ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
ฟิสิกส์กับบอลลูน
บอลลูนลอยได้อย่างไร ยานพาหนะที่เคลื่อนที่อยู่บนท้องฟ้า นอกจากเครื่องบินแล้วบอลลูนก็เป็นอีกยานพาหนะที่บ่งบอกว่ามนุษย์เราในสมัยก่อนมีความใฝ่ฝันที่อยากจะบินได้เหมือนนก จนเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2326 มีการบันทึกการบินด้วยบอลลูนครั้งแรก โดยเกิดขึ้นที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นบอลลูนที่ทำจากกระดาษและผ้าไหม ออกแบบโดยโจเซฟ มงต์กอลฟิเยร์ (Joseph-Michel Montgolfier) และเอเตียน มงต์กอลฟิเยร์ (Jacques-Étienne Montgolfier) สองพี่น้อง นักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศส เป็นคนสร้างบอลลูนที่ขับเคลื่อนด้วยอากาศร้อน เดินทางที่ความสูง 500 ฟุตในอากาศ เป็นระยะทาง 5 1/2 ไมล์ ใช้เวลา 25 นาทีได้สำเร็จ โดยที่ส่วนประกอบของบอลลูนและหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้บอลลูนลอยได้ ศึกษาได้จากข้อมูลดังต่อไปนี้ ถุงบอลลูน “Envelope” ทำจากผ้าไนลอนชนิด rip-stop nylon ที่ไม่ฉีกขาดง่าย ถักทอแบบร่างแห ทำให้มีน้ำหนักเบาและเหนียวทนทาน มีการเคลือบภายในด้วยพลาสติกเพื่อช่วยเก็บอากาศร้อน ต่อมาคือส่วนที่เป็นหัวใจสำคัญของบอลลูน เรียกว่า “Burner” เป็นหัวเผาเชื้อเพลิง และส่วนสุดท้ายคือส่วนของตะกร้าโดยสาร เรียกว่า “Gondola” เป็นส่วนที่บรรทุกถังเชื้อเพลิง ผู้โดยสาร และอุปกรณ์ที่จำเป็นต่าง ๆ ทำมาจากหวายถักแน่นอย่างแน่นหนาบนแกนเหล็กกล้า มีน้ำหนักเบา […]
เรารู้อายุของปลาได้อย่างไร
เรารู้อายุของมนุษย์และสัตว์ได้ด้วยการคำนวณจากวันเดือนปีเกิด ส่วนอายุของต้นไม้ก็คำนวณได้จากวงปีในเนื้อไม้ของต้นไม้นั้น ๆ ถ้าเราอยากรู้อายุของปลา จะรู้ได้จากอะไร ปลาเป็นสิ่งมีชีวิต ย่อมต้องมีการเจริญเติบโต จากรายงานทางวิชาการพบว่าปลาทะเลบางชนิดในเขตอบอุ่นมีอายุถึง 20 ปี เช่น ปลาแฮร์ริ่งในทะเลเหนือ หรือปลาบึกในแม่น้ำโขงอาจมีอายุมากกว่า 15 ปี ในขณะที่ ปลาทูอาจมีอายุเพียง 3 ปี ก่อนจะถูกชาวประมงจับ นักวิทยาศาสตร์มีวิธีคำนวณอายุของปลาหลายวิธีขึ้นอยู่กับชนิดของปลานั้น ๆ สำหรับปลามีเกล็ด จำนวนเกล็ดจะไม่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่เกิดจนตาย เราจึงไม่สามารถรู้อายุของปลาจากจำนวนเกล็ดได้ ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงใช้วิธีนับจำนวนวงปีบนเกล็ดปลา ซึ่งวงปีดังกล่าว มีลักษณะเป็นวง และมีเส้นขอบชัดเจนเป็นการแสดงระยะเวลาการเจริญเติบโตของปลาเหล่านั้น หากบนเกล็ดปลานั้นมีวงปีจำนวนมาก แสดงว่าปลานั้นมีอายุมาก ในกรณีที่ปลาไม่มีเกล็ด จะใช้วิธีคำนวณอายุจากกระดูกหูของปลา (กระดูกชิ้นเล็ก ๆ ที่เชื่อมระหว่างหูกับกระเพาะลม) โดยการนำกระดูกหูไปตัดขวาง แล้วสังเกตวงปีบนกระดูกหูของปลานั้น อ้างอิง หนังสือ 243 คำถามวิทย์ต่อยอดความคิดไม่รู้จบ หนังสือ ชีวิตน่ารู้ นานมีบุ๊คส์ 2543 https://www.saranukromthai.or.th FacebookFacebookXTwitterLINELine
