ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
โครงการสร้างความตระหนักรู้เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
รับสมัครทีมนักศึกษา สกร. ตัวแทนจากศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศ ชิงเงินรางวัลรวม 172,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร รับสมัครตั้งแต่ 22 พ.ค. 69 – 5 มิ.ย. 69 สมัครออนไลน์ได้ทาง https://forms.gle/GhsggFwdGsLNZ7K1A เมื่อสมัครผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ทีมผู้สมัครต้องนำส่งหลักฐานการสมัคร ซึ่งประกอบด้วย โดยส่งเอกสารทั้งหมดมายังศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ 928 ถ.สุขุมวิท แขวงพระโขนงเขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 ภายในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 16.30 น. กำหนดการประกวด สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ หมายเหตุ FacebookFacebookXTwitterLINELine
นาฬิกาแดดที่ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ
นาฬิกาแดดแบบอิเควเตอเรียล (Equatorial Sundial) ที่ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ วางที่ตำแหน่ง ละติจูด 13 องศา 42 ลิปดา 19 ฟิลิปดา เหนือ ลองจิจูด 100 องศา 34 ลิปดา 3 ฟิลิปดา ตะวันออก หลายคนอาจมีความสงสัยหรือมีคำถามในใจว่าจะใช้บอกเวลาเราได้จริงหรือไม่ ตอนนี้เรามาลองอ่านค่าของเวลาที่นาฬิกาแดดนี้ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นกับตาตัวเองว่านาฬิกาแดดนี้จะใช้บอกเวลาได้หรือไม่ สำหรับวิธีการอ่านค่าของนาฬิกาแดดแบบอิเควเตอเรียล ก่อนอื่นให้เราดูเงาที่พาดผ่านบนนาฬิกาแดด จากภาพ นาฬิกาแดดบอกเวลา 13 นาฬิกา 20 นาที เป็นค่าเวลาที่คลาดเคลื่อนไปจากเวลาจริง ตัวอย่างการอ่านค่าจากนาฬิกาแดดนี้ เป็นค่าที่อ่านในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ เมื่อดูที่กราฟสมการเวลาแล้ว พบว่าต้องบวกเวลาเพิ่มไปอีก 13 นาที โดยประมาณ เมื่อเรานำค่าเวลาที่อ่านได้ในตอนแรกมารวมกันกับเวลาที่ต้องบวกเพิ่มเข้าไป จะทำให้ได้ค่าเวลาใกล้เคียงกับเวลาจริง และแล้วผลการพิสูจน์ก็บ่งบอกได้ว่านาฬิกาแดดแบบอิเควเตอเรียลที่ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพสามารถบอกค่าเวลาได้ใกล้เคียงกับเวลาจริง แต่ในตอนนี้อาจมีคำถามเกิดขึ้นมาในใจได้ว่า กราฟของสมการเวลา คืออะไร ทำไมจึงทำให้ได้ค่าเวลาตรงกันกับนาฬิกาบนข้อมือหรือเวลาจริง จากการที่นาฬิกาแดดใช้ดวงอาทิตย์จริง (True Sun) เป็นตัวกำหนดเวลา ซึ่งเราเห็นค่าเวลานั้นจากเงาที่พาดอยู่บนวงโค้งที่มีตัวเลขบอกเวลาดังภาพ 2 […]
แมลงวัน…ภัยร้ายใกล้ตัวคุณ
แมลงดำรงชีวิตอยู่ในธรรมชาติ มีทั้งที่เป็นประโยชน์และเป็นโทษต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม หากกล่าวถึงโทษของแมลงนอกจากพิษที่เป็นอันตรายต่อตัวเราแล้ว การที่แมลงมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม เช่น การหาอาหารเพื่อดำรงชีวิต แมลงหลาย ๆ ชนิดมีความเกี่ยวข้องกับมนุษย์ นอกจากยุงที่เราคุ้นเคยกันดีแล้แมลงวันเป็นอีกชนิดหนึ่งที่เราพบเห็นได้ในชีวิตประจำวันและเป็นที่ทราบกันดีว่าสามารถก่อโรคในมนุษย์ได้เช่นกัน ในประเทศไทยพบแมลงวันเกี่ยวข้องกับมนุษย์และสัตว์อยู่ 4 ชนิดด้วยกัน คือ แมลงวันบ้าน (House Flies) แมลงวันหัวเขียว (Blow Flies) แมลงวันหลังลาย (Flesh Flies) และแมลงวันดูดเลือด (Stomoxys spp.) โดยทั่วไปเรามักจะพบและคุ้นเคยกับแมลงวันบ้านมากที่สุด นั่นเพราะมันมีมากถึงร้อยละ 83 ของแมลงวันทั้งหมด มารู้จักแมลงวันบ้านกัน… แมลงวันบ้าน เป็นแมลงขนาดเล็ก มีปากแบบซับดูด (Sponging type) ลำตัวมีสีเทา ขนาดประมาณ 6-9 มิลลิเมตร ตามีสีน้ำตาลปนแดง ลำตัวมีขนสีเทาดำขนาดเล็กจำนวนมาก ปีก 1 คู่ เป็นเยื่อใสมีโครงร่างยึดเป็นร่างแหสีดำ แมลงวันบ้านจะออกหากินในช่วงเวลากลางวันไปยังแหล่งอาหาร เช่น ของสด สิ่งบูดเน่าต่าง ๆ เศษอาหาร เป็นต้น ส่วนในเวลากลางคืนจะรวมกลุ่มกันอยู่บนกิ่งไม้หรือพุ่มไม้ แมลงวันนำโรคมาได้อย่างไร…เราเคยสังเกตเห็นแมลงวันบินมาตอมอาหารและถูขาหน้าบ้างหรือไม่? แมลงวันจะใช้ขาสำหรับดมกลิ่นรสอาหาร แต่เนื่องจากลำตัวของแมลงวันเต็มไปด้วยขน และลิ้นที่ใช้กินอาหารมีกาวเหนียว […]
