ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
โครงการสร้างความตระหนักรู้เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
รับสมัครทีมนักศึกษา สกร. ตัวแทนจากศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศ ชิงเงินรางวัลรวม 172,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร รับสมัครตั้งแต่ 22 พ.ค. 69 – 5 มิ.ย. 69 สมัครออนไลน์ได้ทาง https://forms.gle/GhsggFwdGsLNZ7K1A เมื่อสมัครผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ทีมผู้สมัครต้องนำส่งหลักฐานการสมัคร ซึ่งประกอบด้วย โดยส่งเอกสารทั้งหมดมายังศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 928 ถ.สุขุมวิท แขวงพระโขนงเขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 ภายในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 16.30 น. กำหนดการประกวด สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ หมายเหตุ FacebookFacebookXTwitterLINELine
ทำไมน้ำทะเลมีสีฟ้า?
มีใครเคยสงสัยกันบ้างไหมว่า ทำไมน้ำทะเลที่เห็นจึงมีสีฟ้า บ้างก็มีสีเขียว หรือสีน้ำเงินเข้ม แต่เมื่อเราใช้แก้วน้ำตักน้ำทะเลขึ้นมา กลับมีสีใสเหมือนน้ำที่เราใช้ดื่มหรือใช้อาบในทุกวัน ไม่ได้มีสีสันสวยงามเหมือนที่เรามองเห็นเลยแม้แต่น้อย ความจริงสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพียงปรากฏการณ์การกระเจิงแสง โดยการที่เราสามารถมองเห็นสีสันของสิ่งต่าง ๆ ได้นั้น เกิดจากแสงที่มีแหล่งกำเนิดมาจากดวงอาทิตย์ตกกระทบกับพื้นผิวน้ำหรือสิ่งของต่าง ๆ แล้วแสงนั้นสะท้อนมายังดวงตา จึงทำให้เรามองเห็นสีสันของสิ่งต่าง ๆ แต่สำหรับน้ำ เมื่อแสงที่มีช่วงคลื่นของสีต่าง ๆ โดยเฉพาะสีน้ำเงินที่มีความยาวคลื่นสั้นตกกระทบกับน้ำ จะเกิดการกระเจิงหรือการแพร่กระจายของแสงในน้ำได้ดีที่สุดและถูกโมเลกุลของน้ำดูดกลืนไว้ได้น้อย ต่างจากช่วงแสงสีแดงที่จะถูกดูดกลืนไว้ได้มาก และช่วงแสงสีเขียวรองลงมา เมื่อแสงสีแดงและแสงสีเขียวถูกโมเลกุลของน้ำดูดกลืนไว้ได้ดีกว่าสีน้ำเงิน แสงทั้งสองสีนี้จึงหายไปได้ง่ายเมื่อลงสู่น้ำ สีน้ำทะเลที่ปรากฏออกมาให้เห็นจึงเป็นสีฟ้าหรือสีน้ำเงินนั่นเอง แต่แล้วทำไมน้ำทะเลบางที่ถึงมีสีเขียว สีน้ำเงิน หรือสีฟ้า แตกต่างกันออกไป สิ่งนี้เกิดจากความตื้นและลึกของน้ำทะเล และสิ่งเจือปนต่าง ๆ ที่อยู่ในน้ำทะเล การที่น้ำในทะเลลึกอยู่ห่างไกลจากแผ่นดินมาก จะมีสิ่งเจือปนต่าง ๆ อยู่น้อย น้ำในบริเวณนี้จะใสมากและเกิดการดูดกลืนแสงสีแดงและแสงสีเขียวอย่างสมบูรณ์ จึงเห็นเพียงแสงสีน้ำเงินเข้มเท่านั้นที่กระเจิงได้ดีและโดดเด่นขึ้นมา ต่างจากบริเวณชายฝั่งที่มีสิ่งเจือปนอยู่มาก สีของน้ำทะเลบริเวณชายฝั่งจึงมีสีที่ผิดเพี้ยนแตกต่างกันออกไปตามสีของสิ่งเจือปนนั้น ๆ แต่สำหรับทะเลบางที่ที่มีสีเขียว จะแสดงถึงทะเลที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก บริเวณนั้นจะเต็มไปด้วยแพลงก์ตอนพืช ซึ่งแพลงก์ตอนเหล่านี้จะดูดกลืนแสงสีน้ำเงินและสะท้อนแสงสีเขียวออกมาแทน จึงทำให้น้ำทะเลมีสีเขียวสวยงาม อ้างอิง https://bit.ly/2YlqVOChttps://bit.ly/3Fn3aH FacebookFacebookXTwitterLINELine
“น้ำทะเล” ตัวเลือกสุดท้ายของการดับไฟ
เคยสงสัยกันไหม!! เพราะเหตุใดเวลาเกิดอัคคีภัยนักดับเพลิงจะไม่ใช้น้ำทะเลดับไฟ หรือเลือกใช้เป็นตัวเลือกสุดท้าย ทั้งที่สามารถดับไฟได้เช่นเดียวกับน้ำจืด น้ำ เป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด โลกของเราประกอบไปด้วยน้ำ 2 ใน 3 ของพื้นที่ โดยมีสัดส่วนน้ำเค็มมากกว่าน้ำจืด แหล่งน้ำเค็มที่เรารู้จักกันดีนั่นคือ “ทะเลและมหาสมุทร” ซึ่งเรามักเรียกน้ำเค็มที่อยู่ในแหล่งน้ำเหล่านี้ว่า น้ำทะเล น้ำทะเลมีรสชาติอย่างไรหลายคนคงพอนึกภาพออก ความเค็มที่โดดเด่นที่มีเพียงสิ่งมีชีวิตบางชนิดเท่านั้นที่อาศัยและตอบสนองอยู่ได้ เช่น สัตว์จำพวกมอลลัสก์ (Mollusk) สัตว์ที่มีเปลือกแข็ง (Crustacean) และสาหร่าย (Algae) เป็นต้น ความเค็มของน้ำทะเลเกิดจากอะไร น้ำทะเลมีรสชาติเค็มเกิดจากเกลือหรือแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ละลายอยู่ในมวลน้ำในรูปของสารละลาย ซึ่งเป็นผลมาจากกระบวนการต่าง ๆ ในธรรมชาติ เช่น จากการเน่าเปื่อยของสิ่งมีชีวิตในทะเล การกัดกร่อนทางกายภาพทั้งจากหิน พื้นดิน ภูเขา ซึ่งถูกละลายชะล้างโดยฝนหรือไอน้ำในอากาศและไหลลงสู่ทะเล รวมถึงจากการระเบิดของภูเขาไฟ โดยสารละลายที่ทำให้น้ำทะเลมีความเค็มนั้นประกอบไปด้วย จะเห็นได้ว่ามีแร่ธาตุมากมายที่เป็นองค์ประกอบทางเคมีทำให้น้ำทะเลมีความเค็ม แต่ระดับความเค็มในทะเลแต่ละบริเวณจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น การแปรเปลี่ยนของฤดูกาล ปริมาณน้ำฟ้า อัตราการระเหย ตำแหน่งที่ตั้ง และระยะทางที่ห่างจากปากแม่น้ำหรือชายฝั่ง ซึ่งมีผลต่ออัตราการละลายและตกตะกอนของเกลือและแร่ธาตุในน้ำทะเล ทะเลและมหาสมุทร ไม่เพียงแต่เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตที่ดำรงชีวิตในแหล่งน้ำเค็มเท่านั้น […]
ทำไมเราสะอึกกันนะ?