ตัวตนที่แท้จริงของเวโลซีแรปเตอร์
เหล่าผู้คลั่งไคล้ไดโนเสาร์เตรียมตัวกันให้พร้อม เพราะกลางปี พ.ศ. 2565 นี้มีภาพยนตร์ไตรภาคชื่อดังที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับไดโนเสาร์อย่าง Jurassic World : Dominion พร้อมเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ ซึ่งดำเนินเรื่องราวโดยพระเอกหนุ่มอย่าง โอเวน กราดี้ (รับบทโดย คริส แพร็ตต์) ที่ต้องปฏิบัติภารกิจภายในโลกที่มีบรรดาไดโนเสาร์หลุดออกมาใช้ชีวิตปะปนอยู่ในสังคมปัจจุบัน และนอกจากตัวละครนำที่เป็นมนุษย์แล้ว ยังมีไดโนเสาร์อีกหลากหลายสายพันธุ์ที่ได้ปรากฏตัวในหนังให้เราได้รู้จักกันอีกด้วย หนึ่งในดาวเด่นของไตรภาคนี้คงหนีไม่พ้นเจ้า เวโลซีแรปเตอร์ ที่มีแถบข้างลำตัวสีฟ้าอย่าง ‘บลู’ ซึ่งกลายเป็นไดโนเสาร์ขวัญใจผู้คนจนขึ้นมาเทียบเคียงกับความดังของทีเร็กซ์ เจ้าแห่งไดโนเสาร์ได้เลยทีเดียว แต่เชื่อว่ามีหลายคนอาจยังไม่รู้ว่ารูปร่างลักษณะและพฤติกรรมที่แท้จริงของเจ้าเวโลซีแรปเตอร์นอกจอภาพยนตร์นั้นเป็นแบบไหน และมีความแตกต่างจากในหนังที่เราดูอย่างไร ในโลกภาพยนตร์บลูเป็นเวโลซีแรปเตอร์ (Velociraptor) ไดโนเสาร์กินเนื้อในกลุ่มโดรมีโอซอร์ (Dromaeosaur) หรือแรปเตอร์ (Raptor) ที่เดินด้วย 2 เท้า ความสูงประมาณมนุษย์วัยผู้ใหญ่ และมีผิวหนังคล้ายกับสัตว์เลื้อยคลานเหมือนไดโนเสาร์ทั่วไป แถมมันยังมีความเฉลียวฉลาด และเป็นจ่าฝูงของเหล่าแรปเตอร์ร่วมคอกอีกด้วย ซึ่งแตกต่างจากข้อมูลที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบและตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับเวโลซีแรปเตอร์ในโลกจริงอยู่มากเลยทีเดียว แหล่งค้นพบ ในภาพยนตร์เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทวีปอเมริกาเหนือ แต่ความจริงแล้วเวโลซีแรปเตอร์ถูกค้นพบว่าพวกมันอาศัยอยู่ในทวีปเอเชียกลางและเอเชียตะวันออก ในช่วงปลายยุคครีเทเชียส ลักษณะภายนอก เหล่าเวโลซีแรปเตอร์ที่เราเห็นจะมีผิวหนังคล้ายกับสัตว์เลื้อยคลานและไม่มีขน แต่นักบรรพชีวินวิทยาเชื่อว่า แท้จริงแล้วตามลำตัวของพวกมันอาจมีเส้นขนที่คล้ายกับขนนก (feather) ปกคลุมอยู่ เนื่องจากมีการค้นพบว่ากระดูกบางส่วนของเวโลซีแรปเตอร์มีตุ่มที่ติดก้านขน (quill knobs) ซึ่งคล้ายกับกระดูกของปีกนก […]
เจาะลึกใต้ผิวหนัง ส่องดูส่วนประกอบของเลือด
