ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
โครงการประกวดแข่งขันนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์สำหรับผู้สูงวัย “แฮปปี้…สูงวัย” ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569
ขอเชิญเข้าร่วมการประกวดแข่งขันนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์สำหรับผู้สูงวัย “แฮปปี้…สูงวัย” ระดับประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ประเภท สิ่งประดิษฐ์เพื่อช่วยเสริมคุณภาพชีวิตด้านการประกอบอาชีพสำหรับผู้สูงวัย จัดโดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อส่งเสริม สนับสนุนและดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เสริมสร้างทักษะให้กับกลุ่มผู้สูงวัยอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดรับผลงานจากบุคคลทั่วไปผู้มีอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป (ต้องผ่านการประกวดระดับพื้นที่จากกลุ่มศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา) ซึ่งผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 13,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร และยังมีรางวัลชมเชยอีก 17 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 89,000 บาท เงื่อนไขการสมัคร หลักฐานการสมัคร ประกอบด้วย กำหนดการประกวด หมายเหตุ สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงานโครงการ FacebookFacebookXTwitterLINELine
คันศรแห่งรัตติกาล (Moonbow)
ในเดือนมิถุนายนของทุกปี เรามักพบเห็นสีรุ้งอยู่ในสื่อต่าง ๆ รุ้ง หรือรุ้งกินน้ำ (Rainbow) เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่สวยงามน่าอัศจรรย์ และความอัศจรรย์จะเพิ่มมากขึ้นไปอีก เมื่อได้รู้ว่า เราสามารถมองเห็นรุ้งได้ในเวลากลางคืนได้เช่นกัน รุ้งที่เห็นได้ในเวลากลางคืน เราเรียกว่า รุ้งแสงจันทร์หรือรุ้งจันทรา (Moonbow) รุ้ง หรือรุ้งกินน้ำ (Rainbow) เกิดขึ้นเมื่อในอากาศมีละอองน้ำจำนวนมาก แสงจากดวงอาทิตย์ส่องผ่านละอองน้ำนั้น เกิดการกระจายออกเป็นแสงสีและเกิดการสะท้อนกลับหมด ทำให้เรามองเห็นเป็นแถบสีต่าง ๆ 7 สี คือ สีม่วง สีคราม สีน้ำเงิน สีเขียว สีเหลือง สีแสด และสีแดง ตามลำดับ โดยสีม่วงอยู่ด้านล่างสุด และสีแดงจะอยู่ด้านบนสุด รุ้งกินน้ำมักเกิดหลังจากฝนตกใหม่ ๆ และเกิดในทิศตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์ รุ้งแสงจันทร์, รุ้งจันทรา หรือคันศรแห่งรัตติกาล (Moonbow) เป็นรุ้งที่เกิดในเวลากลางคืน เกิดจากแสงอาทิตย์ที่กระทบดวงจันทร์แล้วส่องมาบนโลก (ซึ่งหลายคนเข้าใจว่าเป็นแสงจันทร์) โดยแสงจันทร์ต้องมีความสว่างมากเพียงพอ ท้องฟ้ามืดสนิท ดวงจันทร์จะต้องทำมุมน้อยกว่า 42 องศาเหนือพื้นราบ และละอองน้ำจากฝนหรือน้ำตกต้องอยู่ตรงข้ามกับดวงจันทร์ เพื่อให้แสงจันทร์สาดส่องได้ทั่วถึง ทั้งหมดนี้ เป็นปัจจัยสำคัญมากต่อการเกิดรุ้งแสงจันทร์ เราจึงพบเห็นได้ยาก […]
พฤติกรรมชวนสงสัยของสุนัข
เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินว่าสุนัขคือเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์เพราะสุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีวิวัฒนาการในการปรับตัวให้ใกล้ชิดกับมนุษย์มากที่สุด พร้อมทั้งมีหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูและมีความสามารถที่โดดเด่นทำให้เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่มนุษย์นิยมเลี้ยงมาก แต่ในการเลี้ยงสุนัขนั้นต้องการความเอาใจใส่และความเข้าใจเป็นอย่างมาก วันนี้เราจะมาอธิบายพฤติกรรมสุนัขที่หลายคนไม่เข้าใจตามหลักชีววิทยาให้คนรักสุนัขได้เข้าใจสัตว์เลี้ยงของคุณได้มากยิ่งขึ้น มาพูดกันถึงพฤติกรรมอันน่าสงสัยอย่างแรก คือ ทำไมสุนัขถึงเล่นได้ตลอดทั้งวัน เมื่อพูดถึงเรื่องการเคลื่อนไหวร่างกายของสุนัขนั้น จะต้องบอกเลยว่าสุนัขนั้นมีความแข็งแรงว่องไวเป็นอย่างมาก เพราะสุนัขมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง และระบบหมุนเวียนเลือดที่ช่วยในการวิ่ง ทำให้สามารถวิ่งได้เป็นเวลานาน นี่คือเหตุผลที่สุนัขสามารถเล่นซนได้ทั้งวัน และวิธีที่จะช่วยได้ คือ การพาออกไปวิ่งหรือเดินออกกำลัง เพื่อลดพลังงานที่มีจำนวนมากให้ลดน้อยลง และสิ่งที่คนเลี้ยงสุนัขต้องเจอนั่นก็คือ การเห่า (Barking) การร้องคราง (Whine) และการคำราม (Growl) ซึ่งสุนัขจะใช้การเห่าเป็นการส่งเสียงบอกความเป็นเจ้าของในเขตแดนหรือพื้นที่ของตนเอง ใช้การร้องครางในการเรียกร้องความสนใจจากเจ้าของหรือจากแม่ของมัน และสุนัขจะคำรามบ่งบอกถึงความก้าวร้าว อย่างเช่นเมื่อถูกคุกคามหรือถูกแย่งอาหารไป อีกพฤติกรรมที่น่าสงสัยว่าทำไมสุนัขของคุณจะวิ่งไปดมทุกสิ่งทุกอย่าง ดมจนทั่วบริเวณเลยทีเดียวหรือแม้แต่เวลาเจอสุนัขตัวอื่นก็จะเห็นได้ว่าสุนัขจะดมบริเวณก้นของสุนัขอีกตัว เนื่องจากสุนัขมีประสาทสัมผัสที่ว่องไวมากโดยเฉพาะการดมกลิ่น ภายในจมูกของสุนัขมีเซลล์รับกลิ่นที่เรียกว่า Olfactory cells อยู่จำนวนมาก ซึ่งทำให้สามารถรับกลิ่นได้ไวมากกว่ามนุษย์ถึง 40 เท่า เซลล์เหล่านี้จะอยู่ตามผิวภายในโพรงจมูก ซึ่งสุนัขจะใช้กลิ่นในการสื่อสาร รับและจดจำข้อมูล ส่งสัญญาณเตือนภัย หรือแสดงอาณาเขต เปรียบได้ว่าสุนัขรับรู้และมองเห็นโลกภายนอกผ่านจมูกนั่นเอง มนุษย์จึงนำความสามารถใช้การรับกลิ่นของสุนัขในภารกิจต่าง ๆ เช่น ใช้สุนัขติดตามค้นหาบุคคลในสถานการณ์ต่าง ๆ ค้นหายาเสพติด หรือวัตถุผิดกฎหมายต่าง ๆ เป็นต้น พฤติกรรมที่มักจะเห็นได้บ่อยคือ การเอียงหัวหรือยกหู เพราะหูของสุนัขนั้นมีกล้ามเนื้อและเส้นประสาทที่มากกว่าในหูของมนุษย์ถึงสี่เท่า […]
พิสูจน์กลิ่นด้วยลิ้นสองแฉก
ในขณะที่มนุษย์ใช้จมูกในการรับรู้กลิ่น แต่สำหรับสัตว์บางชนิดกลับต่างออกไป เพราะพวกมันใช้ลิ้นในการตรวจจับและพิสูจน์กลิ่นได้อย่างน่าทึ่ง สัตว์กลุ่มนี้มีลักษณะเฉพาะที่โดดเด่น คือ มี “ลิ้นสองแฉก” ซึ่งแตกต่างจากมนุษย์อย่างสิ้นเชิง เมื่อได้ยิน อาจชวนให้คิดถึงความหมายในเชิงลบ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับสัตว์ที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยชื่นชอบอย่างงู ภาพของงูแลบลิ้นเข้าออกแผลบ ๆ อาจทำให้หลายคนรู้สึกขยะแขยง แต่ใครจะรู้ว่าการกระทำที่ดูน่าขนลุกนี้ แท้จริงแล้วคือกลไกอันชาญฉลาดของธรรมชาติ ที่ช่วยให้พวกมันสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ลิ้นสองแฉก (Forked Tongue) เป็นลักษณะของลิ้นที่มีการแยกออกเป็นสองแฉกมักพบในสัตว์กลุ่ม Squamata ซึ่งเป็นอันดับของสัตว์เลื้อยคลานที่ประกอบด้วยงูและกิ้งก่าหลายชนิด เช่น งูเห่า งูจงอาง งูเหลือม เตกู ตะกวด เหี้ย มังกรโคโมโด เป็นต้น พวกมันใช้ลิ้นเพื่อรับรู้กลิ่นและสารเคมีในสิ่งแวดล้อม