“อาการสะอึก” เชื่อแน่ว่าไม่มีใครไม่เคยเป็น การสะอึกเป็นอาการที่เราต่างไม่พึงประสงค์และอยากให้มันหายไว ๆ เราเคยสงสัยไหมว่าอาการสะอึกเกิดขึ้นอย่างได้อย่างไร? การสะอึกเริ่มมาจากการกระตุกเกร็งหรือการบีบตัวของ “กะบังลม” กล้ามเนื้อทรงโดมขนาดใหญ่ที่อยู่ใต้ปอดที่เราใช้ในการหายใจ เกิดการทำงานที่ไม่สอดประสานกันกับอวัยวะส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ เนื่องจากการปิดของเส้นเสียงในทันที และการเปิดระหว่างเส้นเสียง หรือที่เรียกว่ากล่องเสียง การเคลื่อนของกะบังลมทำให้เกิดการดึงอากาศเข้าไปทันที แต่การปิดของเส้นเสียงกลับหยุดอากาศไม่ให้เข้าไปในหลอดลมและไปถึงปอด จึงทำให้เกิดเสียงสะอึก สาเหตุอาจเกิดหลายสาเหตุ เช่น การรับประทานอาหารเร็วและมากเกินไป การรับประทานอาหารที่เผ็ดเกินไป การดื่มเครื่องดื่มที่มีแก๊สเยอะ เช่น น้ำอัดลม ชอบใช้หลอดดูดน้ำ ชอบเคี้ยวหมากฝรั่งหรืออมลูกอม ชอบดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชอบสูบบุหรี่ และการกินของร้อน เย็น สลับกันทันทีหรืออาจมีสาเหตุทางอารมณ์ เช่น เกิดความเครียด ตื่นเต้น หรือกลัวก็ได้ วิธีแก้การอาการสะอึก หายใจเข้าลึก ๆ กลั้นหายใจ 10 วินาที จากนั้นหายใจออก แล้วดื่มน้ำตามทันที เงยหน้าขึ้น กลั้นหายใจ 10 วินาที จากนั้นหายใจออกยาว ๆ แล้วดื่มน้ำตามทันที อมน้ำไว้ คางชิดอก แล้วพยายามกลืนน้ำที่อมไว้ อย่างไรก็ตามอาการสะอึกไม่เป็นอันตรายหรือเป็นอาการที่เกิดระยะสั้นเท่านั้น เมื่อร่างกายกลับมาทำงานได้ปกติ […]
รู้จักกับโรคฝีดาษลิง
โรคฝีดาษลิงคืออะไร โรคฝีดาษลิงหรือไข้ทรพิษลิง (Monkeypox) เป็นโรคที่ใกล้เคียงกับโรคอีสุกอีใสแต่มีความรุนแรงน้อยกว่า ผู้ป่วยจะมีไข้ร่วมกับมีตุ่มผื่นตุ่มหนองทั่วตัว และต่อมน้ำเหลืองโต เกิดจากไวรัส Othopoxvirus ซึ่งเป็นไวรัสที่เกิดโดยธรรมชาติ พบในตระกูลลิงและสัตว์ฟันแทะ โรคฝีดาษลิงมีต้นกำเนิดมาจากไหน เป็นโรคที่พบการระบาดครั้งแรกเมื่อ 60 ปีก่อน มีถิ่นกำเนิดในประเทศคองโก โดยพบการติดเชื้อของสัตว์ตระกูลลิง พบที่แรกในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ที่ใช้ลิงในการทดลอง โรคฝีดาษลิงสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์แอฟริกากลางมีความรุนแรงมากอาจถึงขั้นเสียชีวิตและสายพันธุ์แอฟริกาตะวันตก มีความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์แอฟริกากลางมากซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่กำลังระบาดอยู่ ณ ขณะนี้ โรคฝีดาษลิงติดต่อได้อย่างไร โรคฝีดาษลิง สามารถติดต่อจากสัตว์สู่มนุษย์ได้โดยการสัมผัสทางผิวหนัง หรือผ่านเยื่อเมือก เช่น จมูก ปาก ตา ของสัตว์ที่ป่วยเป็นโรค การนำซากสัตว์ที่ป่วยมาปรุงอาหาร การถูกสัตว์ป่วยข่วน และการใช้เครื่องมือที่สัมผัสกับสัตว์ที่ป่วยได้อีกเช่นกัน โรคนี้จะมีระยะฟักตัวเฉลี่ย 7–14 วัน หรืออาจนานถึง 24 วัน แม้ว่าโรคฝีดาษลิงจะมีโอกาสติดจากคนสู่คนได้น้อย แต่ผู้ป่วยที่ติดเชื้อนี้สามารถเสียชีวิตได้ โดยมีอัตราการเสียชีวิต 1-10% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กเล็ก โรคฝีดาษลิงตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างไร แพทย์จะทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยวิธี PCR ของเหลวจากตุ่มน้ำที่ผิวหนัง หากพบว่าเป็นโรคฝีดาษลิง สามารถรักษาโดยให้ยาต้านไวรัส […]

