ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
พรางเพื่อให้ (อยู่) รอด
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมเกิดการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพื่อให้สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้สิ่งมีชีวิตต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมนั้น ๆ เพื่อป้องกันตนเองจากภัยคุกคามหรือจากผู้ล่า “การพรางตัว” (Camouflage) ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้สิ่งมีชีวิตรอดจากภัยคุกคามเหล่านั้น การพรางตัวมีหัวใจหลัก ๆ คือ การทำตัวให้กลมกลืนกับสิ่งที่อยู่รอบข้างให้มากที่สุด เพื่อที่ผู้ล่าหรือเหยื่อจะไม่สามารถมองเห็นหรือระบุตำแหน่งได้ ซึ่งสัตว์แต่ละชนิดก็จะมีรูปแบบการพรางตัวที่แตกต่างกันตามลักษณะสิ่งแวดล้อม พฤติกรรม และเป้าหมายในการพรางตัว ประเภทของการพรางตัว การใช้สีเพื่อซ่อนตัว (Cryptic coloration) เป็นการพรางตัวโดยทำให้สีและลวดลายกลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมเพื่อไม่ให้เป็นจุดเด่น เช่น นกเค้าแมวตะวันออกที่ปรับตัวให้ขนมีสีและลักษณะคล้ายเปลือกไม้ที่อาศัยอยู่ขนของจิงที่พรางตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่อาศัยอยู่ สุนัขจิ้งจอกอาร์กติกที่ปรับตัวให้สีขนกลืนไปกับหิมะในฤดูหนาว และเปลี่ยนสีขนให้กลืนกับก้อนหินและต้นไม้ในฤดูร้อน ม้าน้ำแคระ (Pygmy seahorse) จะมีพฤติกรรมเกาะอาศัยอยู่กับกัลปังหาสกุล Muricella เท่านั้น และมีการปรับตัวให้มีลักษณะคล้ายกับกัลปังหาที่อาศัยอยู่ เป็นการพรางตัวเพื่อหลบซ่อนจากสัตว์ผู้ล่า การพรางตัวแบบใช้สีให้สับสน (Disruptive coloration) เป็นการพรางตัวโดยทำให้เกิดลวดลายบนผิวหนังไม่ว่าจะเป็นแบบลายริ้ว, ลายแถบ หรือลายจุด เพื่อให้เหยื่อหรือผู้ล่าเกิดความสับสน ลายแถบเหล่านี้เมื่ออยู่ใต้แสงและเงามืด หรือแม้แต่การอยู่รวมกันเป็นฝูงจะก่อให้เกิดความคลุมเครือสับสน เช่นฝูงม้าลายเมื่ออยู่รวมกันจะทำให้ผู้ล่าระบุตำแหน่งได้ยาก เสือโคร่งที่มีแถบสีดำคาดบนตัวจะพรางตัวให้เหยื่อเห็นตัวได้ยากขึ้น การเลียนแบบ (Mimicry) เป็นการพรางตัวให้ร่างกายบางส่วนหรือทั้งหมดให้ดูคล้ายกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบข้าง หรือการที่สัตว์ชนิดหนึ่งมีลักษณะรูปร่างหรือสีสันคล้ายกับสัตว์อีกชนิด ส่วนใหญ่มักจะเป็นสัตว์ไม่มีพิษเลียนแบบสีของสัตว์มีพิษเป็นต้น โดยจะเรียกสิ่งมีชีวิตที่ถูกเลียนแบบว่าต้นแบบ (model) และเรียกสิ่งมีชีวิตที่เลียนแบบว่าตัวเลียนแบบ (mimic) ตั๊กแตนตำข้าวกล้วยไม้ (orchid mantis) […]
รู้ทันภัยร้ายจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ
ในสภาพอากาศที่ร้อนระอุในประเทศไทยตอนนี้ ทำให้เราเห็นข่าวว่ามีคนที่เกิดอาการชักจนเสียชีวิต เพราะอากาศที่ร้อนมากเกินไปหรือโรคลมแดด (Heat Stroke) แม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงเองก็พบว่าเวลาที่อากาศร้อนจะมีสัตว์เลี้ยงจำนวนมากที่มีอาการ Heat Stroke ได้เช่นเดียวกัน เพราะว่าร่างกายมีการตอบสนองเพื่อรักษาสมดุลอุณหภูมิ ถ้าหากร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิมากจนเกินไปไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิต่ำหรือสูงก็อาจจะส่งผลที่เป็นอันตรายต่อร่างกายหรืออาจจะรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตดังที่เป็นข่าว โดยปกติร่างกายของสัตว์เลือดอุ่นรวมไปถึงมนุษย์นั้น จะรักษาอุณหภูมิคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงตามสิ่งแวดล้อม ดังนั้นร่างกายจึงจำเป็นที่จะต้องมีการรักษาสมดุลความร้อน หรือการสร้างความร้อนที่ได้สัดส่วนกับการกำจัดความร้อนนั่นเอง ซึ่งร่างกายจะถูกควบคุมด้วยสมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypotalamus) ให้มีอุณหภูมิประมาณ 37 °C และร่างกายจะมีตัวรับ (Receptor) ที่ใช้ในการรับอุณหภูมิร้อนเย็น เมื่อร่างกายได้รับความร้อนผ่านตัวรับ ร่างกายจะมีการลดความร้อนและระบายความร้อนออกมา โดยการลดกระบวนการเผาผลาญลง หลั่งเหงื่อพร้อมกับมีการขยายตัวของหลอดเลือด เพื่อระบายความร้อน ซึ่งเป็นสาเหตุที่เหงื่อออกและหน้าแดงเวลาที่อากาศร้อน เพื่อให้อุณหภูมิร่างกายลดลง ส่วนเวลาที่ร่างกายได้รับความเย็นผ่านตัวรับร่างกายจะตอบสนอง เพื่อสร้างความร้อนและลดการระบายความร้อนโดยการหนาวสั่นพร้อมกับมีการหดตัวของหลอดเลือด กล้ามเนื้อยึดเส้นขนบริเวณผิวหนังหดตัวดึงเส้นขนบริเวณผิวหนังให้ตั้งขึ้น เรียกว่าขนลุก อากาศจะไม่สามารถสัมผัสกับผิวหนังได้ช่วยลดการถ่ายเทความร้อนในร่างกายออกสู่สิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น ปกติอุณหภูมิที่ร่างกายรับการเปลี่ยนแปลงได้ เมื่ออุณหภูมิอยู่ในช่วง 36-40 °C ซึ่งถ้าร่างกายมีอุณหภูมิที่ผิดปกติ ร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงและแสดงออกในรูปแบบต่าง ๆ สามารถแบ่งออกเป็น 3 กรณี คือ อุณหภูมิร่างกายสูงกว่าปกติ เมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงถึง 41°C ระบบประสาทบางส่วนจะถูกทำลายอย่างถาวร ทำให้เกิดอาการมึนงงและชักอย่างรุนแรง ถ้าอุณหภูมิยังสูงถึง 45°C ซึ่งเป็นขีดสุดที่ร่างกายจะทนไหว หากไม่มีการช่วยลดอุณหภูมิ เซลล์ทั่วไปของร่างกายจะถูกทำลายและอาจส่งผลให้เสียชีวิตได้ในที่สุด […]
พิสูจน์กลิ่นด้วยลิ้นสองแฉก
