณสมบัติเป็นตัวช่วยในการคงการหลับ (maintain sleep) ซึ่งจะทำให้ง่วงหรือหลับเร็วจึงเหมาะกับกลุ่มคนดังต่อไปนี้ บุคคลที่มีอาการนอนหลับผิดเวลา หรือ delayed sleep phase syndrome ซึ่งเป็นความผิดปกติด้านการนอนหลับ คือไม่สามารถนอนหลับได้ก่อนเวลา 2.00 น. และมักมีปัญหาในการตื่นนอนตอนเช้า บุคคลที่เป็นโรคนอนไม่หลับ (insomnia) […]
