ข่าวสาร กิจกรรม บทความและนิทรรศการถาวรที่น่าสนใจ
การประกวดการแสดงทางวิทยาศาสตร์ (Science Show) ระดับประเทศประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569
เงื่อนไขการสมัคร กลุ่มเป้าหมาย นักเรียนในระบบ ระดับประถมศึกษาตอนปลาย นักเรียนในระบบระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และนักศึกษา สกร. ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่ผ่านการคัดเลือกโดยการประกวดและได้รางวัลชนะเลิศของศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ในเขตจังหวัดที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาที่รับผิดชอบ กำหนดการประกวด การรับสมัคร สอบถามรายละเอียด/ติดต่อผู้ประสานงาน เอกสารการประกวดการแสดงทางวิทยาศาสตร์ (Science Show) ระดับประเทศ FacebookFacebookXTwitterLINELine
ภาวะโลกร้อนกำเนิดหมีพิซลี อวสานหมีขั้วโลก
ในภาวะที่สภาพอากาศแปรปรวนเพราะภาวะโลกร้อนได้ส่งผลกระทบอันใหญ่หลวงให้กับสัตว์อย่างหมีขั้วโลก เมื่อน้ำแข็งขั้วโลกที่เป็นที่อยู่อาศัยของหมีขั้วโลกเกิดละลายทำให้น้ำแข็งที่เคยกั้นขวางระหว่างหมีขั้วโลก (polar bears) และหมีกริซลี (grizzly bears) ที่อาศัยอยู่ห่างไกลกันในเขตอาร์กติกต้องเดินทางเพื่อมาหาอาหาร และได้มาพบรักต่างสายพันธุ์จนให้กำเนิด “หมีพิซลี (pizzly bears)” แต่มันไม่ได้เป็นผลที่ดีนัก เพราะเจ้าหมีลูกผสมนั้นเพิ่มจำนวนไปทั่วพื้นที่เขตขั้วโลกเหนือในขณะที่หมีขั้วโลก ซึ่งเป็นเจ้าถิ่นลดน้อยลงและเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ เนื่องจากหมีขั้วโลกมีหัวกะโหลกทรงยาวเหมาะสำหรับการจับแมวน้ำผ่านรูในผืนน้ำแข็ง ประกอบกับมีฟันกรามที่เล็กและบดเคี้ยวของแข็งได้ไม่ดีนัก ทำให้มันกินชั้นไขมันของแมวน้ำเป็นอาหารหลัก แต่เมื่อน้ำแข็งละลายก็ทำให้ยากต่อการหาอาหารเกิดภาวะขาดแคลนอาหารอย่างหนักทำให้หมีขั้วโลกต้องเดินทางขึ้นไปหากินบนบกเป็นอุปสรรคต่อการหาอาหารเลี้ยงลูก ๆ ของมัน แต่ฝั่งของเจ้าหมีพิซลีนั้นมันมีฟันกรามที่ใหญ่และแข็งแรงสามารถเลือกกินอาหารได้หลากหลายชนิดเหมือนกับหมีกริซลี รวมไปถึงมีความยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศในปัจจุบันพอสมควรแม้ว่ามันจะมีพฤติกรรมที่มาจากหมีขั้วโลกค่อนข้างมาก แต่ก็สามารถอยู่ในอากาศอบอุ่นได้ดีกว่าหมีขั้วโลก ทำให้มันมีโอกาสรอดมากกว่าในภาวะที่น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ในสถานการณ์ภาวะโลกร้อนเช่นนี้เป็นเหตุให้โลกของเราอาจจะสูญเสียหมีขั้วโลกไปในไม่ช้า และการที่เราจะช่วยชีวิตเพื่อนร่วมโลกของเราไว้ได้ก็คือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้มากที่สุด หากน้ำแข็งขั้วโลกละลายน้อยลงหมีขั้วโลกก็จะยังมีที่อยู่อาศัยและสามารถหาอาหารต่อไปได้ อ้างอิง https://1th.me/g4AQdhttps://1th.me/9DfGuhttps://1th.me/g4AQdhttps://1th.me/Gorrz FacebookFacebookXTwitterLINELine
กินเห็ดแล้วมีประโยชน์อย่างไร
เห็ดเป็นสิ่งมีชีวิตกลุ่มหนึ่งที่มนุษย์เรารู้จักและนำมาบริโภคเป็นอาหารและยามานานหลายร้อยปีด้วย ที่มีรสชาติที่หลากหลาย จึงเป็นที่นิยมในการนำไปประกอบเป็นอาหาร อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย จึงเหมาะที่จะเป็นเมนูสำหรับคนรักสุขภาพ มาทำความรู้จักเห็ดกัน เห็ด (Mushrooms) เป็นราชนิดหนึ่ง ที่ถูกจัดอยู่ในอาณาจักรฟังไจ (Kingdom Fungi) ไม่สามารสังเคราะห์แสงด้วยตัวเองได้เนื่องจากไม่มีคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) เห็ดจึงเป็นราขนาดใหญ่ซึ่งมีการเจริญเติบโตเป็นเส้นใย เมื่อถึงระยะที่จะสืบพันธุ์เส้นใยจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนดอกเห็ด เพื่อสร้างสปอร์ไว้กระจายพันธุ์ต่อไป มีรูปร่างสวยงามแตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิดของเห็ดนั้น