ในขณะที่มนุษย์ใช้จมูกในการรับรู้กลิ่น แต่สำหรับสัตว์บางชนิดกลับต่างออกไป เพราะพวกมันใช้ลิ้นในการตรวจจับและพิสูจน์กลิ่นได้อย่างน่าทึ่ง สัตว์กลุ่มนี้มีลักษณะเฉพาะที่โดดเด่น คือ มี “ลิ้นสองแฉก” ซึ่งแตกต่างจากมนุษย์อย่างสิ้นเชิง เมื่อได้ยิน อาจชวนให้คิดถึงความหมายในเชิงลบ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับสัตว์ที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยชื่นชอบอย่างงู ภาพของงูแลบลิ้นเข้าออกแผลบ ๆ อาจทำให้หลายคนรู้สึกขยะแขยง แต่ใครจะรู้ว่าการกระทำที่ดูน่าขนลุกนี้ แท้จริงแล้วคือกลไกอันชาญฉลาดของธรรมชาติ ที่ช่วยให้พวกมันสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ลิ้นสองแฉก (Forked Tongue) เป็นลักษณะของลิ้นที่มีการแยกออกเป็นสองแฉกมักพบในสัตว์กลุ่ม Squamata ซึ่งเป็นอันดับของสัตว์เลื้อยคลานที่ประกอบด้วยงูและกิ้งก่าหลายชนิด เช่น งูเห่า งูจงอาง งูเหลือม เตกู ตะกวด เหี้ย มังกรโคโมโด เป็นต้น พวกมันใช้ลิ้นเพื่อรับรู้กลิ่นและสารเคมีในสิ่งแวดล้อม โดยมีกระบวนการทำงานดังนี้ 1. ยืดลิ้นออกจากปาก สัตว์ที่มีลิ้นสองแฉกจะยื่นลิ้นของมันออกจากปากไปในอากาศหรือสัมผัสพื้นดิน โดยลิ้นจะมีลักษณะแยกออกเป็นสองแฉก เพื่อทำหน้าที่เก็บสารเคมีหรือกลิ่นจากสิ่งแวดล้อม เช่น กลิ่นของเหยื่อ, เพื่อนร่วมสายพันธุ์, หรือภัยคุกคามจากสัตว์นักล่า 2. สัมผัสสารเคมี ลิ้นสองแฉกไม่ใช่แค่การดมกลิ่นจากอากาศ แต่ยังช่วยให้สัตว์สัมผัสสารเคมีที่ลอยอยู่ในอากาศและบนพื้นดิน ซึ่งจะถูกเก็บไว้ที่ปลายลิ้นแต่ละข้าง 3. นำสารเคมีไปที่อวัยวะวิเคราะห์ หลังจากที่ลิ้นสัมผัสสารเคมีจากสิ่งแวดล้อม สัตว์จะนำลิ้นทั้งสองข้างไปใกล้ ๆอวัยวะพิเศษที่เรียกว่า Jacobsen’s organ […]
ไข่ไก่ ความรู้คู่ความอร่อย
ไข่ เมนูโปรดของใครหลาย ๆ คน สามารถหาซื้อและทานได้ง่าย ปัจจุบันไข่ที่พบเห็นได้ทั่วไปและนิยมรับประทานกันมาก คือ ไข่ไก่ ซึ่งเป็นอาหารที่มีโภชนาการสูง สามารถรับประทานได้ทุกเพศทุกวัย โดยไข่ไก่ 1 ฟองมีน้ำหนักประมาณ 40-60 กรัม ไข่ไก่ที่เราเห็นนั้น มีองค์ประกอบอะไรบ้าง ? 1. เปลือกไข่ (shell) เป็นส่วนที่อยู่นอกสุด มีลักษณะแข็งเนื่องจากประกอบไปด้วยคอลลาเจนที่สานกันเป็นตาข่ายและมีแคลเซียมคาร์บอเนต เปลือกไข่จะมีรูขนาดเล็กมากไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เป็นรูเล็ก ๆ ให้อากาศและความชื้นสามารถผ่านเข้าไปได้ เพื่อใช้ในกระบวนการฟักเป็นตัว เปลือกไข่สามารถพบได้หลายสี เช่น น้ำตาลหรือขาวขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของแม่ไก่ สีของไข่ไม่มีผลต่อคุณค่าทางโภชนาการแต่อย่างใด 2. เยื่อหุ้มไข่ ป้องกันจุลินทรีย์เข้าไปภายในฟองไข่ ประกอบด้วย 2 ชั้น คือ ส่วนที่ติดกับเปลือกไข่ เรียกว่าเยื่อชั้นนอก (shell membrane) และส่วนที่ติดกับไข่ขาว เรียกว่าเยื่อชั้นใน (egg membrane) จะอยู่ชิดติดกันตลอด แต่จะแยกจากกันตรงส่วนป้านของไข่ 3. โพรงอากาศ (air cell) เป็นช่องว่างที่อยู่บริเวณด้านป้านของไข่ โดยจะอยู่ระหว่างเยื่อหุ้มไข่ชั้นนอกและเยื่อหุ้มไข่ชั้นใน 4. ไข่ขาว […]
