ลัมปี สกิน โรคอุบัติใหม่ที่ไม่ควรมองข้าม

ลัมปี สกิน โรคอุบัติใหม่ที่ไม่ควรมองข้าม

ปัจจุบันผู้คนกำลังประสบกับสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลต่อการดำรงชีวิตและทำให้เกิดปัญหาสุขภาพอย่างรุนแรงทั่วทั้งโลกไม่เพียงแค่ผู้คนที่กำลังตกอยู่ในวิกฤตการณ์ที่น่าลำบากเช่นนี้ ในขณะเดียวกันเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2564 ได้มีรายงานการพบโคเนื้อที่แสดงอาการของเชื้อไวรัสโรคลัมปี สกิน ซึ่งเป็นโรคที่ไม่เคยพบในประเทศไทยมาก่อน

“ลัมปี สกิน” เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส Lumpy skin disease virus สกุล Capripoxvirus ที่พบและแพร่กระจายในโค กระบือ แต่ไม่สามารถติดต่อสู่คนได้ โดยอาการของสัตว์ที่ติดเชื้อจะมีไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต มีตุ่มขนาดใหญ่บนผิวหนัง พบมากที่คอ หัว เต้านม ถุงอันฑะและหว่างขา โดยตุ่มที่เกิดขึ้นสามารถแตกและตกสะเก็ดเกิดเป็นเนื้อตายหรือมีหนอนชอนไชได้

นอกจากนี้ยังพบตุ่มน้ำใสที่เยื่อเมือกทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร ทำให้สัตว์มีอาการน้ำลายไหล ไม่เพียงแค่อาการที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเหล่านี้เท่านั้น แต่สัตว์ที่ติดเชื้อจะมีลักษณะซึม เบื่ออาหาร รวมถึงอาจมีภาวะเป็นหมันหรือแท้งลูก สำหรับในโคนมน้ำนมจะลดลง 25 – 65 เปอร์เซ็นต์ สัตว์ที่ติดเชื้อจะมีอัตราการป่วยอยู่ที่ 5 – 45 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอัตราการตายจะสูงในพื้นที่ที่ไม่เคยมีการระบาดมาก่อน โดยโรคลัมปี สกินนี้มีพาหะมาจากแมลงดูดเลือด เช่น เห็บ แมลงวัน และยุง รวมไปถึงน้ำลาย สารคัดหลั่ง สะเก็ดแผล การใช้อุปกรณ์ร่วมกันของสัตว์ เมื่อสัตว์ได้รับเชื้อในช่วงแรกจะต้องทนกับอาการที่เกิดขึ้นเพราะมันไม่สามารถพูดหรือบอกได้เหมือนมนุษย์เมื่อเจ็บป่วย สำหรับการรักษาจะไม่มีการรักษาที่จำเพาะ ต้องรักษาตามอาการเท่านั้น เนื่องจากวัคซีนป้องกันโรคนี้จะมีเฉพาะในประเทศที่เคยมีการระบาดของโรคมาก่อนแล้วเท่านั้น

ในประเทศไทยโรคนี้ถือเป็นโรคอุบัติใหม่ที่พบเป็นครั้งแรก ซึ่งได้รับเชื้อมาจากการลักลอบนำเข้าโคเนื้อมาเลี้ยงจากประเทศเพื่อนบ้าน การระบาดของโรคลัมปี สกิน ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลให้สัตว์มีปัญหาด้านสุขภาพเท่านั้น แต่มันส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในกลุ่มของเกษตรกรที่เลี้ยงโค กระบือ สหกรณ์โคเนื้อ โคนม รวมถึงตลาดนัดค้าสัตว์ ถึงแม้ว่าโรคนี้จะสามารถรักษาหายได้แต่ก็ต้องใช้เวลา

ดังนั้นแล้วการป้องกันและกำจัดแมลงในพื้นที่ หรือทำความสะอาดคอก อุปกรณ์ในการเลี้ยง เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของแมลงพาหะ การกักสัตว์ใหม่เมื่อต้องนำเข้าพื้นที่ จึงเป็นวิธีที่ช่วยลดโอกาสการเกิดโรค และป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อหากมีสัตว์ที่ได้รับเชื้ออาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงกัน

แหล่งอ้างอิง

https://pasusart.com/ทำความรู้จัก-โรคลัมปี-ส/
https://dld.go.th/th/index.php/th/newsflash/341-news-hotissue/23707-hotissue-25640407-1