ๆ ประโยชน์ของเห็ดมีอะไรบ้าง 1. มีคุณสมบัติในการต่อต้านมะเร็ง ในปี 2010 มีการศึกษาและถูกตีพิมพ์ในวารสาร Experimental Biology and Medicine ได้ทดสอบเห็ด 5 ชนิด ได้แก่ เห็ดไมตาเกะ เห็ดคริมมินิเห็ดกระดุมสีน้ำตาล เห็ดนางรม และเห็ดกระดุมสีขาว พบว่าสามารถยับยั้งการเติบโตและการสืบพันธุ์ของเซลล์มะเร็งเต้านมได้ นอกจากนี้เห็ดหอมหรือเห็ดซิตาเกะ ยังมีสารเลนทิแนน (Lentinan) ซึ่งเป็นโมเลกุลของน้ำตาลชนิดหนึ่ง ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้กับผู้ป่วยมะเร็งบางชนิดในระหว่างที่เข้ารับการรักษาด้วยเคมีบำบัด แม้ว่าจะไม่ได้ฆ่าเซลล์มะเร็งโดยตรง แต่จะช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งอาจช่วยในการชะลอการเติบโตของเนื้องอกได้และยังฆ่าไวรัสและจุลินทรีย์โดยตรงในการศึกษาในห้องปฏิบัติการ นักวิจัยในญี่ปุ่นได้ทำการศึกษาผู้ชายมากกว่า 36,000 คน พบว่าคนที่กินเห็ดเป็นประจำมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากลดลง ส่วนคนที่กินเห็ด 3 ครั้งต่อสัปดาห์ขึ้นไป จะมีความเสี่ยงต่ำกว่าผู้ที่กินเห็ดน้อยกว่า 17 […]
ชวนเปิดมุมมองใหม่ในนิทรรศการ “วิทย์ในวิถีภูมิปัญญา”
ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ ขอเชิญชวนประชาชน นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจ ร่วมสัมผัสนิทรรศการ “วิทย์ในวิถีภูมิปัญญา” ที่จะพาไปค้นพบว่าภูมิปัญญาไทยไม่ได้เป็นเพียงงานหัตถกรรมหรือวิถีชีวิต แต่ยังมีหลักการทางวิทยาศาสตร์ซ่อนอยู่ในทุกขั้นตอน ภายในนิทรรศการ ผู้เข้าชมจะได้เรียนรู้เรื่องราวที่น่าสนใจจากภูมิปัญญาหลากหลายแขนง อาทิ FacebookFacebookXTwitterLINELine
การกลับมาของหมาป่ายักษ์ ” Dire Wolf ” สัตว์แห่งยุคดึกดำบรรพ์
เมื่อวิทยาศาสตร์ก้าวหน้า ความเป็นไปไม่ได้ในอดีตกลับเป็นไปได้ในปัจจุบัน ด้วยความพร้อมของอุปกรณ์และความรู้ของสัตว์ที่ชาญฉลาดอย่างมนุษย์ การปลุกให้สิ่งมีชีวิตที่เคยสูญพันธุ์ไปแล้วในอดีตให้มีชีวิตอีกครั้งจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายและสามารถเกิดขึ้นได้จริงแล้วในตอนนี้ สัตว์ดึกดำบรรพ์ที่ประสบความสำเร็จในการทดลองฟื้นคืนชีพนั่นคือ หมาป่าไดร์ (Dire Wolf) สัตว์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคน้ำแข็ง Dire Wolf หรือหมาป่าไดร์ สัตว์ตระกูลสุนัข (Canine) ขนาดใหญ่ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Canis dirus สุดยอดนักล่าที่มีพลังกัดแข็งแกร่ง สามารถล่าสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น ม้าป่าตะวันตก (Equus occidentalis) สลอธดินฮาร์ลาน (Paramylodon harlani) มาสโตดอน (Mammut americanum) อูฐโบราณ (Camelops hesternus) และไบซันโบราณ (Bison antiquus) ในยุคนั้นได้ หมาป่าไดร์มีชีวิตอยู่ในช่วงยุคไพลสโตซีน (Pleistocene) ประมาณ 250,000-10,000 ปีที่แล้ว และเป็นหนึ่งในตัวละครที่มีบทบาทสำคัญในเชิงสัญลักษณ์และเนื้อเรื่องจากภาพยนตร์ Game of Thrones การฟื้นคืนชีพหมาป่าไดร์เป็นหนึ่งในผลงานที่ประสบความสำเร็จของบริษัท Colossal Biosciences ในสหรัฐอเมริกา ที่สามารถทำการทดลองสิ่งมีชีวิตที่ตายและสูญพันธุ์ไปแล้วให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรมโดยการใช้ดีเอ็นเอโบราณจากฟอสซิลของหมาป่าไดร์ และเซลล์เม็ดเลือดจากหมาป่าสีเทาที่ยังมีชีวิตอยู่ มาผ่านกระบวนการ CRISPR ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการดัดแปลงพันธุกรรม แล้วทำการถ่ายโอนสารพันธุกรรมที่ได้ไปยังเซลล์ไข่ของสุนัขบ้านที่ถูกนำนิวเคลียสออก จากนั้นจึงเพาะเลี้ยงให้ตัวอ่อนพัฒนาแข็งแรงในห้องปฏิบัติการ ก่อนจะย้ายไปฝังตัวในมดลูกของสุนัขบ้านตัวแทนเพื่ออุ้มบุญให้เจริญเติบโตเป็นตัวอ่อนที่สมบูรณ์ต่อไป […]