อาหารปลอดภัย จากฟาร์มสู่โต๊ะอาหาร (From farm to table)
กว่าอาหารจะเดินทางมาถึงโต๊ะอาหารที่พร้อมเสริฟให้กับผู้บริโภคได้นั้น ต้องผ่านกระบวนการต่างๆ มากมาย ทำให้ง่ายต่อการปนเปื้อนจากเชื้อจุลินทรีย์และสารเคมี โดยถ้าไม่มีการตรวจสอบ ควบคุม และป้องกันที่ดี อาหารก็สามารถก่อให้เกิดโรคกับผู้บริโภคได้ เช่น โรคอาหารเป็นพิษ โรคอุจจาระร่วง เป็นต้น ดังนั้นเพื่อให้ได้อาหารที่มีมาตรฐาน และปลอดภัยจากมือผู้ผลิตส่งถึงมือผู้บริโภค แต่ละขั้นตอนจึงต้องมีการตรวจสอบ และป้องกันการปนเปื้อนของอาหาร โดยใช้ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เพื่อตรวจวิเคราะห์หาสาเหตุและปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดการปนเปื้อนในอาหารได้ ฟาร์มคือจุดเริ่มต้นของอาหาร ผู้ผลิตจึงต้องให้ความสำคัญในเรื่องความสะอาดของวัตถุดิบ และการปนเปื้อนของอาหารให้น้อยที่สุด เช่น ใช้การทำเกษตรอินทรีย์ ที่มีวิธีการทางธรรมชาติในการควบคุมศัตรูพืช รวมทั้งการตรวจสอบคุณภาพน้ำที่ใช้ทำการเกษตรต้องไม่ปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้อาหารไม่สะอาด เป็นต้น วัตถุดิบจากฟาร์มเหล่านี้จะถูกส่งต่อมาถึงโรงงานที่ต้องนำวัตถุดิบมาผ่านกระบวนการแปรรูป เพื่อยืดเวลาเก็บรักษาและเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตในรูปแบบต่างๆ เช่น การแปรรูปนม ต้องนำมาฆ่าเชื้อ (พาสเจอไรซ์) เพื่อให้เก็บได้นานขึ้น หรือการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นมในรูปแบบต่างๆ เช่น ชีส เป็นต้น โดยกระบวนการแปรรูปนี้ต้องมีการตรวจสอบและควบคุมให้ได้มาตรฐานและมีความสะอาด ตั้งแต่สถานที่ผลิต เครื่องมือและอุณหภูมิที่ใช้ในแปรรูป เพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนในระหว่างการแปรรูปอาหารได้ อาหารที่แปรรูปแล้วจะถูกขนส่งออกจากโรงงาน เพื่อส่งให้กับผู้บริโภค โดยขั้นตอนการขนส่งนี้ ถ้าควบคุมความสะอาดไม่ดีก็อาจจะทำให้เกิดการปนเปื้อนได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น รถขนส่งที่ไม่สะอาดและไม่ได้ควบคุมอุณหภูมิที่เหมาะสม เชื้อจุลินทรีย์สามารถเจริญเติบโตได้ดี ทำให้อาหารเกิดการเน่าเสียก่อนถึงมือผู้บริโภคได้ เมื่อผลิตภัณฑ์อาหารเหล่านี้ส่งถึงมือผู้บริโภคแล้ว การปนเปื้อนก็ยังคงสามารถเกิดขึ้นได้จากความสะอาดในขั้นตอนการปรุงอาหารของผู้บริโภคนั่นเอง โดยทางองค์การอนามัยโลก ได้กำหนดข้อปฏิบัติตามหลัก […]