ปรากฏการณ์ภาพลวงตาหรือมิราจ (Mirage)
มีใครเคยเห็นแอ่งน้ำบนถนนตอนกลางวันบ้างไหม? แอ่งน้ำนี้มักปรากฏในเวลากลางวัน และเมื่อเราเข้าใกล้จนถึงระยะหนึ่งกลับพบว่าแอ่งน้ำที่เรามองเห็นนั้นหายไป ซึ่งแอ่งน้ำที่เห็นนั้นเกิดจากปรากฏการณ์ภาพลวงตาหรือมิราจ (Mirage) มิราจ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่อากาศร้อน ตามท้องถนนหรือในเขตทะเลทราย เมื่ออากาศที่อยู่ติดพื้นถนนมีอุณหภูมิสูงมาก และอากาศที่อยู่เหนือถนนขึ้นไปมีอุณหภูมิต่ำกว่า ทำให้ความหนาแน่นของอากาศแตกต่างกัน แสงจึงเดินทางผ่านด้วยความเร็วที่เปลี่ยนไป เพราะตัวกลางทั้ง 2 ชนิดมีความหนาแน่นแตกต่างกัน เกิดการหักเหของแสงขึ้น และเมื่อมุมตกกระทบของแสงดังกล่าวกว้างกว่ามุมวิกฤต ก็จะเกิดการสะท้อนกลับหมด แล้วเมื่อเรามองไปที่ถนน จึงเห็นคล้ายกับน้ำนองหรือกระจกอยู่บนพื้นแต่แท้จริงแล้วพื้นที่ตรงนั้น ไม่ได้มีแอ่งน้ำอยู่นั่นเอง อ้างอิง เพราะอะไรถึงเห็นแอ่งน้ำบนถนน ปรากฏการณ์ที่เกิดจากการหักเหของแสง FacebookFacebookXTwitterLINELine
โอมมมมม…หินพิเศษจงลอยน้ำเถิด
ขึ้นชื่อว่าหิน ย่อมชวนให้นึกถึงของแข็งและมีน้ำหนัก แต่ทำไมหินบางชนิดจึงลอยน้ำได้ นอกจากลอยน้ำได้แล้วยังใช้ประโยชน์อื่นใดได้อีกบ้าง หินพัมมิส (Pumice) คือ หินอัคนีสีจางชนิดหนึ่งที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟ แล้วเย็นตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้แก๊สหรือไอน้ำที่แทรกภายในไม่สามารถออกมาได้ทันก่อนที่หินจะแข็งตัว ดังนั้นแก๊สหรือไอน้ำจึงถูกกักเก็บในเนื้อหินส่งผลทำให้หินพัมมิสมีความโดดเด่นคือ เนื้อหินมีลักษณะเป็นรูพรุนทั่วทั้งก้อนและมีน้ำหนักเบาจนสามารถลอยน้ำได้ หินพัมมิสประกอบด้วยแร่ควอตซ์ (Quartz) เป็นส่วนใหญ่ มีลักษณะเป็นเนื้อแก้วเนื่องจากการเย็นตัวอย่างรวดเร็ว ดังนั้นแร่จึงไม่มีเวลาเรียงตัวเป็นผลึกลักษณะภูมิประเทศของไทย ไม่มีแหล่งหินพัมมิสภายในประเทศ ดังนั้นการที่เราพบเห็นหินพัมมิสบริเวณชายฝั่งทะเลบางแห่งนั้น เกิดจากการพัดพาของคลื่นลม ในทะเล จนทำให้หินพัมมิสที่มีน้ำหนักเบาลอยข้ามทะเลมาได้ ด้วยลักษณะกายภาพที่โดดเด่นของหินพัมมิส จึงถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการผสมเสริมกับวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างเพื่อให้มีน้ำหนักเบา ใช้ทำวัสดุขัดถู ใช้ในอุตสาหกรรมการฟอกยีนส์ ใช้ทำฉนวนในเครื่องทำความเย็น ใช้ดูดซับความชื้น กรองตู้ปลา เป็นต้น นอกจากนั้นแล้ว หินพัมมิสสามารถใช้ประโยชน์ในการเกษตรได้จากแร่ธาตุต่าง ๆ ที่มีในแร่ประกอบหิน เช่น ธาตุซิลิกอน (Si) เป็นส่วนประกอบของแร่ควอตซ์ ธาตุโพแทสเซียม (K) ธาตุแมกนีเซียม (Mg) ธาตุแมงกานีส (Mn) และธาตุแคลเซียม (Ca) ที่เป็นส่วนประกอบของแร่เฟลด์สปาร์ ตัวอย่างแร่ธาตุที่กล่าวมานี้ มีประโยชน์ช่วยทำให้โครงสร้างของพืชมีความแข็งแรง มีความต้านทานโรคได้เป็นอย่างดีและช่วยให้เซลล์พืชทำงานได้ตามปกติ เป็นต้น เมื่ออ่านถึงบรรทัดนี้ เราก็ได้ทราบว่าหินพัมมิสไม่ได้เป็นเพียงแค่หินภูเขาไฟ น้ำหนักเบา ที่มีประโยชน์เพียงแค่ใช้เป็นตัวอย่างการศึกษาในห้องเรียนเท่านั้นแต่ยังมีประโยชน์สำหรับการใช้ชีวิตของมนุษย์และการดำรงชีวิตพืชอีกด้วย อ้างอิง […]