เลือดเปรียบเสมือนระบบขนส่งของร่างกาย มีหน้าที่สำคัญคือ นำออกซิเจนที่เราได้จากการหายใจ สารอาหารที่เรารับประทานเข้าไป รวมทั้งสารอื่น ๆ ไปยังเซลล์และอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย ส่วนของเสียจากร่างกาย เลือดก็มีหน้าที่นำของเสียเหล่านี้ไปยังอวัยวะที่ใช้ในการขับถ่าย เพื่อกำจัดออกจากร่างกายอีกด้วย เรามาเจาะลึกลงไปดูกันว่า ในเลือดมีส่วนประกอบอะไรบ้าง เลือดที่เราเห็นสีแดงเข้มนี้ ถ้าเราลองนำไปปั่นเหวี่ยงแยกชั้นตามความหนาแน่นของสาร เราจะเห็นเลือดมีการแยกชั้นแบ่งออกเป็น 3 ชั้น โดยชั้นบนสุดเป็นของเหลว เรียกว่า น้ำเลือดหรือพลาสมา (Plasma) พบประมาณ 55% ประกอบด้วยสารที่ทำให้เลือดแข็งตัว (Fibrinogen), แอนติบอดี (Antibody), เอนไซม์, ฮอร์โมน เป็นต้น ชั้นถัดมาอยู่ตรงกลางมีสีขาวเป็นส่วนของเกล็ดเลือดและเม็ดเลือดขาว มีปริมาณไม่ถึง 1% ส่วนชั้นล่างสุดมีสีแดง เป็นส่วนของเม็ดเลือดแดง มีประมาณ 45% เมื่อเรานำเลือดมาส่องดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์ จะเห็นส่วนประกอบของเซลล์หลัก ๆ 3 ชนิด คือ 1. เซลล์เม็ดเลือดแดง (Red blood cells หรือ RCB) เป็นเซลล์ที่พบได้มากที่สุดในน้ำเลือด พัฒนามาจากสเต็มเซลล์ในไขกระดูก มีขนาดประมาณ 6 ไมโครเมตร […]
ห้องแรงดันลบ (Negative Pressure Rooms) คืออะไร
จากข่าวการติดเชื้อโควิด-19 หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องการนำผู้ติดเชื้อต้องแยกให้อยู่ในห้องแรงดันลบ ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่ามันคือห้องอะไร แล้วมันแตกต่างจากห้องปกติอย่างไร ห้องแรงดันลบ (Negative Pressure Rooms) เป็นห้องกักกันเชื้อที่มีระบบระบายอากาศแยกจากส่วนอื่นๆ มีแรงดันอากาศภายในห้องน้อยกว่าภายนอกห้อง มีการควบคุมการไหลของอากาศไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจายทำให้อากาศจากภายในห้องไม่ไหลออกมาสู่ภายนอก ระบบภายในห้องที่ใช้ดูดอากาศสู่ภายนอกก็ยังสามารถบำบัดอากาศด้วย HEPA Filter และฆ่าเชื้อโรคด้วย UVC และ Ozone ก่อนปล่อยออกสู่สาธารณะได้อีกด้วย โดยห้องแรงดันลบนี้ไม่ได้มีไว้แค่ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ COVID-19 เท่านั้น แต่ยังสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเดินหายใจอื่น ๆ ได้อีกด้วย อาทิ โรคไข้หวัดใหญ่ โรควัณโรค เป็นต้น ซึ่งโรคเหล่านี้ก็ยังเป็นโรคติดต่อที่มีอยู่ในปัจจุบัน และเป็นรูปแบบใหม่ของห้องฉุกเฉินในยุค new normal ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ที่มาใช้บริการได้เป็นอย่างดี อ้างอิง การระบายอากาศของห้องคนไข้แบบแยกเดี่ยว What are Negative Pressure Rooms? FacebookFacebookXTwitterLINELine