โดยมีกระบวนการทำงานดังนี้ 1. ยืดลิ้นออกจากปาก สัตว์ที่มีลิ้นสองแฉกจะยื่นลิ้นของมันออกจากปากไปในอากาศหรือสัมผัสพื้นดิน โดยลิ้นจะมีลักษณะแยกออกเป็นสองแฉก เพื่อทำหน้าที่เก็บสารเคมีหรือกลิ่นจากสิ่งแวดล้อม เช่น กลิ่นของเหยื่อ, เพื่อนร่วมสายพันธุ์, หรือภัยคุกคามจากสัตว์นักล่า 2. สัมผัสสารเคมี ลิ้นสองแฉกไม่ใช่แค่การดมกลิ่นจากอากาศ แต่ยังช่วยให้สัตว์สัมผัสสารเคมีที่ลอยอยู่ในอากาศและบนพื้นดิน ซึ่งจะถูกเก็บไว้ที่ปลายลิ้นแต่ละข้าง 3. นำสารเคมีไปที่อวัยวะวิเคราะห์ หลังจากที่ลิ้นสัมผัสสารเคมีจากสิ่งแวดล้อม สัตว์จะนำลิ้นทั้งสองข้างไปใกล้ ๆอวัยวะพิเศษที่เรียกว่า Jacobsen’s organ […]
กว่าจะมาเป็นผ้าอนามัยในปัจจุบัน
เมื่อถึงวันนั้นของเดือน เหล่าสุภาพสตรีต่างทราบกันดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของตน และเริ่มมองหาตัวช่วยในการป้องกันไม่ให้เลือดประจำเดือนไหลเลอะเปรอะเปื้อนไปตามเสื้อผ้าที่สวมใส่ในวันนั้น สิ่งที่เป็นที่นิยมมากที่สุดนั่นคือ ผ้าอนามัย ซึ่งในปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบให้เลือกใช้ตามความชื่นชอบ เช่น ผ้าอนามัยแบบแผ่น ผ้าอนามัยแบบสอด หรือผ้าอนามัยแบบสวมใส่เหมือนกางเกงชั้นใน เป็นต้น แต่กว่าจะมาเป็นผ้าอนามัยที่ใช้ได้อย่างสะดวกสบายเฉกเช่นทุกวันนี้ ทราบหรือไม่ว่าผู้หญิงในสมัยก่อนเขาจัดการกับปัญหานี้กันอย่างไร ประจำเดือน หรือ รอบเดือน เกิดจากการเจริญของเยื่อบุผนังมดลูกชั้นใน (Endometrium) จนผนังมดลูกมีความหนามากขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสืบพันธุ์ แต่หากไม่มีการปฏิสนธิระหว่างไข่กับอสุจิ เยื่อบุผนังมดลูกชั้นในจะหลุดลอกออกมาและกลายเป็นประจำเดือนในที่สุด โดยการเป็นประจำเดือนจะเริ่มเกิดขึ้นเมื่อเพศหญิงเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ตั้งแต่อายุประมาณ 11-50 ปี เป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับร่างกายของผู้หญิง ซึ่งมาพร้อมกับความยากลำบากในการดูแลหรือรักษาความสะอาด และในแต่ละยุคสมัยที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไม่เท่ากัน เครื่องมือที่ใช้ในการป้องกันการไหลของประจำเดือนก็ย่อมแตกต่างกันออกไป ในสมัยก่อนแต่ละประเทศยังไม่สามารถติดต่อสื่อสารหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้มากนัก ทำให้เทคโนโลยีและวัฒนธรรมยังมีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก ส่งผลให้วิธีการจัดการกับประจำเดือนในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันออกไป ส่วนมากจะเป็นการใช้วัสดุที่หาได้ตามธรรมชาติ เช่น การใช้ผ้าหรือกระดาษที่อ่อนนุ่ม เยื่อไม้ สำลี หรือแม้แต่ขนสัตว์ วางเป็นแผ่น ๆ ซ้อนกันจนหนาพอที่จะซึมซับประจำเดือนได้ นำมาลอดผ่านระหว่างขาแล้วใช้เชือกหรือเข็มขัดผูกคาดไว้กับช่วงเอว ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้มีการคิดค้นผ้าที่สามารถใช้ซับเลือดของทหารในสงคราม จึงมีการนำแนวคิดนี้มาดัดแปลงใช้กับผ้าอนามัยในสมัยนั้น เกิดเป็นผ้าอนามัยแบบห่วง ที่ใช้ผ้าในการดูดซับประจำเดือน แต่ยังคงต้องใช้เข็มขัดคาดไว้กับเอว บางยี่ห้อสามารถซักและนำกลับมาใช้ซ้ำได้ แต่บางยี่ห้อเป็นแบบใช้แล้วทิ้ง ทำให้ผู้ใช้ส่วนมากมักเป็นสตรีที่มีฐานะเสียมากกว่า ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา […]
