ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
การประกวดการแสดงทางวิทยาศาสตร์ (Science Show) ระดับประเทศประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
เงื่อนไขการสมัคร กลุ่มเป้าหมาย นักเรียนในระบบ ระดับประถมศึกษาตอนปลาย นักเรียนในระบบระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และนักศึกษา สกร. ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่ผ่านการคัดเลือกโดยการประกวดและได้รางวัลชนะเลิศของศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ในเขตจังหวัดที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาที่รับผิดชอบ กำหนดการประกวด การรับสมัคร สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงาน เอกสารการประกวดการแสดงทางวิทยาศาสตร์ (Science Show) ระดับประเทศ FacebookFacebookXTwitterLINELine
ความลับของสีดอกไฮเดรนเยีย
ดอกไฮเดรนเยียเป็นดอกไม้ที่คนนิยมนำมาใช้จัดช่อดอกไม้หรือปลูกไว้ที่บ้าน เนื่องจากดอกไม้มีสีสันสวยงามตั้งแต่สีแดง ชมพู ม่วง ฟ้าอมม่วง และจากความหมายของดอกไม้ที่ใช้แทนคำขอบคุณที่คอยอยู่เคียงข้างกันมาตลอด (Thank you for understanding) หรือแทนอีกหนึ่งความหมายที่แสดงถึงความเย็นชา เนื่องจากเป็นดอกไม้ที่มีต้นกำเนิดในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็น และสามารถทนต่ออากาศหนาวได้ นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งความพิเศษของดอกไฮเดรนเยียคือ การเปลี่ยนสีของดอกไม้จากระดับความเป็นกรดหรือด่างของดินที่ปลูก ทำให้เราสามารถเห็นต้นไฮเดรนเยียจากดอกสีฟ้ากลายเป็นดอกสีแดงได้ในต้นเดียวกัน ซึ่งเป็นคุณสมบัติของสายพันธุ์ดอกไฮเดรนเยียที่มีชื่อเรียกว่า Bigleaf Hydrangea หรือชื่อวิทยาศาสตร์คือ Hydrangea macrophylla (Thunb.) Ser. อยู่ในวงศ์ Hydrangeaceae ลักษณะของดอกเป็นช่อกลมแน่น ออกดอกตามปลายยอด โดยกลีบดอกสีสันสวยงามที่เราเห็นนี้แท้จริงแล้วคือ กลีบเลี้ยงหรือกลีบประดับคล้ายกลีบดอกจำนวน 4-5 กลีบ และยังมีกลีบดอกขนาดเล็กมากจำนวน 4-5 กลีบ อยู่ตรงกลางล้อมรอบด้วยกลีบประดับ ความพิเศษของสีดอกต้นไฮเดรนเยียนี้ ถูกนำมาใช้เป็นอีกหนึ่งอินดิเคเตอร์ (indicator) หรือตัวชี้วัดความเป็นกรด-ด่างของดินได้ ซึ่งคล้ายคลึงกับการเปลี่ยนสีของกระดาษลิตมัสที่ใช้ทดสอบความเป็นกรด-เบสของสาร โดยเมื่อเราจุ่มกระดาษลิตมัสสีน้ำเงินลงในสารทดสอบที่เป็นกรด กระดาษจะเปลี่ยนเป็นสีแดง แต่ถ้าสารทดสอบเป็นเบส กระดาษลิตมัสสีแดงจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน ซึ่งคล้ายกับการเปลี่ยนสีดอกไฮเดรนเยียแต่จะเปลี่ยนสีตรงกันข้ามกัน โดยเมื่อดินที่ปลูกมีสภาพเป็นกรดดอกไฮเดรนเยียจะมีสีฟ้า หากดินมีสภาพเป็นเบสดอกไฮเดรนเยียก็จะปรากฏเป็นสีม่วงไปจนถึงสีแดง การเปลี่ยนแปลงของสีดอกนี้เกิดจากสารสีหรือรงควัตถุ (pigment) ที่เรียกว่า delphinidin-3-glucoside เป็นกลุ่มสารแอนโทไซยานินที่ทำให้ใบไม้มีสีแดงในฤดูใบไม้ร่วง และสีของผลเบอร์รี่นั่นเอง นอกจากสภาวะความเป็นกรดด่างของดินแล้ว […]
พิราบ สุดยอดนกนำทางพันธุ์อึด
หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “พิราบสื่อสาร” เนื่องจากในสมัยโบราณ เราใช้นกพิราบในการนำส่งสารหรือข้อความไปยังที่ห่างไกล ปัจจุบัน นกพิราบได้กลายมาเป็นเกมการแข่งขันในหลายประเทศทั่วโลก โดยการปล่อยนกพิราบที่ได้รับการฝึกมาแล้ว ให้บินออกไปในระยะไกล เพื่อแข่งขันระยะเวลาในการเดินทาง ว่าแต่…ทำไมนกพิราบจึงจดจำเส้นทางได้นับ 1,000 กิโลเมตร นกพิราบมีตาอยู่ด้านข้าง จึงมองเห็นได้เป็นมุมกว้างถึง 340 องศา มันสามารถได้ยินเสียงแม้ว่าเสียงนั้นมีความถี่เพียง 0.1 Hz อีกทั้งการรับรู้กลิ่นยังช่วยให้มันหาทางกลับบ้านได้ด้วย และจากการค้นคว้าในปี พ.ศ. 2524 เราจึงได้รู้ว่า นกพิราบมีแม่เหล็กในตัว (Magnetite) ซึ่งมันสามารถสัมผัสถึงสนามแม่เหล็กโลกได้ นกพิราบมีเหล็กออกไซด์ในเซลล์ประสาทบริเวณจะงอยปาก ซึ่งสนองตอบต่อสนามแม่เหล็กได้ มันจึงรับรู้พลังแม่เหล็กได้เหมือนเข็มทิศ ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส นกพิราบจะใช้แสงอาทิตย์นำทาง หากท้องฟ้ามืดครึ้มหรือเวลากลางคืน พวกมันจะใช้สนามแม่เหล็กของโลกนำทาง ด้วยประสาทสัมผัสที่ยอดเยี่ยมของนกพิราบ รวมกับความสามารถในการหาทิศทางของพวกมัน ทำให้นกพิราบสามารถจดจำเส้นทางการบินได้ทั้งไปและกลับ อีกทั้งพวกมันยังสามารถบินได้ในระยะไกล สมกับเป็นนกนำทางพันธุ์อึด อ้างอิง FacebookFacebookXTwitterLINELine
ฟิสิกส์กับบอลลูน
บอลลูนลอยได้อย่างไร ยานพาหนะที่เคลื่อนที่อยู่บนท้องฟ้า นอกจากเครื่องบินแล้วบอลลูนก็เป็นอีกยานพาหนะที่บ่งบอกว่ามนุษย์เราในสมัยก่อนมีความใฝ่ฝันที่อยากจะบินได้เหมือนนก จนเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2326 มีการบันทึกการบินด้วยบอลลูนครั้งแรก โดยเกิดขึ้นที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นบอลลูนที่ทำจากกระดาษและผ้าไหม ออกแบบโดยโจเซฟ มงต์กอลฟิเยร์ (Joseph-Michel Montgolfier) และเอเตียน มงต์กอลฟิเยร์ (Jacques-Étienne Montgolfier) สองพี่น้อง นักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศส เป็นคนสร้างบอลลูนที่ขับเคลื่อนด้วยอากาศร้อน เดินทางที่ความสูง 500 ฟุตในอากาศ เป็นระยะทาง 5 1/2 ไมล์ ใช้เวลา 25 นาทีได้สำเร็จ โดยที่ส่วนประกอบของบอลลูนและหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้บอลลูนลอยได้ ศึกษาได้จากข้อมูลดังต่อไปนี้ ถุงบอลลูน “Envelope” ทำจากผ้าไนลอนชนิด rip-stop nylon ที่ไม่ฉีกขาดง่าย ถักทอแบบร่างแห ทำให้มีน้ำหนักเบาและเหนียวทนทาน มีการเคลือบภายในด้วยพลาสติกเพื่อช่วยเก็บอากาศร้อน ต่อมาคือส่วนที่เป็นหัวใจสำคัญของบอลลูน เรียกว่า “Burner” เป็นหัวเผาเชื้อเพลิง และส่วนสุดท้ายคือส่วนของตะกร้าโดยสาร เรียกว่า “Gondola” เป็นส่วนที่บรรทุกถังเชื้อเพลิง ผู้โดยสาร และอุปกรณ์ที่จำเป็นต่าง ๆ ทำมาจากหวายถักแน่นอย่างแน่นหนาบนแกนเหล็กกล้า มีน้ำหนักเบา […]
ไฟฟ้ากระแสตรงและกระแสสลับ: พลังงานสำคัญในชีวิต
กระแสไฟฟ้าที่เราใช้งานอยู่ทุกวันนี้แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current หรือ DC) และ ไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternating Current หรือ AC) ซึ่งแต่ละแบบก็มีหน้าที่ต่างกันไป ไฟฟ้ากระแสตรง เรามักจะเจอในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เล็ก ๆ เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์พกพา ส่วน ไฟฟ้ากระแสสลับ จะใช้ในเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ เช่น ตู้เย็น เครื่องซักผ้า หรือเครื่องปรับอากาศ และมักใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม หรือ สำนักงานอาคารขนาดใหญ่ แล้วทั้งสองแบบต่างกันอย่างไร? 1. ไฟฟ้ากระแสตรง เป็นกระแสไฟที่ไหลในทิศทางเดียวอย่างต่อเนื่อง โดยมีขั้วบวกและขั้วลบที่คงที่ เช่น ถ้าไหลไปทางบวกก็จะไปทางนั้นตลอด จะไม่กลับไปเป็นลบ แหล่งจ่ายไฟกระแสตรง เช่น แบตเตอรี่ 2. ไฟฟ้ากระแสสลับ เป็นกระแสที่ไหลสลับไปมาระหว่างขั้วบวกและขั้วลบเป็นระยะ ๆหรือที่เราเรียกว่ามี “ความถี่” โดยความถี่นี้มีหน่วยเป็น “เฮิรตซ์” (Hz) หมายถึงจำนวนครั้งที่กระแสสลับทิศใน 1 วินาที […]

